หน้าแรก คอลัมนิสต์ จุดอ่อน คสช. ...

จุดอ่อน คสช. มือไม้ ลีบแกร็น ซ้ำเติม ขาลง

12.04.18 | 13:07 น.

10เมษายน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

โดยให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกจากราชการไว้ก่อน จากกรณีปัญหาการทุจริตเงินคนจน

จากที่ก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

และให้ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โอนย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง

Advertisement

ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช.

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอตัวนายสมชัยไปช่วยงาน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม

“สศช.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปเศรษฐกิจคณะใหญ่

มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าในอดีต

เลยคิดว่าท่านเหมาะสมจะเข้าไปขับเคลื่อน

เขาก็มาขอตัวไปช่วยŽ”

เมื่อถามว่า ถ้าเก่งแล้วทำไมไม่ดึงให้นั่งในตำแหน่งเดิม นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เพราะเราต้องคำนึงถึงภาพรวมของประเทศ

ค่ำวันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า นายสมชัยตัดสินใจจะยื่นหนังสือลาออกจากราชการ

หลังเข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์

และลาพักผ่อนไปต่างประเทศกับครอบครัวจนถึงวันที่ 17 เมษายน

จะเพราะกรณี “เห็บสยามโมเดลŽ”

หรือเพราะต้องการจะเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมอย่างแท้จริง

ล้วนกลายเป็นเรื่องรองลงไป

เพราะการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งของนายสมชัย

ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นปัญหาดั้งเดิมของรัฐบาลปัจจุบัน และ คสช. ที่ดำรงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

อันได้แก่การบริหารงานบุคคล

โดยเฉพาะบุคคลในภาคราชการ

จะโยนปัญหาว่าเป็นซากตกค้างมาจากรัฐบาลเก่า

บัดนี้เวลาของการครองอำนาจล่วงเลยมาแล้ว 4 ปี

ข้าราชการแถวหน้าที่เป็นมือไม้แขนขา ล้วนแต่ได้รับการแต่งตั้งกับมือ คสช.

กระนั้นก็ยังมีปัญหาปะทุให้เห็นขึ้นมาเป็นระยะ

ความเป็นจริงประการหนึ่งที่ปฏิเสธมิได้ก็คือการที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศด้วยวิธีการยึดอำนาจ ทำให้ส่วนหนึ่งของสังคมไม่ต้องการและไม่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ

ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนส่วนหนึ่ง ภาควิชาการส่วนหนึ่ง

ขณะที่ภาคการเมืองแทบจะไม่ต้องพูดถึง

ส่วนใหญ่แม้จะมิได้หรือไม่กล้าแสดงท่าทีว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม

แต่การไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ กับ คสช. ก็เป็นแสดงจุดยืนที่เด่นชัด

มือไม้สำคัญที่สุดในการบริหารอำนาจของ คสช. จึงเป็นระบบราชการ

เป็นระบบราชการที่เพียงวันแรกของการยึดอำนาจ คสช. ก็สั่งปลดย้ายข้าราชการระดับซี 11 หรือเทียบเท่าเกือบครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่

ก่อนที่จะทยอยแต่งตั้ง “ผู้ที่ไว้วางใจ”Ž เข้าไปรับตำแหน่งในกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย

กระนั้นหลายอย่างก็ ไม่ได้ดั่งใจŽ

จนถึงปีที่ 3 และ 4 ของการครองอำนาจ

การแต่งตั้งปลัดกระทรวงชนิด ”ข้ามห้วย”Ž ก็ยังมีให้เห็น

การปลดฟ้าผ่า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากการทุจริตหรือกรณีอื่นๆ ก็ยังปรากฏ

แม้ในกรณีล่าสุด

ถึงจะอ้างว่าเป็นไปเพื่อภาพรวม เป็นไปเพื่องานเป็นหลัก

แต่พลันที่ผู้รับคำสั่งแสดงปฏิกิริยา “ไม่ยอมรับ”Ž คำสั่ง

ภาพการบริหารโดยใช้ ”อำนาจ”Ž มากกว่า “การจัดการ”Ž ของ คสช. ก็ยิ่งปรากฏชัด

ในภาวะที่การเลือกตั้งทั่วไปใกล้เข้ามาทุกขณะจิต-ไม่ว่า คสช.จะต้องการหรือไม่

ในภาวะที่ “กองหนุน”Ž หดหาย

และ “ขาลง”Ž ยิ่งเด่นชัด

ที่ไม่เป็นเรื่องก็จะเป็นเรื่องขึ้นมา

ที่เป็นเรื่องเล็กก็จะขยายเป็นเรื่องใหญ่

ที่เคยเกรงใจก็จะลดหรือหดหายไป

ที่เคยอยู่เงียบเฉยก็จะแสดงปฏิกิริยา

คสช.มีความพร้อมหรือสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร