
สมัยอยุธยาขึ้นฤดูกาลใหม่ แล้วเปลี่ยนปีนักษัตรตอนเดือนอ้าย (เดือน 1) หลังลอยกระทง (ตรงกับปฏิทินสากล เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม)
ไม่เรียกขึ้นปีใหม่ไทย เพราะยังไม่มีประเพณีขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นวัฒนธรรมฝรั่งที่ไทยเพิ่งรับเข้ามาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สงกรานต์ เป็นของหลวง
สงกรานต์สมัยอยุธยาเป็นประเพณีหลวง (ไม่เป็นประเพณีราษฎร์) จำแนกพิธีกรรม ดังนี้
1. พิธีพราหมณ์ ตามความเชื่อรับจากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์ ทำในเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) กลางเมือง คือ ศาลพระกาฬ อยู่ตะแลงแกง (สี่แยกกลางเมือง) ทุกวันนี้เรียกศาลหลักเมืองอยุธยา
2. ทำบุญเลี้ยงพระ ในวัดหลวง มีบอกในนิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้ง แสดงว่าสงกรานต์ของพราหมณ์ถูกแปลงเป็นพุทธแล้วตั้งแต่ก่อนแผ่นดินพระบรมโกศ (ซึ่งจะเป็นประเพณีส่งต่อให้กรุงรัตนโกสินทร์)
แต่จำเพาะเป็นประเพณีหลวงเท่านั้น ส่วนราษฎรทั่วไปไม่รู้จักสงกรานต์
3. ออกสนาม เป็นพิธีกรรมของหลวง (รัฐนาฏกรรม) เข้าใจว่ามีที่สนามหน้าจักรวรรดิ พบรายการอยู่ในกฎมณเฑียรบาล มีเค้าว่าทำสืบเนื่องพิธีเลี้ยงผีบรรพชนในหน้าแล้ง เดือน 4, 5, 6 ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว
ชาวบ้านไม่รู้จักสงกรานต์
สงกรานต์เป็นประเพณีแขกพราหมณ์จากอินเดีย ไม่ใช่ของไทย เมื่อแพร่มาจากอินเดียก็อยู่ในราชสำนัก ไม่เข้าถึงราษฎร
ชาวบ้านยุคอยุธยาไม่รู้จักสงกรานต์ จึงไม่มีประเพณีสงกรานต์อย่างทุกวันนี้ทำกันทั่วไป ล้วนเป็นประเพณีประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ เช่น ก่อพระทราย, สาดน้ำ ฯลฯ
แต่งชุดไทยไม่มี เสื้อลายดอกก็ไม่มี เพราะชาวบ้านยุคอยุธยาไม่มีเสื้อใส่ มีแต่ผ้านุ่งผืนเดียว เตี่ยวพันกาย หน้าหนาวผิงไฟหรือไม่ก็เอาผ้านุ่งมาห่มคลุมทั้งตัว ซึ่งมีหนาวไม่นาน ส่วนมากเป็นหน้าร้อน
ขุนนางข้าราชการมีเครื่องยศพระราชทานเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่งไปเฉพาะเข้าเฝ้าในพิธีหลวงเท่านั้น ไม่แต่งไปวัด ไม่แต่งไปเที่ยวเล่น ถ้าตายก็ต้องส่งคืนเครื่องยศทั้งหมด เพราะเสื้อผ้าเหล่านั้นทำยาก หายาก ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
