หน้าแรก คอลัมนิสต์ กับดักทิวซิดิ...

กับดักทิวซิดิดีส (Thucydides) โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

11.04.18 | 09:59 น.

ทิวซิดิดีส (Thucydides) เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก อาศัยอยู่ในนครรัฐเอเธนส์ มีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ.83 ถึง พ.ศ.143 และเป็นผู้เขียนเรื่องประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลพอนนีเซียน (History of the Peloponnesian War) ซึ่งบรรยายถึงเหตุการณ์ และชนวนสาเหตุของมหาสงครามเพโลพอนนีเซียน อันเป็นความขัดแย้งทางทหารระหว่างนครรัฐสปาร์ตาซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มนครรัฐแห่งสันนิบาตเพโลพอนนิสกับนครรัฐเอเธนส์ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มนครรัฐแห่งสันนิบาตเดเลียนที่เกิดขึ้นช่วงระหว่าง ปี พ.ศ.122 ถึง พ.ศ.139 ซึ่งเกิดสงครามเป็นช่วงๆ โดยตัวทิวซิดิดีสเองก็มีความเกี่ยวข้องกับสงครามนี้ในฐานะแม่ทัพของเอเธนส์คนหนึ่งเคยนำทัพเอเธนส์รบในต่างแดนหลายครั้ง แต่ไปพ่ายแพ้ในสมรภูมิที่แอมฟิโปลิส ทำให้ทิวซิดิดีสถูกเนรเทศตามกฎหมายของเอเธนส์


ทิวซิดิดีสได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมาตรฐานที่เข้มงวดในเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน และการวิเคราะห์ในด้านเหตุและผล โดยไม่มีการอ้างอิงถึงความเกี่ยวข้องหรือการแทรกแซงจากอิทธิปาฏิหาริย์ของเทพเจ้าที่มักนิยมจะเล่าๆ ต่อกันมา

ทิวซิดิดีสยังถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งสำนักความคิดสัจนิยมทางการเมือง ซึ่งมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า เป็นเรื่องพื้นฐานของอำนาจมากกว่าความชอบธรรม นอกจากนี้ ทิวซิดิดีสยังแสดงความสนใจในเรื่องการใช้ประวัติศาสตร์ศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมในวิกฤตการณ์ดังเช่น การเกิดโรคระบาด การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และสงครามกลางเมือง

งานเขียนสำคัญจากยุคสมัยกรีกโบราณของทิวซิดิดีสยังคงศึกษาอย่างแพร่หลายในสถาบันวิชาการทหารชั้นสูงเนื่องจากในหนังสือประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลพอนนีเซียนนั้น แสดงถึงการจับกลุ่มเป็นพันธมิตรระหว่างชาวกรีกด้วยกันมาห้ำหั่นกันเอง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าถือเป็นผลงานทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับคลาสสิกมาก

Advertisement

และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในฐานะงานวิชาการทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงชิ้นแรกของอารยธรรมตะวันตก

สงครามเพโลพอนนีเซียน เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองนครรัฐมหาอำนาจของดินแดนกรีซโบราณ คือ นครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐสปาร์ตา โดยในช่วงเวลาดังกล่าว นครรัฐเอเธนส์มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งที่สุด และถือว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ในขณะที่นครรัฐสปาร์ตานั้น มีกองทัพบกที่เกรียงไกรยิ่งกว่านครรัฐใดๆ

เมื่อครั้งที่พระเจ้าเซอร์เซส แห่งเปอร์เซียยกทัพเข้ารุกรานดินแดนกรีซ เอเธนส์และนครรัฐอื่นๆ อีกหลายนครได้รวมตัวกันเป็นสันนิบาตเดลอส โดยมีเอเธนส์เป็นผู้นำ ซึ่งหลังจากสงครามครั้งนั้นสิ้นสุดลงโดยเปอร์เซียล่าถอยกลับไปแล้ว สันนิบาตดังกล่าวก็ยังคงอยู่โดยสมาชิกต้องส่งเงินบำรุงสันนิบาตไปยังเอเธนส์ภายใต้การนำของรัฐบุรุษเพริคลีส
มีอำนาจในการใช้จ่ายเงินดังกล่าว

การได้เป็นผู้นำสันนิบาตเดลอส ทำให้อำนาจของเอเธนส์ในดินแดนกรีซเพิ่มขึ้น ประกอบกับเอเธนส์ประสบความสำเร็จในการค้าทางทะลจนเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง

