“สุขภาวะ” กับ “สุขภาพ”
ความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนสุขภาพ เป็นคำที่คุ้นเคย แต่คำว่า “สุขภาวะ” ได้ยินครั้งแรกจากท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ซึ่งเป็นอาจารย์สอนผู้เขียนขณะเรียนอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในยุคสร้างสุขภาพแนวใหม่ (Paradigm of New Health Promotion) คือหลัง ค.ศ.2000 เป็นต้นมา และได้มีโอกาสอ่านหนังสือของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในหนังสือชื่อ “สุขภาวะองค์รวม แนวพุทธ” ท่านได้กล่าวโดยย่อ คำว่า “สุขภาวะ” นั้นท่านก็คิดว่าเป็นคำค่อนข้างใหม่ เรามีคำว่า “สุขภาพ” ใช้กันมาช้านาน
ที่จริงนั้น “สุขภาวะ” และ “สุขภาพ” ในภาษาบาลีเดิมก็เป็นคำคำเดียวกัน และ “สุขภาวะ” เป็นคำเดิมในภาษาบาลีด้วยซ้ำไป เราใช้คำในภาษาไทยที่แผลง “ว” เป็น “พ” เป็นสุขภาพเรื่อยมา ผู้เขียนเองต้องยอมรับว่าได้กระจ่างชัดและใช้คำสุขภาวะต่อไปได้อย่างไม่ขัดเขินและท่านเจ้าคุณเองได้ขยายด้วยความเข้าใจรวมทั้งวงการแพทย์และสาธารณสุขหลายท่านทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นเป็นเรื่องสืบเนื่องกันมา และเราชักจะเข้าใจความหมายของ “สุขภาพ” แคบลงไป ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะแต่ก่อนนั้นเราก็เน้นเรื่องของร่างกายที่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บว่าเมื่อไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็คือ “การมีสุขภาพที่แข็งแรง” ตอนนี้เราไม่อยากให้คิดแคบอย่างที่เป็นอย่างนั้น และเพื่อให้การสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันไม่ได้คนมองแคบอย่างนั้นก็เลยใช้คำว่า “สุขภาวะ” มองให้กว้างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
องค์การอนามัยโลกเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้วกล่าวว่า คำว่า “สุขภาพ” หมายถึง ความสมบูรณ์ บริบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม หรืออยู่ในสังคมด้วยความสุขโดยไม่จำกัด เฉพาะความปราศจากโรคหรือปราศจากพิการเท่านั้น ต่อมาในระยะหลังๆ เรื่องของสุขภาพขยายกว้างขึ้นตามที่กล่าวตอนแรกแล้ว ยังครอบคลุมสิ่งที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Spiritual Well being ต่อมาได้ข้อยุติ น่าจะหมายถึง… “สุขภาวะทางด้านของปัญญา” เข้ามาประกอบด้วย ซึ่งต่อมาได้โยงออกนอกสังขารร่างกายที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ ให้มีลักษณะเป็นภาพองค์รวม พยายามที่จะโยงใยออกไปว่า “สุขภาพเป็นเรื่องของชีวิต” ไม่ใช่เรื่องของสุขภาพตามความหมายเดิมนั้น ภาวะด้านต่างๆ อยู่ด้วยกันกับความสุข และความสุขเป็นอาการปรากฏด้านหนึ่งของภาวะที่มีความสมบูรณ์ พบว่า มี 4 ด้าน คือ “วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ”
“วิชชา” คือ ความสว่าง ผ่องใส กระจ่างแจ้ง มองเห็นชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะของ “ปัญญา”
“วิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นเป็นอิสระ เป็นภาวะที่สำคัญมากอย่างที่ว่าแล้ว ถ้าคนถูกมัด หรือแม้แค่ถูกขัง ถูกบีบ ถูกกดแล้วก็แย่ จะอึดอัด ติดขัดไปหมด จะไปไหนบางทีแม้แต่เคลื่อนไหวก็ไม่ได้ เพราะไม่เสรีทางพระจึงบอกว่าต้อง “เสรีสยังวสี”
“เสรี” คือ เคลื่อนไหวไปไหนๆ ได้ตามปรารถนา “สยังวสี” คือ มีอำนาจในตัวเอง คือ ภาวะที่เป็นอิสระแห่งวิมุตติ
