สุจิตต์ วงษ์เทศ : พิษณุโลก คือโอฆบุรี และสรลวง (ไม่ใช่สระหลวง)

แม่น้ำน่าน ไหลผ่านวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กลางเมืองพิษณุโลก โอฆบุรี สรลวงสองแคว (ภาพถ่ายทางอากาศ โดย นายปีเตอร์ วิลเลียมส์ ฮันท์ เมื่อ พ.ศ. 2489 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

โอฆบุรีกับสระหลวง มีในตำราเก่าบอกไว้นานแล้วว่า คือเมืองพิจิตร จึงเชื่อสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ว่าพระโหราธิบดี (พระมหาราชครู) ผู้นิพนธ์หนังสือจินดามณีเป็นชาวเมืองพิจิตร

แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี สนับสนุนว่าโอฆบุรี กับ สรลวง (สระหลวง) หมายถึงเมืองพิษณุโลก ไม่ใช่พิจิตร

นี่ไม่ใช่ความเห็น หากเป็นไปตามหลักฐานจับต้องได้มีลายลักษณ์อักษรมานานแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ระบบการศึกษาไทยคับแคบ จึงไม่แบ่งปันให้เป็นที่รู้ทั่วถึงกัน

พิษณุโลก คือ โอฆบุรี, สรลวง

ขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามอาสา ยกทัพอยุธยาตีเมืองเชียงใหม่ ขอเบิกขุนแผนจากคุกไปด้วย จึงพากันแวะเอาของสำคัญที่เคยฝากไว้ คือดาบฟ้าฟื้นที่เมืองลพบุรี กับม้าสีหมอกที่เมืองพิจิตร

จากนั้นยกทัพออกจากเมืองพิจิตรขึ้นไปเมืองพิษณุโลก มีกลอนเสภาบอกชัดเจนว่า “ถึงพาราพิษณุโลกโอฆบุรี” แสดงว่าคน (ต้นกรุงรัตนโกสินทร์) ยุคที่แต่งเสภาขุนช้างขุนแผน รู้ดีว่าเมืองโอฆบุรีคืออีกชื่อหนึ่งของเมืองพิษณุโลก

ถ้าจะมีผู้คัดค้าน ขอให้อ่านในขุนช้างขุนแผนเสียก่อน แล้วโต้แย้งกับคนแต่งตอนที่ว่าไว้นี้

“สรลวง” หมายถึง เมืองพิษณุโลก มีหลักฐานอยู่ในจารึกวัดศรีชุม (จารึกสุโขทัยหลักที่ 2) ว่า “สรลวงสองแคว” อ. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า เป็นเมืองเดียวกันอยู่ที่เดียวกัน คือเมืองพิษณุโลก

“สรลวง” เป็นโวหารวรรณศิลป์สรรเสริญเมืองสองแคว

เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยอธิบายว่า สรลวง มาจากคำว่า สรวง แปลว่า สวรรค์ หรือ ฟ้า ตรงกับชื่อสมัยหลังว่า พิษณุโลก คือโลกของพระวิษณุ

แต่นักปราชญ์สมัยก่อนแปลงคำในจารึกว่า “สรลวง” เป็นคำปัจจุบันว่า “สระหลวง” แล้วโอนว่าหมายถึงเมืองพิจิตร โดยอ้างว่าพิจิตรเป็นที่ราบลุ่มอยู่ระหว่างแม่น้ำน่านกับแม่น้ำยม มีหนองบึงมาก

การใช้สามัญสำนึกจากประสบการณ์ส่วนตนที่เจือปนด้วยอคติ ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปหมด

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปลัดคลังยื่นใบลาออก หลังครม.เด้งนั่งเลขาฯ สศช.
บทความถัดไป“อธิบดีสถ.” กาง 8 มาตรการป้องกันอุบัติเหตุสงกรานต์ ย้ำอปท.เข้ม ลดปัจจัยเสี่ยง