ในขณะเดียวกันนครรัฐสปาร์ตาซึ่งเป็นผู้นำทางกองทัพบกของกรีซและมีบทบาทสำคัญในสงครามกับเปอร์เซีย จึงเกิดความระแวงต่อเอเธนส์ ทั้งนี้ นครทั้งสองมีการแข่งขันกันมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเอเธนส์เป็นนครที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งให้เสรีภาพกับประชาชนมากกว่า
สปาร์ตาที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร ซึ่งหลังจากสงครามเปอร์เซียสิ้นสุดลง เอเธนส์ได้เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยไปยังนครรัฐอื่นๆ สร้างความไม่พอใจให้กับสปาร์ตาและนครรัฐที่ปกครองแบบเผด็จการอีกหลายนครรัฐเป็นอันมาก

ดังนั้น เพื่อคานอำนาจกับเอเธนส์ ทางสปาร์ตาจึงได้ตั้งสันนิบาตเพโลพอนนิสขึ้น โดยมีสปาร์ตาเองเป็นผู้นำและด้วยเหตุนี้สปาร์ตาจึงกลายเป็นมหาอำนาจทางบก ส่วนเอเธนส์กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเล และการแข่งขันระหว่างสองฝ่ายก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

จุดแตกหักของทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นจากการที่นครรัฐคอรินธ์ซึ่งเป็นสมาชิกของสันนิบาตเพโลพอนนิสเริ่มสร้างฐานการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแข่งกับนครเอเธนส์ จนต่อมาใน พ.ศ.112 นครรัฐคอรินธ์ก็เกิดข้อพิพาทกับนครรัฐคอร์ซิราซึ่งอยู่ในสันนิบาตเดลอส เอเธนส์ในฐานะผู้นำของสมาพันธ์จึงเข้ามาช่วยคอร์ซิรา ขณะที่คอรินธ์ขอความช่วยเหลือไปยังสปาร์ตา จนในที่สุดก็ลุกลามเป็นสงครามระหว่างเอเธนส์กับนครรัฐอื่นๆ ในสันนิบาตเพโลพอนนิส

ในช่วงสิบปีแรกของสงครามคือระหว่าง พ.ศ.112-122 กำลังรบหลักของเอเธนส์คือกองทัพเรือ ส่วนสปาร์ตาคือกองทัพบก ซึ่งในช่วงต้นของสงครามทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยงกัน แต่ต่อมาเกิดโรคระบาดในเอเธนส์ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนหลายพันคนรวมทั้งเพริคลีส
ผู้นำคนสำคัญที่มีชื่อเสียงเลื่องลือของเอเธนส์ด้วย แต่ผู้นำคนใหม่ของเอเธนส์ไม่มีความสามารถและบารมีเทียบเท่ากับเพริคลีส ทำให้ภายในเอเธนส์เกิดแตกแยกเป็นสองพวกใหญ่ คือ พวกประชาธิปไตยกับพวกนิยมเผด็จการ

หลังจากโรคระบาดสงบลงพวกประชาธิปไตยในเอเธนส์ได้มีชัยในยุทธการที่สแปคทีเรีย จับเชลยชาวสปาร์ตาได้สามร้อยคน แต่ต่อมาเอเธนส์ภายใต้การนำของทิวซิดิดีสกลับไปเสียท่าพ่ายแพ้ที่แอมฟิโปลิส จึงทำให้พวกนิยมเผด็จการเข้ายึดอำนาจภายในเอเธนส์ จากนั้นเอเธนส์จึงได้เจรจาสงบศึกกับสปาร์ตา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสงบศึกกันแล้ว สองฝ่ายก็ยังคงรบกันประปราย และใน พ.ศ.124 นครรัฐเอเธนส์ได้นำนครรัฐต่างๆ ในสันนิบาตเดเลียน ทำสงครามกับสปาร์ตาที่แมนดิเนียและในปีต่อมาฝ่ายสปาร์ตาก็ได้รับชัยชนะ