“วิสุทธิ” คือ ความหมดจด สดใส บริสุทธิ์ ไม่พร่ามัว ไม่ขุ่นมัวซึ่งไปทางจิตใจสำคัญมาก ที่จะทำให้มีความปลอดโปร่งโล่งไปได้
“สันติ” คือ ความสงบ ไม่ร้อนรนกระวนกระวาย ไม่มีอะไรรบกวน แม้กระทั่งระคายเคือง เป็นภาวะที่ประณีตอย่างยิ่ง ซึ่งสุขที่แท้จริงย่อมขาดไม่ได้
วิชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ เป็นลักษณะหรือภาวะด้านต่างๆ ของภาวะอันสมบูรณ์อันเดียวกัน ซึ่งเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ครบ 4 ด้าน อาการแห่งความสุขก็ปรากฏออกมา แต่ถ้าขาดไปแม้แต่ด้านเดียว ความสุขถึงจะบอกว่ามี ก็จะเป็นความสุขไม่แท้จริง จะเป็นได้เพียงของหลอก ซึ่งเรียกว่า เอาโปะไว้ข้างหน้าหรือพอกผิวๆ เท่านั้น ความสุขแท้จริงหามีไม่ ถ้าหากมีครบ 4 ด้าน ก็จะเป็นองค์ประกอบของภาวะที่เป็นความดีงาม ความสมบูรณ์แท้จริงของชีวิต
หลวงพ่อบอกว่า “ปัญหาสุขภาวะของคนไทย ซับซ้อนยิ่งกว่าในอเมริกา” ปัจจุบันนี้เวลานี้สังคมไทยของเรามีปัญหาร่วมกับเขาทั้งอเมริกา ยุโรป อาเซียน และปัญหาเฉพาะของตัวเอง ปัญหาร่วมสำคัญก็คือ เราอยู่ในโลกกำลังพัฒนาในระบบทุนนิยม บริโภคนิยมเป็นใหญ่ครอบงำอย่างชัดเจน
นอกจากจะร่วมกับเขาแล้ว ยังชอบที่จะลอกเลียนเป็นอย่างเขาแล้ว เราก็ตามตูด พยายามวิ่งไล่ เราพยายามที่จะเป็นอย่างนั้น เราอยากเป็นอย่างสังคมอเมริกัน ที่เป็นบริโภคนิยม ซึ่งเราเห็นว่ามันพรั่งพร้อมทุกอย่างเป็นแบบอย่าง เราพยายามตามเขาเต็มที่ นี่คือ ลักษณะร่วมที่เรามี
อย่างไรก็ตาม พร้อมกันนั้นเราก็ไม่ได้เป็นอย่างอเมริกา แต่เรามีลักษณะที่ถูกเขาเรียกว่า เป็นประเทศหรือสังคมกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นลักษณะของตนเอง จะถือว่าเป็นความล้าหลังหรือเป็นความด้อยก็แล้วแต่
เรามีปัญหา “เศรษฐกิจ” ในเรื่องความยากจนข้นแค้น ความที่การศึกษายังต่ำอยู่ ซ้ำยังมีปัญหาสุขภาพที่มีโรคภัยไข้เจ็บมาก และก็โยงออกมาสู่ปัญหา “สุขภาวะ” หรือปัญหาด้านอวิชชา หรือด้านปัญญา ตามมาอีกด้วย
ในด้านปัญหาสุขภาวะที่ร่วมกับเขาในยุคโลกาภิวัตน์ที่ว่าไปร่วมกับสังคมอื่นที่เขาเจริญก้าวหน้า เช่น เราบอกว่ายุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องระมัดระวัง ก็คือ ยังคงสภาพเป็นสังคมบริโภครวม บางครั้งสังคมไทยเราไปจ้องรับเป็นความบกพร่องของเขา เอามาตามจนล้ำหน้าเขาไป ทั้งที่ส่วนดีเขาก็มีแต่ไม่ค่อยได้เอามาใช้ อันนี้เลยกลายเป็นการซ้ำเติมหนักลงไปอีก คือ ตัวเองมีปัญหาอยู่แล้ว ยังไปเอาส่วนร้ายเขามาก็ยิ่งแย่ใหญ่
หลวงพ่อยกตัวอย่างว่า มีคุณหมอผ่าตัดท่านหนึ่งไปดูงานปัญหาโรคภัยไข้เจ็บของอเมริกามา คือ การแก้ปัญหาโรคใหม่ที่เป็นโรคอารยธรรม คือ โรคอ้วน (Obesity) ไปดูวิธีแก้ปัญหาโรคอ้วน
วิธีแก้ปัญหาโรคอ้วนที่เด่นนำมาใช้ในปัจจุบันของอเมริกา คือ “ต้องผ่าตัดกระเพาะ” ก็คือ เขาจะผ่าตัดกระเพาะคนที่เป็นโรคอ้วนจากกระเพาะที่ใหญ่ ประมาณ 2 กำปั้นมือ จะผ่าตัดให้เล็กลงจนเหลือความจุเพียง 15 ซีซี ลองคิดดูต้องผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงไปเพราะอะไร ก็เพราะว่าคนเป็นโรคอ้วนนั้นด้วยเหตุที่กินมาก เขาก็เลยต้องเย็บกระเพาะให้เล็กลง เพื่อจะให้กินได้น้อยๆ
ถ้าจะว่าในแง่ของสุขภาวะร่างกายเรามันก็สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว อวัยวะก็สมประกอบแล้วเรื่องอะไรจะต้องผ่าตัดกระเพาะเราให้มันผิดปกติ นี่กลายเป็นว่าในการสร้างสุขภาวะสมัยใหม่ เราอาจจะต้องไปทำอวัยวะที่เป็นปกติให้มันผิดปกติ เช่น ทำให้กระเพาะอาหารวิปริต นอกจากทำให้เล็กลงผิดขนาดก็ถูกผ่าตัดอีกด้วย แปลก!
