หลงทางเสียเวลาหลงอำนาจวาสนาเสียอนาคต…
สั งคมไทยแม้คนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาที่มีแนวคำสอนที่ส่งเสริมหลักการเกี่ยวกับพฤติกรรม (Behavior) หรือการกระทำที่ทันสมัยและสอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนในยุคไทยแลนด์ 4.0 มากที่สุด แม้แต่เรื่องบุพเพสันนิวาส ก็เป็นเรื่องที่ยึดโยงกับหลักการทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
การพบรักกระทั่งนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนชีวิตระหว่างชาย-หญิงนั้นต้องมีปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1) ต้องเคยมีความรักและความผูกพันต่อกันในชาติปางก่อนซึ่งเรียกว่า “บุพเพสันนิวาส” และ 2) ต้องมีความเห็นอกเห็นใจกันหรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า “รสนิยมตรงกัน”
เหมือนดอกบัวที่เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยน้ำและโคลนตม
1. การพัฒนาประเทศ : การพัฒนาประเทศก็เช่นกันต้องอาศัยคน 2 ยุคร่วมกัน คือ 1) คนยุคเก่า (Old Age) คือคนเก่าคนแก่ที่ล่วงกาลผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน 2) คนยุคใหม่ (New Age) คือคนที่เกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบันและอนาคต แม้ไม่มีประสบการณ์แต่มีความรู้ความสามารถในสังคมยุคใหม่
การพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ จึงต้องประสานความร่วมมือระหว่างคนยุคเก่ากับคนยุคใหม่ มิใช่แยกกันเดินหรือยื้อแย่งกันทำ หรือตำหนิติเตียนกันว่าฝ่ายใด หลงยุคและฝ่ายใดไม่หลงยุค แต่ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดสามารถยกระดับจิตใจหรือพฤติกรรมให้ข้ามพ้นหลุมดำทั้ง 3 ประการหรือไม่ต่างหาก ซี่งหลุมดำ 3 ประการที่ฉุดรั้งชาติบ้านเมืองให้ล้าหลัง ประกอบด้วย
1.1 ความโลภ (Greed) หมายถึง ความไม่รู้จักพอ เปรียบประดุจเปรตที่มีรูปร่างใหญ่โตแต่มีปากเท่ารูเข็ม กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ระดับซีก็สูง เงินเดือนก็เยอะยังต้องหาเศษหาเลยกับเงินคนจนคนไร้ที่พึ่ง อาหารมีจำหน่ายเยอะแยะยังต้องดิ้นรนแสวงหาสัตว์ป่ามารับประทาน
การทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกวงการเกิดจากกิเลสตัวนี้ที่คอยกระซิบข้างหูให้ต้องแสวงหาอย่างไม่รู้จักอิ่มหนำ จนทำให้ชาติบ้านเมืองถดถอยและล้าหลัง อย่างน่าเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
1.2 ความโกรธ (Hatred) หมายถึง ความขัดเคือง ขุ่นแค้นที่เกิดจากอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธนี้ เมื่อปะทุขึ้นภายในจิตใจแล้วจะนำไปสู่ความอาฆาตและพยาบาทต่อบุคคล กลุ่มบุคคล สังคมและประเทศชาติ มีผลกระทบต่อความสงบสุขและความปกติสุขของคนในสังคมเปรียบประดุจยักษ์มาร โดยเฉพาะยักษ์ที่มีกระบองหรืออาวุธ และมารที่คอยขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง
1.3 ความหลง (Delusion) หมายถึงการขาดเหตุผลหรือความงมงาย ได้แก่ การรู้เท่าทันความจริงของสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บุคคลที่มีความหลงเปรียบประดุจการพายเรืออยู่ในอ่าง หรือสระน้ำที่แคบและตื้น จึงต้องพายวนไปและวนมา สังคมที่มีผู้นำ ผู้บริหาร หรือผู้ปกครองที่ถูกความหลงครอบงำจิตใจ จะมีแต่ความคิดอ่านที่คับแคบและตีบตัน เปรียบประดุจคนที่หลงทางนอกจากจะเสียเวลาแล้วยังหาทางออกที่ดีไม่พบอีกด้วย
ความลุ่มหลงดังกล่าวนี้มีคำกล่าวที่ควรสำเหนียกหรือกำหนดจดจำไว้ดังนี้ “หลงเมีย-ลืมแม่ หลงตนลืมตัว หลงผัวลืมญาติ หลงอำนาจลืมทุกอย่าง”
2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ความโลภ ความโกรธ และความหลง จัดเป็นกิเลสตระกูลเดียวกัน มีความเป็นเครือญาติต่อกันอย่างแนบแน่น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นต้นตอหรือรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งปวง (Roots of bad Actions) ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกจึงทรงแนะนำให้บรรเทาความโลภ ความโกรธ และความหลงด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เนื่องเพราะการอาบน้ำชำระล้างก็ดี การทำบุญประเพณีสะเดาะเคราะห์ก็ดี การแต่งกายแบบย้อนยุคก็ดี ย่อมมิอาจจะขจัดปัดเป่าหรือบรรเทา ความโลภ ความโกรธ และความหลงให้เบาบางได้ ต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือการกระทำตามกระบวนการทางศาสนาซึ่งมีขั้นตอน 3 ประการ คือ
