10เมษายน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง
โดยให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกจากราชการไว้ก่อน จากกรณีปัญหาการทุจริตเงินคนจน
จากที่ก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
และให้ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โอนย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง
ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช.
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอตัวนายสมชัยไปช่วยงาน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม
“สศช.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปเศรษฐกิจคณะใหญ่
มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าในอดีต
เลยคิดว่าท่านเหมาะสมจะเข้าไปขับเคลื่อน
เขาก็มาขอตัวไปช่วย”
เมื่อถามว่า ถ้าเก่งแล้วทำไมไม่ดึงให้นั่งในตำแหน่งเดิม นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เพราะเราต้องคำนึงถึงภาพรวมของประเทศ
ค่ำวันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า นายสมชัยตัดสินใจจะยื่นหนังสือลาออกจากราชการ
หลังเข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์
และลาพักผ่อนไปต่างประเทศกับครอบครัวจนถึงวันที่ 17 เมษายน
จะเพราะกรณี “เห็บสยามโมเดล”
หรือเพราะต้องการจะเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมอย่างแท้จริง
ล้วนกลายเป็นเรื่องรองลงไป
เพราะการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งของนายสมชัย
ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นปัญหาดั้งเดิมของรัฐบาลปัจจุบัน และ คสช. ที่ดำรงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
อันได้แก่การบริหารงานบุคคล
โดยเฉพาะบุคคลในภาคราชการ
จะโยนปัญหาว่าเป็นซากตกค้างมาจากรัฐบาลเก่า
บัดนี้เวลาของการครองอำนาจล่วงเลยมาแล้ว 4 ปี
ข้าราชการแถวหน้าที่เป็นมือไม้แขนขา ล้วนแต่ได้รับการแต่งตั้งกับมือ คสช.
กระนั้นก็ยังมีปัญหาปะทุให้เห็นขึ้นมาเป็นระยะ
ความเป็นจริงประการหนึ่งที่ปฏิเสธมิได้ก็คือการที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศด้วยวิธีการยึดอำนาจ ทำให้ส่วนหนึ่งของสังคมไม่ต้องการและไม่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนส่วนหนึ่ง ภาควิชาการส่วนหนึ่ง
ขณะที่ภาคการเมืองแทบจะไม่ต้องพูดถึง
ส่วนใหญ่แม้จะมิได้หรือไม่กล้าแสดงท่าทีว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม
แต่การไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ กับ คสช. ก็เป็นแสดงจุดยืนที่เด่นชัด
มือไม้สำคัญที่สุดในการบริหารอำนาจของ คสช. จึงเป็นระบบราชการ
เป็นระบบราชการที่เพียงวันแรกของการยึดอำนาจ คสช. ก็สั่งปลดย้ายข้าราชการระดับซี 11 หรือเทียบเท่าเกือบครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่
ก่อนที่จะทยอยแต่งตั้ง “ผู้ที่ไว้วางใจ” เข้าไปรับตำแหน่งในกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย
กระนั้นหลายอย่างก็ ไม่ได้ดั่งใจ
จนถึงปีที่ 3 และ 4 ของการครองอำนาจ
การแต่งตั้งปลัดกระทรวงชนิด ”ข้ามห้วย” ก็ยังมีให้เห็น
การปลดฟ้าผ่า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากการทุจริตหรือกรณีอื่นๆ ก็ยังปรากฏ
แม้ในกรณีล่าสุด
ถึงจะอ้างว่าเป็นไปเพื่อภาพรวม เป็นไปเพื่องานเป็นหลัก
แต่พลันที่ผู้รับคำสั่งแสดงปฏิกิริยา “ไม่ยอมรับ” คำสั่ง
ภาพการบริหารโดยใช้ ”อำนาจ” มากกว่า “การจัดการ” ของ คสช. ก็ยิ่งปรากฏชัด
ในภาวะที่การเลือกตั้งทั่วไปใกล้เข้ามาทุกขณะจิต-ไม่ว่า คสช.จะต้องการหรือไม่
ในภาวะที่ “กองหนุน” หดหาย
และ “ขาลง” ยิ่งเด่นชัด
ที่ไม่เป็นเรื่องก็จะเป็นเรื่องขึ้นมา
ที่เป็นเรื่องเล็กก็จะขยายเป็นเรื่องใหญ่
ที่เคยเกรงใจก็จะลดหรือหดหายไป
ที่เคยอยู่เงียบเฉยก็จะแสดงปฏิกิริยา
คสช.มีความพร้อมหรือสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร

