ภาพเก่าเล่าตำนาน : ท้าวทองกีบม้า…ภรรยาวิชาเยนทร์ : พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

9.04.18 | 12:00 น.

สาวสวยลูกผสมหลายเผ่าพันธุ์ เกิดในอยุธยา ทำหน้าที่ภรรยาขุนนางฟอลคอนที่แสนจะทรงอำนาจในแผ่นดิน เธอมีชีวิตที่เลือกไม่ได้ และไม่เคยได้เลือกจนวันตายจาก

กรุงศรีอยุธยาช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ คึกคัก คลาคล่ำไปด้วยประชากรหลากหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และตั้งใจอพยพเข้ามา แต่ละชนชาติ ศาสนา รวมกลุ่มกันอยู่เป็นหมู่เหล่า ต่างตั้งหมู่บ้านให้อยู่อาศัยใช้ชีวิตสุขสำราญ

ผู้เขียนมั่นใจว่า ในอยุธยา ยังไม่มีทะเบียนสำมะโนครัว ไม่มีทะเบียนราษฎร เพราะกระดาษ ดินสอ ตัวอักษร การออกเสียง ชื่อ ของบุคคลต่างๆ ที่มาจากทุกสารทิศไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ ไม่มีหน่วยงานที่จะใส่ใจกับเรื่องสัพเพเหระเยี่ยงนี้

ผู้คนสูง ต่ำ ดำ เตี้ย ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ ผมทอง ผมดำ แขกหนวดเครายาวจากเปอร์เซีย แขกมาลายู แขกอินเดีย ชาวอยุธยา เขมร มอญ ลาว และชาวจีน คือ ประชากรของอยุธยา

พ.ศ.2054 ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ชาวโปรตุเกสเป็นฝรั่งชนชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยา มาค้าขาย มาเผยแผ่คริสต์ศาสนา และเข้ามาเป็นทหารรับจ้าง ทหารชาวโปรตุเกสใช้ปืนคาบศิลาช่วยกองทัพอยุธยาไปรบกับพม่าหลายครั้ง ปัจจุบันยังมีร่องรอยให้เห็น คือโบสถ์ซานเปาโล (San Paulo) หรือโบสถ์ในคณะโดมินิกัน นับเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินสยาม สมัยต่อมายังขุดค้นพบโบราณวัตถุที่เป็นของโปรตุเกส โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญกษาปณ์ และเครื่องปั้นดินเผาในหมู่บ้านแห่งนี้

Advertisement

บาทหลวงฝรั่งเศส ชื่อ ลาร์ ลูแบร์ ที่เข้ามาติดต่อนครอยุธยาหลังโปรตุเกส ยังบันทึกประวัติศาสตร์ยกย่องชนชาติโปรตุเกสว่า “ความรู้ด้านการก่อสร้างแบบตะวันตกในสมัยอยุธยา ล้วนเป็นฝีมือของชาวโปรตุเกส พ่อค้าและทูตโปรตุเกสเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างอาคารสูง แบบก่ออิฐถือปูนขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นโกดังเก็บสินค้า โดยเรียกอาคารของตนว่า เฟโตเรีย (Feitoria)”

ชาวโปรตุเกสเป็นช่างสำรวจและวิศวกรโยธาที่นำความรู้วิทยาการแขนงใหม่เข้ามาอยุธยาเป็นพวกแรก พวกเขาตัดถนน วางผังเมือง สร้างกำแพงและขุดคลอง ตลอดจนทำแผนที่ของอยุธยา ป้อมปราการที่สร้างรอบกำแพงเมือง สร้างขึ้นโดยพวกบาทหลวงคาทอลิกนิกายโดมินิกัน ซึ่งก็คือ ชาวโปรตุเกส พระมหากษัตริย์อยุธยาในทุกรัชกาลทรงมอบหมายให้ช่างเพชรพลอยชาวโปรตุเกสที่มีถิ่นพำนักในอยุธยาทำเครื่องประดับอันหรูหราและมีราคาแพงเพื่อใช้ในราชสำนัก

ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ บรรดาขุนนางในอยุธยา บุคคลสำคัญ การติดต่องานในอยุธยากับชาวต่างชาติทั้งปวง ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาทางราชการ และยังใช้เรื่อยมาแม้กระทั่งช่วงที่ติดต่อกับฝรั่งเศส ฮอลันดา

ลองมาคุยกันเรื่องชาวญี่ปุ่นที่แห่กันเข้ามาในอยุธยาว่ามายังไง ?

