AI at Work : เมื่อปัญญาประดิษฐ์ไปทำงาน โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

9.04.18 | 09:49 น.

ฉันแชตคุยกับเพื่อนในที่ทำงานอย่างสนุกสนานมาสองชั่วโมงแล้ว, ไม่มีทางหรอกที่เจ้านายจะจับได้, เขาไม่มีวันรู้, เพราะดูจากภายนอก เหมือนกับว่าฉันนั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเคร่งเครียด ตาของฉันเขม็ง ฉันแอ๊กท่าครุ่นคิดได้สมจริงในระดับโปรเฟสชั่นแนล, พอเจ้านายลุกไปห้องน้ำ, ซึ่งต้องเดินผ่านหน้าจอของฉัน, ฉันก็ใช้วิชาสลับหน้าจอที่ฝึกฝนมาอย่างคล่องแคล่ว, กดคีย์ลัด 2-3 ปุ่ม, เพียงเท่านั้น หน้าจอเอ็กซ์เซลที่เต็มไปด้วยตัวเลขเปี่ยมความหมายก็วาบขึ้นมา, เขาไม่มีวันรู้หรอกว่าฉันอู้, อันที่จริง ฉันอู้ด้วยการเดินไปคุยกับคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง เข้าห้องน้ำนานๆ บ้าง แอบใช้เวลากินข้าวออกไปเดินห้างเล่นบ้าง, แต่มันก็นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง, จะเป็นไรไปล่ะ!

แต่ทำไมจู่ๆ เจ้านายถึงเรียกฉันมาในห้องของเขา?, เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้, บนนั้นมีตารางเวลา ฉันไล่สายตา, พบว่าแต่ละแถวแบ่งโดยละเอียด, ฉันคุยกับใครบ้าง กี่ชั่วโมงบ้าง, ฉันกินข้าวเกินเวลาเฉลี่ยของพนักงานทั้งบริษัทกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที, ฉันเข้าห้องน้ำนานเกินไปกี่หน, เจ้านายยิ้ม – เขาคงรอจังหวะนี้มานานสินะ – จังหวะที่เขาจับฉันได้

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ไกลเกินความจริงนัก เราต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าในหลายบริษัทมีการเก็บข้อมูลที่พนักงานพิมพ์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ (จะด้วยความรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวของพนักงานก็ตามแต่ – หากโดยไม่รู้ตัว – นี่ก็จะเป็นปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวอีกหนึ่งอย่าง) แต่ด้วยพลังของปัญญาประดิษฐ์, ต่อไป การจับจ้องพนักงานจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจกรรมบนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกกิจกรรมในเวลา 8 ชั่วโมงแต่ละวัน – เวลาที่บริษัทถือตัวว่า “ได้ซื้อ” พนักงานในช่วงเวลานั้นให้มาทำงานของตนเองโดยไม่เกียจคร้านด้วย

ปัญญาประดิษฐ์อาจยังมาทำงาน “แทนที่” มนุษย์ในตอนนี้ไม่ได้ทั้งหมด – แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่มันมีความสามารถล้นเหลือคือการตรวจจับรูปแบบ (Pattern) มันสามารถค้นหาสิ่งผิดปกติตามโจทย์ได้ดีกว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะในกระแสข้อมูล หรือบนภาพถ่ายหรือวิดีโอที่กำหนดให้ – ด้วยความสามารถเช่นนี้ ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เก่งในการรีดเค้นประสิทธิภาพสูงสุดจากระบบใดๆ ได้

“ธุรกิจที่ดี” ย่อมต้องการการทำงานที่มีประสิทธิภาพ, ส่วนหนึ่งของการทำงานมีประสิทธิภาพก็คือการ “ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกจากระบบ” ซึ่งอาจหมายถึงการตัดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ค่าใช้จ่ายที่สามารถถูกทดแทนได้ด้วยระบบอื่น หรือกระทั่ง – พนักงานมนุษย์บางคน

Advertisement

จากการสำรวจของ Sloan Management Review ของสถาบัน MIT พบว่า บริษัทในปัจจุบันมากถึง 85% เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับพวกเขา แต่มีบริษัทเพียง 5% เท่านั้นที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ “อย่างเข้มข้น” ในการทำงานปัจจุบัน

