หน้าแรก คอลัมนิสต์ ล้มแล้วลุกหรื...

ล้มแล้วลุกหรือเปล่า? : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

15.04.18 | 13:00 น.

ขอถือโอกาสคุยอะไรเบาๆ สบายๆ เพื่อให้เหมาะแก่บรรยากาศสักวันเถอะครับ
คนไทยเราแต่เดิมเฉลิมฉลองปีใหม่กันเดือนเมษายน นับเดือน 5 เป็นเดือนแรกของปี เรียกว่าวัน “สงกรานต์”

คำว่า สงกรานต์ เป็นคำไทยที่แผลงมาจากคำสันสกฤตว่า “สังกรานตะ” แปลว่า “ก้าวไปแล้ว” “ย่างเข้าไปแล้ว” อะไรก้าว อะไรย่าง ท่านก็คงสงสัยใช่ไหมครับ

ดาวอาทิตย์โคจร (แปลว่าเดิน) ผ่านราศีต่างๆ เดือนหนึ่งย้ายราศีครั้งหนึ่ง โคจรไปเรื่อยๆ ตามเรื่องของมัน พอมันย้ายจากราศีมีน ก้าวเข้าสู่ราศีเมษวันแรกเขาก็เรียกว่า ดาวอาทิตย์ “สงกรานต์” เข้าราศีเมษแล้ว

กำหนดเอาวันนั้นแหละเป็นวันแรกของปีใหม่ ซึ่งตามปกติจะตกราวๆ วันที่ 13 ของเดือนเมษายน

พอเริ่มวันใหม่ ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์จะต้องยินดีปรีดาเฉลิมฉลองกัน อันการจะฉลองกันวันเดียวนั้นไม่มีเสียละ ไหนๆ ก็จะสนุกสนานกันแล้ว ก็ขอว่ากันสักสองสามวันเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นวันสงกรานต์จึงต้องมี 3 วัน เริ่มวันที่ 13 สิ้นสุดวันที่ 15

Advertisement

วันที่ 13 เป็นวันสงกรานต์ วันที่ 14 เป็นวันที่เนา วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศก ถึงวันนี้ชาวไทยต่างเฉลิมฉลองกันมโหฬาร มีการทำบุญตักบาตร บังสุกุลอัฐิ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ ให้ของขวัญกันและรื่นเริงตามประเพณีนิยม เดิมเรารดน้ำเพื่ออวยพรกัน ต่อมาได้ขยายออกไปจนกลายเป็นการสาดน้ำใส่กัน ปัจจุบันนี้ออกจะเลยขอบเขตไปไกลถึงขั้นเอาน้ำผสมดินสอพอง หรือน้ำผสมน้ำแข็งก้อนโตๆ สาดใส่คนเดินผ่านไปมา จนเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าเขา หรือทำให้เขาบาดเจ็บไปก็มี ที่ก้าวหน้ากว่านั้น คือ เอาน้ำใส่กระบอกฉีด ฉีดเข้าตาคนอื่นด้วยความคึกคะนองก็มี

แม้ว่าเราจะเลิกนับเดือนเมษายน หรือเดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ หันมานับแบบสากลแล้ว เราก็ยังมีประเพณีวันสงกรานต์อยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เลิกแต่ไม่เลิกว่างั้นเถอะ ตกลงเลยได้โอกาสเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้นอีกเทศกาล วันสงกรานต์ก็ฉลอง วันปีใหม่แบบสากลก็ได้ฉลอง หนำใจประชาชนคนไทยผู้ชอบสนุกนักแล

พูดถึงการอวยพร ผมอยากฝากข้อคิดเห็นส่วนตัวสักเล็กน้อย ธรรมเนียมไทยเราไม่นิยมให้ผู้น้อยอวยพรผู้ใหญ่นะครับ เรามีคำพูดติดปากว่า เราไปรดน้ำ “ขอพร” จากผู้ใหญ่ เพราะผู้น้อยด้อยอาวุโสไม่อยู่ในฐานะจะอวยพรให้ผู้ใหญ่ ผู้ใดทำถือว่า “บังอาจ” ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ธรรมเนียมไทยเขาไม่ปฏิบัติกัน

แต่ปัจจุบันนี้เห็นเด็กๆ ไปอวยพรผู้ใหญ่กันหน้าตาเฉย คงถือว่าเป็นความปรารถนาดี ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ย่อมมีสิทธิแสดงต่อกันได้ ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ถือว่าถูกต้องโดยปริยาย ถึงไม่ถูกก็ทำอย่างไรได้ เพราะทำกันมาจนเลอะแล้ว ทั้งหัวหงอกและหัวดำ

บางอย่างเลอะจนไม่รู้ว่าจะเอายังไงกันแน่ เช่น เราสอนเด็กว่า เวลาผู้ใหญ่ให้ของ เด็กต้องยกมือไหว้นะจ๊ะ เด็กมันก็จดจำเอาไปปฏิบัติ พอถึงเวลาสำคัญผู้ใหญ่มอบรางวัลให้เด็ก (เช่น รางวัลดีเด่นผู้ชนะประกวดมารยาทและวัฒนธรรมไทย) เด็กยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมสวยงาม เห็นแล้วชื่นใจ

แต่แล้วความชื่นใจชั่วครู่ก็กลายเป็นความ “ขัดใจ” เมื่อผู้ใหญ่ยื่นมือให้เด็กจับตามแบบฝรั่ง เด็กบางคนยืนงงไม่จับตอบ หน้าแตกไปเลยก็มี (สมน้ำหน้า)

ขอเรียนถามผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตรงนี้เลยครับว่า ท่านจะเอาแบบไหนกันแน่

ผู้รู้ท่านหนึ่งท่านบอกว่า เวลาผู้ใหญ่อวยพรเด็ก อยากให้อะไรก็กล่าวไปเลย ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น “ขอให้เธอมีความสุขความเจริญ” อะไรก็ว่าไป แต่เวลาผู้น้อยอยากอวยพรผู้ใหญ่ควรอ้างอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นสักขีพยาน เช่น “ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขอให้คุณปู่จงอายุมั่นขวัญยืน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร (ให้นกน้อยๆ ได้เกาะรับประทานต่อไป)” อะไรอย่างนี้

อ้างพระศรีรัตนตรัย เพื่อเลี่ยงมิให้เด็กอวยพรผู้ใหญ่โดยตรง นับว่าเป็นทางออกที่ดี

ผมในฐานะผู้น้อยด้อยอาวุโส (ไม่อยากแก่ว่างั้นเถอะ) ขอให้คติธรรมสั้นๆ สำหรับต่อสู้กับชีวิตในกาลข้างหน้าสักบทเถอะครับ

“โคอาชาไนยตัวประเสริฐ
พลาดล้มแล้วลุกได้
สาวกของพระพุทธเจ้าเช่นเรา
จงถือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”

ครับ จะล้มสักกี่ครั้งกี่หนไม่สำคัญ สำคัญที่ล้มแล้วเราลุกขึ้นก้าวต่อไปหรือไม่!