แล้วคุณหมอท่านนั้นยังบอกต่อว่า ต่อไปถ้าพวกนี้ยังกินจุอีก กระเพาะก็จะยืดไปใหม่ จึงต้องให้คนมีการควบคุมตัวเองด้วย แต่จะให้คนควบคุมตัวเองนั้นยาก จึงคิดควบคุมทางสังคมอเมริกา ก็เลยต้องมีการแก้ปัญหาสังคมในเรื่องการกินจุกกินจิก เช่น เขาเคยมี refreshment stand เป็นเครื่องหมายของความพรั่งพร้อมสะดวกสบาย แต่เดี๋ยวนี้เขากลับเลิกใช้หรือห้ามใช้เลย
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาหลักของประเทศที่เจริญแล้วซึ่งมีความมั่งคั่งพรั่งพร้อม ที่เขาคิดว่าการหาความสุขได้เต็มที่ และคงจะมีความสุขกันเต็มที่ แต่ก็มีอาการแห่งความเสียสุขภาวะอย่างที่ยกตัวอย่างข้างต้น คุณหมอท่านดังกล่าวก็พบว่า เตรียมการไว้เหมือนกัน เพราะตอนนี้เด็กไทยก็เริ่มเป็นโรคอ้วนแล้ว
เด็กไทยเป็นโรคอ้วนนั้น โดยมากเป็นเพราะอยู่กับเกม กินอาหารขยะ (Junk food) และไม่ได้บริหารกายอิริยาบถที่เพียงพอ หากวิเคราะห์ในลึกซึ้งว่าด้วยเรื่องการกิน หรือการบริโภคในเรื่องอาหารการกินถึงจะมีกินอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ แต่ถ้ากินไม่เป็น กินไม่ถูกต้อง เกินความจำเป็น ก็กลายเป็นการให้โทษกับชีวิตของตนเอง ไม่ใช่เป็นขาดอาหารหรือเพราะขาดแคลนอาหาร แต่เป็นโรคขาดอาหารเพราะขาดแคลนปัญญา หรือเป็นโรคกินเกิน (Over nutrition) เพราะกินโดยไม่ใช้ปัญญา
นอกจากนี้ หากเราติดตามโรคอารยธรรมของประเทศเจริญแล้วในซีกโลกตะวันตกอย่างอเมริกา ยุโรป ก็เจอปัญหาโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น โรคเส้นเลือดในสมองแตก ตีบตันมากขึ้น โรคไตเรื้อรังมากขึ้น อันเป็นโรคประเภทที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตไม่ถูกต้อง ซึ่งเดี๋ยวนี้พวกฝรั่งกันเองพูดกันมากว่าปัญหาโรคภัยไข้เจ็บของเขาที่เกิดขึ้นมาจาก lifestyle ที่ผิดพลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ว่ากันมาจนเก่าแล้ว
ส่วนปัญหาของไทยเราเอง ก็มีต่างหากที่เป็นเรื่องเฉพาะของตัวเองอยู่แล้ว ที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์ของสุขภาพไทยเรา… “เจ็บ จน โง่” ด้วยว่าเรามีการศึกษาน้อย ภาวะยากจน ก็เลยมาพัวพันกับโรคภัยไข้เจ็บตามมาในที่สุด
ยิ่งเมื่อไม่มี “ปัญญา” ที่จัดการกับสิ่งแวดล้อมให้ดี พอสิ่งแวดล้อมเสีย ก็ยิ่งทับถมซ้ำเติมตัวเอง สุขภาพยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่จะมีปัญหาเฉพาะกับตัวเองตรงๆ เท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมที่เสียนั้นมักมีผลกระทบกับสัตว์ กับพืช ที่คนกินเข้าไปด้วย
พอคนไปกินสัตว์กินพืชที่เป็นพิษ เช่น สารเคมี เป็นต้นจะเป็นพิษจากน้ำ จากดิน จากอาหาร หรือจากอะไรก็ตาม เสร็จแล้วก็กลับมาเป็นโทษกับตัวเองอีก วนเวียนปนกันไปหมด เรียกว่า…เป็นปัญหาในระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
