มาเลเซีย เพื่อนบ้านเรา จะได้เลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคมนี้แล้ว
กระบวนการนี้ดำเนินไปราบรื่นปกติ หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา วันที่ 6 เม.ย. จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็แถลงกำหนดวันเลือกตั้ง พร้อมช่วงเวลาหาเสียง 11 วัน
นักวิเคราะห์ทั้งเอเชียและตะวันตกมองคล้ายกันว่า การเลือกตั้งหนนี้ พรรครัฐบาลที่มีนายนาจิบ ราซัก เป็นผู้นำ คงชนะแต่ชนะไม่มาก
เพราะดูจากครั้งก่อนคะแนนนิยมการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2556 พรรคแนวร่วมแห่งชาติ บาริซัน นาซิออนนัล หรือ บีเอ็น เสียที่นั่งในสภาไปเยอะ ส่วนพรรคฝ่ายค้าน ปากาตัน รักเกียต ทำผลงานได้ดีที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
ยิ่งครั้งนี้ เสือเฒ่า ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด วัย 92 ปี หวนกลับมาประกาศตัวอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนายนาจิบ ยิ่งทำให้การต่อสู้น่าจะเข้มข้นมีสีสันมากกว่าเดิม แม้ว่าแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านจะไม่ชู ดร.มหาเธร์เป็นแกนนำ เพราะกลัวว่าจะถูกเล่นงานเรื่องข้อกฎหมายการจัดตั้งพรรคที่ยังคาราคาซังอยู่
แต่พะยี่ห้อขิงแก่ ดร.มหาเธร์น่าจะยังแย่งชิงพื้นที่สื่อได้อยู่ ไม่ว่าสื่อในหรือสื่อนอก จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม
ด้านนายนาจิบ นอกจากจะเป็นนายกฯมาสองสมัยแล้ว คดียักยอกเงินบริจาคกองทุน 1 ดีเอ็มบี จำนวนสองหมื่นกว่าล้านบาทที่แม้รอดตัวไป เพราะ ป.ป.ช.มาเลย์สอบสวนว่าเป็นเงินบริจาคทางการเมือง ยังทำให้คะแนนนิยมอยู่ในแนวทรงๆ ทรุดๆ
การหาเสียงครั้งนี้มาพร้อมกับสโลแกน “สร้างมาเลเซียให้ยิ่งใหญ่ไปกับบีเอ็น” ฟังๆ แล้วนึกถึงใบหน้านายโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาขึ้นมาทันทีระหว่างหาเสียงเลือกตั้งในปี 2559
ในเมื่อมาเลเซียเป็นเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมภูมิภาค จึงน่าติดตามดูว่านายนาจิบจะนำพาพรรคชนะจริงหรือไม่ ชนะมากกว่าครั้งก่อนหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อบ้านเรายังไม่มีโอกาสจะได้เลือกตั้งกับเขาเสียที ได้แต่มองประเทศอื่นไปก่อน
ถ้านับจากปี 2556 ที่มาเลย์เลือกตั้งครั้งก่อน ไทยเสียเวลาไปกับการเผชิญหน้าทางการเมืองที่กระแสไล่รัฐบาลจุดติดขึ้นมา แม้จะมีการถอนกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งออกไปแล้ว นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาก็แล้ว จัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ก็แล้ว กลุ่มกวักมือเรียกทหารก็ยังกวักไม่เลิก กระทั่งเกิดรัฐประหารสมใจแล้ว แถมได้แช่แข็งประชาธิปไตยมาถึงปัจจุบัน
วันนี้มาเลเซียมีการเลือกตั้งอีกครั้ง บ้านเราก็ยังเพ้อหาการปฏิรูปที่ไม่ได้มีกลไกให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม
ระหว่างหมุนวนเวียนหาทางออกไม่ได้ ละครบุพเพสันนิวาสก็เข้ามาช่วยปลอบประโลมใจได้พอดี ด้วยเรื่องราวที่ให้นางเอกพ้นจากยุคปัจจุบันย้อนกลับไปไกลถึงยุคกรุงศรี
การย้อนกลับไปนี้ยังไปได้ด้วยดี ไม่ต้องเจอปัญหาปากท้อง เพราะอยู่ในสถานะเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ได้กลับไปเป็นไพร่เป็นทาส จึงมีต้นทุนทางสังคมที่จะสร้างโอกาสช่วยทำความดีให้เจ้าของร่างเดิม มีประสบการณ์ให้พบเจอแบบที่เคยเรียนประวัติศาสตร์ในห้องเรียน และยังรู้อนาคตบ้านเมืองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
เมื่อละครบุพเพสันนิวาสจบลง นักเขียนและผู้จัดละครก็วางแผนสร้างเรื่องพรหมลิขิตต่อไป ซึ่งได้แต่หวังว่าถึงเวลานั้น บ้านเราจะมีการเลือกตั้งแล้ว