พ.ศ.2135 โชกุนฮิเดะโยชิ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินญี่ปุ่น ออกคำสั่งให้จับกุมชาวญี่ปุ่นที่หันไปนับถือคริสต์ บาทหลวงชาวคริสต์และบาทหลวงญี่ปุ่นที่ถือคริสต์ถูกจับประหารชีวิตแบบหฤโหดที่เมืองนางาซากิ เป็นความสยดสยองในแผ่นดินปลาดิบ ชาวอาทิตย์อุทัยหนีตายจากเกาะญี่ปุ่นออกนอกประเทศ ส่วนหนึ่งเข้ามาเป็นทหารซามูไรในแผ่นดินพระนเรศวรและทยอยกันเข้ามาอาศัยแผ่นดินอยุธยาทำมาค้าขาย สันนิษฐานว่าอาจจะมีราว 3,000 คน จนมีหมู่บ้านญี่ปุ่นเกิดขึ้น

ราว พ.ศ.2143 ปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ ยังมี ชีกอาหมัด แขกจากดินแดนเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่รุ่งเรือง เดินทางเข้ามาค้าขายในอยุธยา เฉลียวฉลาด เก่งกาจการเดินเรือ ถนัดเรื่องการค้า แขกกลุ่มนี้เกิดติดใจไม่ขอกลับไปเปอร์เซีย เข้าทำงานในราชสำนักจนได้รับโปรดเกล้าฯขึ้นตำแหน่งสูงสุดฝ่ายพลเรือนในแผ่นดิน มีลูกหลาน เครือญาติ พี่น้องมุสลิมอพยพเข้ามาอยุธยาอีกมหาศาล อยุธยามีชุมชนมุสลิมที่แข็งแกร่ง หนาแน่น ตระกูลนี้เป็นใหญ่เป็นโตในทุกหน่วยงาน

ลองตรวจสอบการเข้ามาของชาวฮอลันดา ซึ่งแล่นเรือข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาจากอีกด้านหนึ่งของโลกมาปักหลักที่อยุธยา

ชาวฮอลันดา (ดัตช์) เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2147 ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ชาวดัตช์เก่งนักหนาเรื่องการเดินเรือ เก่งเรื่องการค้าขาย ไปยึดอินโดนีเซีย (ชวา) เป็นเมืองขึ้นได้เบ็ดเสร็จราบคาบ ต่อมาในปี พ.ศ.2177 พระเจ้าปราสาททองได้พระราชทานที่ดินให้แก่ชาวฮอลันดาเพื่อก่อตั้งสถานีการค้า ปัจจุบันอยู่ที่ซอยคานเรือ ติดกับโรงเรียนวัดพนัญเชิงวรวิหาร

ต้องขอชื่นชมที่หน่วยงานราชการ เอกชนในกรุงเก่าอยุธยา ที่ได้ร่วมกันจัดสร้าง ดูแล อนุสรณ์สถานให้กับ 3 ชนชาติดึกดำบรรพ์ในอยุธยา โดยสร้างเป็น 3 หมู่บ้านตามแหล่งที่พักอาศัยในอดีตเมื่อ 400-500 ปีที่แล้ว

ที่ได้เรียบเรียง บอกกล่าวเรื่องราวชาวต่างชาติในอยุธยามายืดยาว ด้วยเหตุผลที่ว่า สังคมในอยุธยาเวลานั้นเป็นแบบ “พหุวัฒนธรรม” การมีครอบครัว สืบสายโลหิตกันต่อมานั้น แน่นอนที่สุดคงเป็นการผสมผสานข้ามเผ่าพันธุ์ (Interracial Marriage)

เรื่องราวของสาวงามลูกผสมหลายเผ่าพันธุ์ท่านหนึ่งที่เล่าต่อกันมา มีหลักฐานประกอบค่อนข้างชัดเจน เป็นตัวละครที่มีชื่อแปลกประหลาด ที่จะขอนำมาพูดคุย คือ ท้าวทองกีบม้า ครับ

ท้าวทองกีบม้า มีชื่อตัวว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) เรียกชื่อเธอสั้นๆ ว่า มารี กีมาร์ (Marie Guimar) เกิดเมื่อราว พ.ศ.2201 พ่อชื่อ ฟานิค (Fanick) เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมกับแขกเบงกอล

แม่ชื่อ เออร์สุลา ยามาดา (Ursula Yamada) ลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่บรรพบุรุษของเธอหนีภัยทางศาสนาออกมาจากเกาะญี่ปุ่น ไปอาศัยกับชุมชนชาวคริสต์ในเวียดนาม ต่อมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา ครอบครัวแม่ของเธอเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนาเลยต้องหนีตายออกมาจากญี่ปุ่น

