เป็นอันว่าผลงานชิ้นแรกของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ปรากฏเป็นรูปธรรมแล้ว เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติวาระสามให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วันที่ 4 เมษายน 2561 ด้วยคะแนนเสียง 147 ต่อ 1 ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ความสำเร็จดังกล่าวต้องยกนิ้วให้คณะอนุกรรมการกองทุนที่มีคุณประสาร ไตรรัตน์
วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นบันไดขั้นแรกเท่านั้น ที่ผลักดันการสร้างกลไกเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขึ้นมาได้อีกหนึ่งกลไก เส้นทางและปัจจัยสู่ความสำเร็จยังต้องรอบทพิสูจน์ต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทพิสูจน์ว่าระหว่างความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อย ความคิด ความเชื่อ วิธีการของฝ่ายใดถูกต้องเหมาะสมกว่ากัน
จากประเด็นความเห็นต่างใน 2 เรื่องสำคัญ คือ วิธีการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐเพื่อให้กองทุนดำเนินการกับการนำเงินกองทุนไปใช้เพื่อการผลิตและพัฒนาครู
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะประเด็นแรก กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นควรจัดสรรงบประมาณตามหลักเกณฑ์ปกติเช่นเดียวกับที่ให้ส่วนราชการและกองทุนต่างๆ โดยคณะกรรมการกองทุนจัดทำแผนงาน โครงการ พร้อมงบประมาณที่จะใช้แต่ละปีงบให้รัฐบาลเห็นชอบ และนำเสนอเป็นกฎหมายเข้าสู่สภา
ขณะที่เสียงข้างน้อยเห็นควรกำหนดวงเงินที่จะใช้เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน ขาดโอกาสราว 4 ล้านคนให้ชัดเจน คือ 5% ของงบประมาณด้านการศึกษาปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาทจากงบด้านการศึกษาราว 5 แสนล้านบาท
ฝ่ายเสียงข้างน้อยยืนยันว่าการจัดงบประมาณในลักษณะนี้ทำให้การช่วยเหลือทำได้อย่างจริงจัง มีหลักประกันความต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดก็ 3 ปีแรกตามบทเฉพาะกาลในวาระเริ่มแรก เหตุเพราะเป็นห่วงความไม่แน่นอนทางการเมือง กับการบริหารแบบระบบราชการเดิมๆ ทำให้ความรุนแรงของปัญหาไม่ลดลงอย่างแท้จริง
ขณะที่ฝ่ายเสียงข้างมากเกรงว่าการกำหนดวงเงินแน่นอนตายตัวจะเกิดปัญหาการบริหารจัดการ เปรียบเหมือนเซ็นเช็คเปล่า รายละเอียดผู้ใช้ไปกรอกตัวเลขเอง จะกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ และเป็นข้อผูกมัดหากรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้เต็มจำนวน % ที่กำหนดไว้ตายตัวตามกฎหมาย อีกทั้งการติดตามตรวจสอบทำได้ยากกว่า การจัดสรรโดยมีโครงงาน แผนงานที่ชัดเจนแต่ละปี
และอ้างว่า ที่ผ่านมามีกองทุน กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ถึง 119 กองทุน เป็นเงินราว 3 แสนล้านบาทอยู่แล้ว ล้วนมีเป้าหมายปลายทางเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน ขาดโอกาส แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่นเดียวกัน
ฝ่ายเสียงข้างน้อยยืนยันว่า การจัดสรรงบประมาณแน่นอน ตายตัว จะไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ เพราะไม่ได้เป็นการของบประมาณเพิ่มเติมทุกปีๆ แต่เป็นเงินที่อยู่ในกรอบของงบประมาณด้านการศึกษาในปีนั้นๆ เอง เพียงแต่กำหนดเปอร์เซ็นต์นำมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยเฉพาะ 5% เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีการกำหนดวงเงินชัดเจน
ผลการตัดสินลงคะแนนภายใต้ระบบการเมืองแบบพิเศษ เสียงส่วนใหญ่จึงเทไปทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก เป็นธรรมดา
ประเด็นมีว่า กองทุนต่างๆ ที่มีอยู่มากถึง 119 กองทุน แต่ความรุนแรงของปัญหาไม่ลดลง นั่นสะท้อนว่ามีจุดอ่อนหรือปัญหา
หากการดำเนินการของกองทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ยังวนเวียนอยู่ตามแนวทางเดิม จะเกิดประโยชน์อะไรกับการจัดตั้งกองทุนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกองทุน
ความเป็นห่วงของฝ่ายเสียงข้างมากในเรื่องวิธีการบริหารเงินกองทุน ตรงข้ามกับวิธีคิดการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งเกรงว่าคณะผู้บริหารชุดใหม่จะไม่ดำเนินการตามจึงต้องบัญญัติเป็นกฎหมายไว้ เพื่อให้เกิดสภาพบังคับ และความต่อเนื่อง
แต่พอมาถึง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แทนที่จะห่วงกังวลเรื่องความไม่ต่อเนื่อง ประสิทธิภาพและการช่วยเหลือเป็น
กอบเป็นกำกลับยกประเด็นวิธีการบริหารจัดการเงิน วินัยทางการเงินการคลังขึ้นมาเป็นเหตุผลคัดค้านไม่ให้กำหนด % งบประมาณเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะแน่นอนไว้ในกฎหมาย
ครับ ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าในทางปฏิบัติที่เป็นจริง การตัดสินใจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเรื่องนี้จะส่งผลต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริงจัง ให้ผลตามเป้าหมายอย่างไร
งบเพื่อการศึกษา ปัญหาเยอะ เป็นห่วงกังวลวินัยการเงินการคลัง ขณะที่งบบกลางเพื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืน 1.5 แสนล้านบาทผ่านฉลุย
น่าเทียบเคียงมาตรฐานวิธีคิดและตัดสินใจ ของ สนช.ส่วนใหญ่จริงๆ
สมหมาย ปาริจฉัตต์