ระวัง “องค์รวม” ไม่ใช่ “เหมารวม” : เราพอจะอนุมานปัญหาสุขภาวะของคนไทย เป็นอยู่ได้อย่างไร? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินพูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเพราะ “เป็นอยู่ไม่เป็น” แม้แต่กินก็กินไม่เป็น และเป็นอยู่ก็ไม่เป็น ก็คือ… “ดำเนินชีวิตไม่เป็น”
การดำเนินชีวิตนั้น ถ้าพูดตามแบบรวมกัน ปัจจุบันก็เป็นองค์รวมอย่างหนึ่ง องค์รวมแห่งการดำเนินชีวิตนั้น ก็คือ อะไรๆ ทั้งหมดที่จะทำให้เราเป็นอยู่ หรือมีชีวิตอยู่ได้ มีทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ ทั้งปัญญาหมดทั้งระบบของมัน
องค์รวมอื่นที่ว่าชีวิตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งนั้น เอาที่สำคัญ คือ “ระบบของธรรมชาติ” แล้วก็มีสังคมที่ว่าเราต้องเข้าเป็นสมาชิกด้วย องค์รวมแห่งระบบความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยนั้นเอง คือ องค์รวมหรือองค์ประกอบทั้งหลายที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเหตุปัจจัยแก่กัน แปลว่า “องค์รวม” นี้ ต้องมองให้ถูกจะต้องไม่ใช่ “เหมารวม” ถ้ามองแบบนี้จะผิดพลาดได้ จะเห็นแบบพร่าๆ ไม่มีอะไรชัดสักอย่าง จนบางยุคบอกว่าเป็นยุคมองแยกส่วนไปได้ ทำให้มองขาดจากการไม่สัมพันธ์กัน ก็เป็นเพียงการไปสุดโต่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงมีความโน้มเอียงอะไรสุดโต่ง 2 แบบ คือ
1.สุดโต่งคำหนึ่งไปหาองค์รวมที่คลุมเครือไม่ชัดเจนไม่ใช่องค์รวมแท้จริงเป็นแค่เหมารวมอย่างที่ว่า
2.สุดโต่งอีกด้านหนึ่งเป็นแยกส่วน มองแต่ละอย่างขาดรอยจากกัน
ถ้าเราจะไม่สุดโต่งทั้ง 2 อย่าง ก็ต้องได้ครบทั้ง 2 คือ ต้องได้ทั้ง “องค์ร่วมและองค์รวม” หมายความว่า ทั้งแยกส่วนก็เก่ง วิเคราะห์ให้เห็นชัดเจนแต่ละอย่าง และก็รู้ด้วยว่าแต่ละอย่างนั้นมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้ามันสัมพันธ์กันดี ได้สัดส่วนสอดคล้องกัน กลมกลืน ประสาน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน แล้วมันก็กลายเป็นองค์รวมปกติดำเนินไปด้วยดี
อันนี้แหละคือ “ทางสายกลาง” ที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเน้น “ระบบความสัมพันธ์” มากกว่าจะมุ่งเน้นแต่แยกแยะองค์ประกอบ เพราะว่าจากองค์รวมที่สัมพันธ์กันเป็น “ระบบที่ดี” ก็จะเป็นองค์รวมที่สมบูรณ์
ดังนั้น ถ้าเราแยกแยะเป็น (แต่ไม่ใช่ขัดแย้ง) ก็แยกแยะไปเถอะยิ่งแยกแยะให้ชัดเจนเท่าไรก็ยิ่งดี แต่ข้อสำคัญก็คือ… “อย่าลืมความสัมพันธ์” ถ้าองค์รวมทั้งหลายสัมพันธ์กันด้วยดีแล้ว ก็คือ การที่องค์รวมดำเนินไปด้วยดีนั่นเอง เพราะฉะนั้น เรื่อง : องค์รวมและองค์ร่วมนี้จะต้องดำเนินไปด้วยกัน ตัดแยกออกจากกันไม่ได้ฉันใด… “การบ้านการเมือง” ของผู้คน ผู้ทรงเกียรติที่เป็นทั้งข้าราชการ นักการเมือง กลุ่มภาคประชาชนทุกระดับจากเศรษฐี แม้คนยากไร้ ยาจก วณิพก กรรมกร แต่ละส่วนที่เป็นทั้ง “องค์ร่วม องค์รวม” ก็แตกแยกตัดแยกออกจากความเป็น “ประเทศไทย” แผ่นดินสยามเมืองยิ้มไม่ได้ฉันนั้นนะครับ