2.1 การทำจิตให้มีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเจือจานแบ่งปัน (Generosity) โดยคนที่ขัดสนอุทิศแรงกายแรงใจ ส่วนคนที่ร่ำรวยอุทิศหรือเสียสละทรัพย์สินและเงินทองเพื่อช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ
2.2 การมีระเบียบวินัยและมารยาททางสังคม (Moral Behavior) มนุษย์ปุถุชน ไม่ว่ารวยหรือจน ย่อมจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า “ความโกรธ” ได้ยาก แต่ด้วยกรรมวิธีทางพระพุทธศาสนาแม้ในจิตใจส่วนลึกจะยังตัดความโกรธไม่ขาดสิ้นแต่ก็จะบรรเทาหรือจำกัดบริเวณให้แคบลงได้ด้วยการมีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต โดยคนจนต้องอดทนและต่อสู้กับชีวิต ส่วนคนมั่งคั่งต้องยับยั้งชั่งใจก่อนลงมือกระทำการใดๆ
2.3 การพัฒนาจิต (Mental Development) หมายถึงการพักผ่อนอบรมจิต เพื่อให้จิตมีสมาธิ เพราะจิตที่มีสมาธิจะมีความหนักแน่นและมั่นคง ความโง่งมงายไร้เหตุผลจะลดลง สังคมที่ขาดการฝึกฝนอบรมจิตจะมีพฤติกรรมที่ฟุ้งซ่าน
และมีปัญหาต่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศชาติสูญเสียโอกาสที่ดีในการพัฒนาบ้านเมือง
3. โลกธรรมทางการเมือง: สังคมการเมืองควรทำความรู้จักและเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับโลกธรรม (Worldly Conditions) เพราะมีความเกี่ยวข้องกับโลกทัศน์และภูมิทัศน์ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง หากภูมิทัศน์ทางการเมืองหมายถึงนโยบาย (Policy) อุดมการณ์ (Ideology) และจุดยืน (Stance) โลกธรรมก็คือข้อเท็จจริงทางการเมือง (Political Truth) นั่นเอง และข้อเท็จจริงที่เป็นจริงหรือสัจธรรมทางการเมืองในมุมมองของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย
3.1 ลาภ (Gain) หมายถึง สิ่งที่ได้รับหรือการประสบความสำเร็จ ได้แก่ ความสมหวังในทางการเมือง
3.2 อลาภ (Loss) หมายถึง ความผิดหวังหรือพ่ายแพ้ในทางการเมือง
3.3 ยศ (Rank) หมายถึง การมีตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือเกียรติยศชื่อเสียงในทางการเมือง
3.4 อยศ (Obscurity) หมายถึงการถูกปรับย้าย ถูกปลดออก หรือการครบเกษียณอายุ รวมทั้งการหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง
3.5 นินทา (Blame) หมายถึง การถูกวิพากษ์วิจารณ์ การติเตียน การดำเนินคดีหรือการฟ้องร้อง หรือการกล่าวทุกข์แจ้งโทษ ด้วยข้อหาต่างๆ นานา
3.6 สรรเสริญ (Praise) หมายถึง การยกย่องและชื่นชมยินดี การพินอบพิเทา และเอาอกเอาใจ จนทำให้เกิดภาวะแห่งการลืมตัวและหลงตน
3.7 สุข (Happiness) หมายถึง ความสะดวกสบาย เพราะไปไหนมาไหนมีคนคอยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี มีการอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษ
3.8 ทุกข์ (Pain) หมายถึงความเจ็บปวดที่ความสุขได้เคลื่อนย้ายจากไป เรียกว่า “เทวดาตกสวรรค์” หากความสุขเปรียบได้กับกลางวัน ความทุกข์ก็คือกลางคืนนั่นเอง กลางคืนของนักการเมืองนั้นมีแต่ความมืดสลัวในหัวใจ
เมื่อโลกธรรมทางการเมืองเป็นเช่นนี้ นักการเมืองจึงต้องศึกษาหรือเรียนรู้ให้ชัดเจน และถ่องแท้ เวลาประสบกับอิฏฐารมณ์ คือได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุข ก็จะได้ไม่หลงใหลจนเกินไป
ขณะเดียวกันเมื่อเวลาประสบกับอนิฏฐารมณ์ คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ก็จะได้ปลงตกและไม่เครียดจนเกินไป
ส รุป อำนาจเป็นใหญ่ในโลก คนที่มีอำนาจวาสนาจึงมักจะใช้อำนาจเป็นธรรม คือใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น กฎหมายบังคับใช้กับคนอย่างพร่ำเพรื่อ แต่คนที่เข้าใจโลกธรรมจะใช้ธรรมเป็นอำนาจ คือแม้จะมีอำนาจแต่ก็ใช้อำนาจนั้นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
การเลื่อนระยะเวลาในการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ด้วยกลไกอำนาจของผู้มีอำนาจ อาจนำไปสู่การสูญเสียอำนาจได้อย่างคาดคิดไม่ถึง เพราะการหลงในอำนาจวาสนาจะนำพาไปสู่จุดจบอย่างเจ็บปวดในทางการเมืองแทบทุกยุคสมัยในสังคมโลก
รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