ตัวเธอเป็นคริสตัง มีเชื้อสายโปรตุเกส มีข้อกังขาว่า “ฟานิค” เป็นพ่อที่แท้จริงหรือพ่อเลี้ยง ซึ่งสีผิวของท้าวทองกีบม้า เธอมีผิวคล้ำละม้าย ฟานิคที่มีเชื้อเบงกอล (แขก)

เอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศส จึงมั่นใจว่าฟานิค คือบิดาของเธอ

บาทหลวงโกลด เดอ แบซ (Claude de Beze) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาทำงานในอยุธยาบันทึกไว้อย่างน่าสนใจ

“…สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสต์ธรรมนี้ มีอายุได้ไม่เกิน 16 ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียวและฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมุ่งแต่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจากทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปโบสถ์…”

บาทหลวงฝรั่งเศสทุกคนที่ออกเดินทางมาอยุธยา มีความมุ่งมั่นแรงกล้าที่ ทุ่มเทพลังที่จะเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยาม มารี กีมาร์ เป็นเด็กสาวอีกคนที่อุทิศตนเพื่อพระเจ้า เธออุปการะ เลี้ยงดูเด็กชาวสยามที่นับถือคริสต์ไว้จำนวนหนึ่ง

มารี กีมาร์ สาวสวยลูกครึ่งหลายเชื้อชาติเมื่ออายุ 16 ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกที่เข้ามารับราชการในราชสำนักอยุธยา

ในเวลานั้น ฟอลคอน คือขุนนางคนโปรดที่มีอำนาจราชศักดิ์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในช่วงแรก นายฟานิคว่าที่พ่อตา ไม่พอใจชีวิตอันหรูหรา เจ้าสำราญของว่าที่ลูกเขยฟอลคอน

ขุนนางฟอลคอน แสดงความจริงใจด้วยยอมการเปลี่ยนจากนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ เป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารี กีมาร์ เมื่อลงทุนขนาดนี้ ฟานิคจึงเห็นแก่ความรักของฟอลคอนและยินยอมให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเข้าพิธีสมรส โดยมีสมเด็จพระนารายณ์ฯ และขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสด้วย

หลวงสิทธิสยามการ (Luang Sitsayamkan) เขียนบรรยายถึงบุคลิกของท้าวทองกีบม้าในหนังสือ The Greek Favorite of The King of Siam ความว่า “ท้าวทองกีบม้าเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่น รูปร่างผอม ผมดำ ตาสีน้ำตาล ผิวหน้าสะอาดสดใส สูงราว 5 ฟุต รูปร่างเล็ก สดใส ร่าเริง แม้จะไม่สวยมาก แต่ก็เป็นหญิงผิวคล้ำที่ดึงดูดใจและมีรูปร่างดี”

หลักฐานของทางฝรั่งเศสอีก 1 แห่งที่กล่าวถึงเธอ ระบุว่า

“ท้าวทองกีบม้า แต่งกายอย่างชาวสยามหรืออาจจะแต่งอย่างญี่ปุ่น ทั้งนี้ ท้าวทองกีบม้าพูดภาษาไทย ญี่ปุ่น และโปรตุเกส ในการสื่อสาร เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าและสามีน่าจะสื่อสารกันด้วยภาษาโปรตุเกสมากกว่าภาษาไทย ทั้งยังมีรสนิยมการแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น ที่ตกแต่งโดยภาชนะ ฉากแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาพที่ฝาผนัง และเป็นที่แน่ชัดว่าเธอไม่ชอบอาหารไทย…”

ท้าวทองกีบม้า เป็นนามบรรดาศักดิ์ของข้าราชสำนักฝ่ายใน มีหน้าที่ประกอบประดิษฐ์เครื่องเสวย

ข้อมูลที่แตกต่างออกไประบุว่า เป็นการเรียกชื่อเพี้ยนซึ่งชื่อของนางคือ ตอง กีมาร์ แต่จากสำเนียงไทยที่ออกเสียงเป็น ท้าวทองกีบม้า

แต่ทุกข้อมูลยืนยันตรงกันว่า ทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ เป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามมาก เป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่มชาวยุโรปในกรุงศรีอยุธยาทั่วไป นอกจากจะมีความงดงามกว่าสตรีอื่นแล้ว เธอยังเป็นผู้ที่มีจิตใจงดงาม ซื่อสัตย์ ใจบุญ มีเมตตาในทุกโอกาส

ขุนนางฟอลคอน ในยามที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ ในฐานะผู้ใกล้ชิดและไว้วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินสยามให้การยกย่องท้าวทองกีบม้า ในฐานะภรรยาเอก

