ไม่ว่าจะเต็มอกเต็มใจ หรือฝืนความรู้สึกนึกคิด ที่สุดแล้ว “การเลือกตั้ง” จะต้องเกิดขึ้น
สภาพของ “รัฐบาล” ผู้มีอำนาจบริหารประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญของแรงผลักดันที่จะทำให้ “การเลือกตั้ง” ยากที่จะเลื่อนออกไป
เมื่อเหตุผลที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนที่มีพลังชี้นำสังคมเห็นดีเห็นงามกับการยึดอำนาจ ค่อยๆ จืดจางไป เพราะผลไม่เป็นไปตามที่หวัง
เศรษฐกิจที่คนกลุ่มหนึ่งชื่นชมว่าดี เพราะสามารถรวบผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มของตัวเองได้ แต่คนส่วนใหญ่ย่ำแย่ลงอย่างไม่เห็นอนาคต เพราะการจัดการให้เกิดกระจายรายได้ที่เป็นธรรมล้มเหลว
เรื่องราวการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการหนักหนาสาหัส ล่วงสู่เรื่องราวที่กระทบกับความรู้สึกนึกคิดทางจริยธรรมมนุษย์อย่างรุนแรง ผู้ด้อยโอกาสกลายเป็นเหยื่อความละโมบของกลไกรัฐไม่หยุดหย่อน
เรื่องราวของอภิสิทธิ์ชนที่เติมความเหนือกว่าให้ชนชั้นตัวเองไม่หยุดหย่อน ในรูปแบบที่ไม่รู้สึกถึงความละอาย สะท้อนสภาวะจิตที่ไร้สำนึกที่จะตระหนักถึงความรู้สึกของผู้อยู่ร่วมสังคม เด่นชัดถึงการถูกครอบงำด้วยความอยาก ทำเพื่อสนองปรารถนาความอยากของตัวเอง โดยไม่เหลือความเฉลียวใจต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้ร่วมสังคมอื่นที่จะห่อเหี่ยวในการใช้เหตุผลแบบ “ด้านๆ”
เรื่องราวเหล่านี้ และทำนองนี้ในมิติอื่นๆ จะบั่นทอนความชอบธรรมที่จะ “ไม่เลือกตั้ง”
แรงเสียดทานที่เกิดจากความหวังพลิกกลับไปฝากไว้กับ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” จะแรงขึ้นเรื่อยๆ
“การเลือกตั้ง” จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น ด้วยเหตุแห่งความสิ้นหวังนั้น
อย่างไรก็ตาม “การเลือกตั้ง” ที่จะเกิดขึ้นด้วย “กติกา” ซึ่งทำให้ “รัฐบาลไม่เสถียรภาพในทุกสูตรการจัดตั้ง” น่าจะนำพาประเทศไปอย่างทุลักทุเลยิ่ง
รัฐบาลที่มี “นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “นายกฯคนนอก” แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก “พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ” และ “พรรคการเมืองที่โหยหาอำนาจโดยไม่คำถึงถึงหนักการประชาธิปไตย” ประสานกับ “วุฒิสมาชิกที่เป็นหนี้บุญคุณของผู้แต่งตั้ง” แม้จะมีเสียงมาก แต่การทำงานภายใต้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ของรัฐสภา อันมีผู้แทนประชาชนเข้าเป็นปากเสียงเรียกร้องความชอบธรรม จะอยู่อย่างสั่นคลอนไม่หยุดหย่อน แรงสะเทือนจากการตรวจสอบที่มีเสรีมากขึ้น จะทำให้การทำงานเพื่อแก้ปัญหาอื่นของประเทศเป็นไปได้ยาก เพราะแค่ยุ่งอยู่กับการรักษาความอยู่รอดของรัฐบาลเองก็ย่ำแย่แล้ว
และหากเป็น “นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง” เพราะ “พรรคการเมือง” สามารถคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาได้ รายละเอียดของกฎหมายที่วาดโครงสร้างอำนาจไว้ให้ขัดขืนต่อรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จะทำให้ไม่มีทางที่จะทำงานได้ การตรวจสอบจากองค์กรจัดตั้งที่มีอำนาจล้นเหลือ และบทลงโทษที่รุนแรง จะทำให้ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ยากที่จะขยับทำอะไรได้
แม้แต่ “นโยบาย” ยังต้องถูกควบคุมจาก “ยุทธศาสตร์ประเทศ” ที่ผู้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดและประกาศไว้
ด้วยเหตุนี้เองแม้จะจำเป็นต้องไปสู่ “การเลือกตั้ง” ด้วยปัญหาความชอบธรรมในอำนาจ
แต่ “รัฐบาล” หลังการเลือกตั้ง ดูจะชวนให้น่าเป็นห่วงอย่างมากมาย ว่าประเทศชาติจะทุลักทุเลหนักหนาขึ้นไปอีก
เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ที่จะได้รับผลเป็นประชาชนไทยที่จะมีชีวิตอยู่ในวันข้างหน้า ซึ่งก็คือ “ลูกหลานไทย” ที่วันนี้ยังเป็นเยาวชนคนหนุ่มคนสาว
เป็นผลที่ได้รับทั้งในความเป็นไปของชีวิตตัวเอง ที่จะเกิดขึ้นกับการทำมาหากินของครอบครัวที่ปัจจัยต่อฐานะในวันข้างหน้าของลูกหลานไทยเหล่านั้น
สำหรับผู้เฒ่าทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ก่อปัจจัยให้เกิดปัญหาเหล่านั้นในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้ร่างกติกาโครงสร้างอำนาจที่จะสร้างความโกลาหลดังกล่าว จนถึงที่ออกแรงแข็งขันนำพาประเทศมาสู่ทางตันดังที่ว่านี้
ล้วนแล้วแต่พ้นความเดือดร้อน เพราะอาจจะลาโลกไปแล้ว หรือต้องปล่อยวางด้วยความเสื่อมของสังขารร่างกายไม่อนุญาต
ประเด็นอยู่ที่ว่า “วิญญูชน” ทั้งหลาย ควรจะนึกอ่านหาทางออก
เพื่อผ่อนเบาภาระของลูกหลานไทยเอาไว้ล่วงหน้าบ้าง