นิตยสาร The Economist รวบรวมวิธีการใช้งานปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตของบริษัทเพื่อให้เราเห็นภาพมากขึ้น ตัวอย่างเหล่านี้อาจทำให้คุณเสียวสันหลัง

– Ping An บริษัทประกันสัญชาติจีน สัมภาษณ์ผู้ยื่นขอกู้ยืมเงิน พวกเขาอัดวิดีโอไว้เพื่อ “จับเท็จ” โดยดูจากการเคลื่อนไหวเล็กๆ บนใบหน้า 50 ประการ เพื่อบอกพนักงานว่า ลูกค้าคนไหนมีแนวโน้มที่จะโกหก และต้องการการตรวจสอบเป็นพิเศษก่อนให้ยืมเงินจริง

– หลายบริษัท เช่น Johnson & Johnson และ Accenture ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อดูว่าใบสมัครเข้าทำงานใบไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด

– เครือโรงแรมและกาสิโน Caesars ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อศึกษารูปแบบการจับจ่ายของลูกค้าเพื่อเสนอโปรโมชั่นเฉพาะตัวลูกค้าแต่ละคน (ในขณะที่กาสิโนอื่นๆ ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับ Big Data เพื่อดูว่า “ขีดจำกัด” ในการเสียเงินพนันของลูกค้าแต่ละคนอยู่ที่ใด เพื่อรีดเงินออกจากนักพนันให้ได้มากที่สุด แต่ไม่มากเกินกว่าที่พวกเขาจะ “เข็ด” และไม่กลับมาพนันอีก)

– Amazon จดสิทธิบัตรสายรัดข้อมือ (wristband) เพื่อตรวจการเคลื่อนไหวของคนงานในโรงงาน เพื่อดูว่าพวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า หากไม่ สายรัดข้อมือนี้ก็จะสั่นเพื่อเตือนให้คนงานทำงานมากขึ้น

– บริษัท Workday ดูข้อมูลจาก 60 ตัวแปรเพื่อตัดสินใจว่าพนักงานจะลาออกหรือไม่ และ Humanyze เป็นบริษัทที่ขายป้ายคล้องคอพนักงาน (badge) เพื่อตรวจดูว่าพวกเขาเดินไปเดินมาในออฟฟิศในรูปแบบไหน และดูว่ามีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากน้อยเพียงใด

– สตาร์ตอัพชื่อ Cognito สร้างซอฟต์แวร์เพื่อวิเคราะห์พนักงานคอลเซ็นเตอร์เพื่อคำนวณ “คะแนนความเห็นอกเห็นใจ” (em-pathy score) ของพวกเขา โดยดูจากเสียงที่อัดไว้เมื่อสนทนาจากลูกค้า

นอกจากกรณีเหล่านี้แล้วก็ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เคยมีข่าวว่าติดเครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวไว้ที่โต๊ะของพนักงาน เพื่อดูว่าเขาลุกออกจากโต๊ะมากน้อยเพียงใด พนักงานหลายคนร้องเรียน ว่านี่เป็น “เครื่องจับคนอู้”
แต่บริษัทต้นขั้วก็ออกมาบอกว่านี่เป็นเพียงเครื่องตรวจจับที่จะช่วยให้พวกเขาออกแบบออฟฟิศได้ดีขึ้นเท่านั้น ก่อนนำอุปกรณ์เหล่านี้ออกไปในที่สุด

ในโลกที่มนุษย์ถูกวัดค่า ตีค่า ออกมาได้อย่างแม่นยำขึ้นเรื่อยๆ ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้บริษัทต่างๆ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าส่วนใหญ่ขาด – และส่วนไหนเกิน

ขณะที่เรากังวลว่า “หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนมนุษย์” ในความหมายที่ว่า มันจะมาทำงานแบบเดียวกับเราเป๊ะๆ เพื่อทดแทนเรา – ความจริง มันอาจทำให้เราตกงานด้วยการแสดงให้เจ้านายเห็นอย่างชัดเจนว่า – ไม่มีประโยชน์อะไรอีก ที่พวกเขาจะจ้างเราต่อไป
– และนั่นก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

หากมองกันตามตัวเลขที่เห็นตรงหน้าและไม่มองถึงเหตุผลอื่น, ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือระบบที่ไม่มีช่องว่างให้ความผิดพลาด หรืออาจไม่มีช่องว่างให้ความเป็นมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยซ้ำ