ขุนนางฟอลคอน เลี้ยงดูอุปการะหญิงสาวไว้ในเวลานั้นหลายคน รวมทั้งนางกำนัลเชื้อสายมอญ ซึ่งกรมหลวงโยธาเทพประทาน (พระราชธิดาของพระนารายณ์) ให้เป็นภรรยา

ชีวิตสมรสของนางมารี กีมาร์ ไม่ราบรื่นหวานชื่นแบบในเทพนิยาย ด้วยขุนนางฟอลคอนเป็นหนุ่มหล่อเหลา มีเงิน มีสถานะสูงศักดิ์ เป็นผู้ที่มีนิสัยเจ้าชู้ หลังการสมรส มารี กีมาร์ ยังดำรงชีวิตอย่างปกติ ไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้ขุนนางวิชาเยนทร์ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ

มารี กีมาร์ หรือคุณนายฟอลคอน ภรรยาของขุนนางตำแหน่งสูงในแผ่นดิน ต้องติดต่อรับรองชาวต่างประเทศที่เดินทางมาในฐานะราชอาคันตุกะ และแขกในหน้าที่ราชการของสามี

สถานการณ์บังคับให้เธอกลายเป็นผู้ที่มีความรู้ในการปรุงอาหารต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มารี กีมาร์ และฟอลคอน มีบุตรชายด้วยกัน 2 คน คนแรกชื่อ ยอร์ช ฟอลคอน (George Phaulkon) และฮวน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) ถึงแม้ขุนนางฟอลคอนจะมีนิสัยเจ้าสำราญ แต่ก็ให้ความเกรงใจเธอตลอดมา

ฟอลคอนขุนนางชาวกรีก มีชีวิตหน้าที่การงานที่งดงามในราชสำนักอยุธยา แต่ในเวลาเดียวกันศัตรูหมู่มารที่ไม่ชื่นชอบก็มีไม่น้อย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอำนาจบารมี ในราว 6 ปี ชาวกรีกผู้นี้ก็ก้าวขึ้นจุดสูงสุดโดยดำรงตำแหน่ง สมุหนายก อัครมหาเสนบดี

ชีวิตฟอลคอนเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตรายทันทีเมื่อมียศถา

หลังจากรับตำแหน่งสูงสุดไม่นาน ไฟสุมขอนที่ลุกไหม้อยู่ก็ปะทุขึ้นโดย พระเพทราชา ที่ชิงชังชาวต่างชาติในราชสำนัก นำกำลังทหารกรมคชบาล (กรมช้าง) และขุนนางในราชสำนักยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่เริ่มประชวร

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2231 สมุหนายก อัครมหาเสนบดี ฟอลคอน ถูกทหารของพระเพทราชาจับกุมในข้อหาร่วมมือกันวางแผนจะก่อการกบฏชิงราชบัลลังก์ ที่เมืองลพบุรี มีคำสั่งให้ประหารชีวิตออกญาวิชาเยนทร์ที่วัดซาก ข้างทะเลชุบศร ลพบุรี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2231 ในอายุ 41 ปี นับเป็นการจบชีวิตของสมุหนายกแห่งสยาม และทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดถูกริบ

มารี กีมาร์ บุตร ญาติพี่น้อง และคนใช้ภายในบ้านทุกคนถูกจับ และลงโทษด้วยการโบย เพื่อให้บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ ลดฐานะครอบครัวของขุนนางฟอลคอนทั้งหมดลงเป็นทาส

11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 หลังการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ สมเด็จพระนารายณ์ฯสวรรคต ราชสำนักได้ย้ายที่ประทับจากวังลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยา มารี กีมาร์ หรือท้าวทองกีบม้า ในฐานะภรรยาของหัวหน้ากบฏจึงถูกควบคุมตัวไปอยุธยาด้วย เธอต้องกลายเป็นคนรับใช้ในวัง

ชีวิตเธอต้องประสบเคราะห์กรรมซ้ำซาก ออกหลวงสรศักดิ์ ผู้เป็นโอรสพระเพทราชา ที่แอบชื่นชอบสาวสวยลูกครึ่งมารี กีมาร์ อยู่ก่อนแล้ว ต้องการเธอไปเป็นเมียน้อย แต่เธอไม่ยินยอม

ออกหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจ หาทางกลั่นแกล้งเธอและลูกชาย เธอตัดสินใจพาบุตรชายลอบเดินทางออกจากอยุธยา ติดตาม ร.ท.เซนต์ มารี ไปที่ป้อมบางกอก อันเป็นที่ตั้งของกองทหารฝรั่งเศส ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลเดส์ฟาร์ฌ (Desfarges) เพื่อร้องขอให้ช่วยส่งเธอหนีไปประเทศฝรั่งเศสตามที่สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงเคยฝากฝังไว้