สงครามช่วงที่ 2 ในช่วงเวลานี้ เอเธนส์พยายามขยายอำนาจเข้าสู่ซิซิลีเพื่อเตรียมการปราบปรามนครซีรากูซา ซึ่งหากทำสำเร็จเอเธนส์ก็จะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นด้วย การกระทำดังนี้ทำให้สปาร์ตาไม่พอใจเป็นอย่างมากและก่อให้เกิดสงครามครั้งใหม่ กองทัพเรือเอเธนส์ถูกโจมตีอย่างหนักที่ซีรากูซา เหล่าทหารถูกไล่ต้อนขึ้นบกและถูกบังคับให้เผาเรือของตน พวกแม่ทัพของเอเธนส์ที่ถูกจับจะถูกสังหารเกือบหมด

สงครามช่วงที่ 3 ใน พ.ศ.129 หลังการพ่ายแพ้ที่ซีรากูซา เอเธนส์ได้ส่งกองทัพไปโจมตีลาโคเนีย ทว่าถูกสปาร์ตาเอาชนะได้ ต่อมากองทัพสปาร์ตาก็มีชัยชนะในการรบอีกครั้งที่เอกอสพอทาไม โดยสามารถทำลายทั้งทัพบกและทัพเรือของเอเธนส์ ทั้งจับเชลยได้ถึง 3,000 คน ทำให้นครเอเธนส์ต้องยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ.139

การพ่ายแพ้ในสงครามเพโลพอนนีเซียน ส่งผลให้เอเธนส์ถูกลดอำนาจลง กลายเป็นนครรัฐชั้นสองภายใต้อำนาจของสปาร์ตาและได้รับอนุญาตให้มีเรือรบได้เพียงสิบสองลำเท่านั้น ส่วนการปกครองก็เปลี่ยนเป็นคณาธิปไตย โดยยอมให้สปาร์ตามาตั้งป้อมค่ายได้และหากมีใครขัดขวางก็จะถูกขับไล่ออกจากเมือง ซึ่งแม้ว่าในภายหลังเอเธนส์จะขับไล่อำนาจของสปาร์ตาออกไปได้และกลับมาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่เอเธนส์ก็ไม่อาจกลับมารุ่งเรืองได้อีกเลย และสปาร์ตาก็กลายเป็นผู้นำของนครรัฐกรีซทั้งปวงโดยเด็ดขาด แต่อีก 70 ปีต่อมานครรัฐมาซิโดเนียก็พิชิตกรีซได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชผู้เกริกไกรนั่นเอง

ในด้านทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นศาสตราจารย์เกรแฮม ที. แอลลิสัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เขียนหนังสือชื่อ “ลิขิตเพื่อสงคราม : อเมริกากับจีนจะสามารถหลบเลี่ยงจากกับดักทิวซิดิดีสได้หรือไม่? – Destined for War: Can America and China Escape Thucydides’s Trap?” โดยอ้างเป็นทฤษฎีที่มาจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน” ของทิวซิดิดีสว่าเมื่อมีมหาอำนาจใหม่เกิดขึ้นก็จะเกิดการแข่งขันกับมหาอำนาจดั้งเดิม จนทำให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดและนำไปสู่สงครามดังตัวอย่างการที่นครรัฐเอเธนส์ก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจใหม่ภายหลังสงครามกับเปอร์เซีย ได้สร้างความระแวงให้กับมหาอำนาจดั้งเดิมคือสปาร์ตา ซึ่งนำไปสู่สงครามใหญ่ในที่สุด เนื่องจากมหาอำนาจใหม่จะรู้สึกว่าตนมีสิทธิในการเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกจึงขยายอิทธิพลต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ในขณะที่มหาอำนาจดั้งเดิมเกิดความหวาดระแวงและรู้สึกไม่มั่นคงจึงมุ่งมั่นที่จะป้องกันสถานะของตนไว้ดังเดิมนั่นเอง ซึ่งแอลลิสันได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คล้ายกันในระยะ 500 ปีที่ผ่านมาว่ามีอยู่ 16 กรณีที่คล้ายคลึงกันแต่มีเพียง 4 กรณีเท่านั้นที่จบลงอย่างสันติ แต่ 12 กรณีทำให้เกิดสงครามใหญ่หลวงมากจนถึงระดับสงครามโลกถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว

ดังนั้น ในปัจจุบันความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจดั้งเดิมคือสหรัฐอเมริกากับมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน จะหลีกเลี่ยงกับดักของทิวซิดิดีสได้ไหมหนอ?

*อ้างจากบทความของกรกิจ ดิษฐาน ใน World Clvilization