นายพลเดส์ฟาร์ฌ ที่แสนจะใจดำ เห็นว่าถ้าช่วยเธอหนีไปฝรั่งเศส คงจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ทหารฝรั่งเศสในสยาม จึงส่งตัวมารี กีมาร์ และบุตร กลับไปอยุธยาอีกครั้ง

มารี กีมาร์ ถูกนำตัวไปคุมขังเป็นเวลาประมาณ 2 ปี จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2233 จึงได้รับการปล่อยตัว โดยให้เธอไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านชาวโปรตุเกส แต่ยังต้องมีหน้าที่ทำอาหารคาวหวาน ส่งเข้าวังตามกำหนด

ท่ามกลางความคับแค้น เธอยังมีน้ำใจประดิษฐ์ คิดค้นตำรับการปรุงอาหารชนิดต่างๆ รวมทั้งของหวานตามตำรับของชาวโปรตุเกส สำหรับลูกชายของเธอ ที่มีชื่อยอร์ช ที่ไม่แข็งแรง แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเฉลียวฉลาด เธอจึงส่งให้ไปเรียนหนังสือกับบาทหลวงโปเกต์ (Poquet)

มารี กีมาร์ ลำบากยากแค้นไร้ที่พึ่ง จึงทำหนังสือร้องทุกข์ต่อกษัตริย์ฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อขอเงินเลี้ยงชีพให้แก่เธอ เพราะเมื่อครั้งออกญาวิชาเยนทร์ยังมีชีวิต เขาได้ร่วมหุ้นกับบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสทำการค้าและยังมีเป็นหุ้นส่วน

26 มิถุนายน พ.ศ.2240 จดหมายของเธอได้รับการตอบสนอง รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศให้บริษัทอินเดียตะวันออกจ่ายเงินเลี้ยงชีพให้ท้าวทองกีบม้าและทายาทปีละ 3,000 ปอนด์

พ.ศ.2251-2275 ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ ด้วยความซื่อสัตย์ของเธอ ชีวิตของท้าวทองกีบม้า พอแลเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

จากหมู่บ้านชาวโปรตุเกสในอยุธยา เธอได้เข้าไปรับราชการในวังตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น และดูแลเครื่องเงิน เครื่องทองของวังหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานเป็นหญิงล้วน

ท้าวทองกีบม้า อดีตภรรยาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ที่โดนประหารชีวิตที่เมืองละโว้ มีน้ำใจถ่ายทอดฝีมือการทำขนมหวาน จำพวกทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิง และอื่นๆ ให้กับคนในวังซึ่งตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

มารี กีมาร์ ที่คนไทยรู้จักกันในนาม ท้าวทองกีบม้า จัดเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวมากคนหนึ่ง เธอมีชีวิตที่ลิขิตไม่ได้นานถึง 4 รัชกาล ได้แก่ พระนารายณ์ฯ พระเพทราชา พระเจ้าเสือ และพระเจ้าท้ายสระ

บันทึกประวัติศาสตร์จากทุกสำนักตรงกันว่า วิกฤตการณ์ การประหัตประหาร ข้อกล่าวหาที่ผ่านมา เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการกบฏ คิดคด ทรยศต่อราชบัลลังก์แต่อย่างใด เธอเสียชีวิตในปี พ.ศ.2275 เมื่ออายุ 66 ปี

ถึงแม้ว่ามารี กีมาร์ จะมีสายเลือดเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็เกิดในสยาม นับว่าเธอเป็นชาวสยาม นอกจากนั้นยังได้สร้างสรรค์มรดกวัฒนธรรมอันมีค่ายิ่งของชาวไทย

ข้อมูลเรื่องของท้าวทองกีบม้า มีผิดแผกแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ฝ่ายใดจะบันทึก แต่จดหมาย เอกสาร หลักฐานต่างๆ เมื่อ 400 ปีที่แล้ว ทำให้เรารู้จักท้าวทองกีบม้า ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส

ท้าวทองกีบม้า เจ้าตำรับขนมไทยแห่งแผ่นดินสยาม ชีวิตและผลงานของเธอ มีคุณค่ายิ่งนัก

ฝรั่งชาวยุโรปต้องหนีภัย หนีตายออกนอกแผ่นดินสยาม โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
ข้อมูลจาก : 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส โดย ไกรฤกษ์ นานา ภาพจาก THE JESUIT CHURCH OF SAN PAULO และข้อมูลจากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 36 ฉบับที่ 5 มีนาคม 2558