ผมมีความยินดีอย่างมาก เมื่อราชบัณฑิตยสภาออกมาประกาศยอมรับว่าที่ตนเคยตีพิมพ์พจนานุกรมว่า “แซ็ว” (ฉบับ พ.ศ.2544) นั้นผิดเนื่องจากการพิสูจน์อักษรพลาด ยืนยันว่าให้สะกดว่า “แซว” ตามความนิยมเดิม-ที่ผมยินดีอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ย้อนหลังไปหนึ่งปี เพจต่างๆ เช่น เพจ “คำไทย” มายืนยันการสะกดว่า “แซ็ว” นั้นถูก-ถูกเพราะเห็นว่าในพจนานุกรมบัญญัติให้สะกดอย่างนี้ แล้วจึงอ้างเหตุผลต่างๆ เช่นว่า ไม้ไต่คู้ทำให้ออกเสียงสั้น เหมือนกับที่เราออกเสียงแซวสั้นๆ ดังนั้นการที่ไม้ไต่คู้จะไต่ไปอยู่บนตัว ซ. โซ่ นั้นจึงถูกต้อง-แต่เมื่อราชบัณฑิตยสภาออกมาประกาศว่าตนพิสูจน์อักษรผิด เหตุผลที่กล่าวอ้างมาก็เป็นอันตกไป
ที่ผมยินดี ก็ไม่ใช่ด้วยสาเหตุอื่น นอกจากว่ามันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าราชบัณฑิตยสภานั้นผิดได้-เขาไม่ได้ถูกเสมอไป-และอันที่จริง หากพูดมากไปกว่านั้น-เขาก็ไม่ใช่เจ้าของภาษาไทยด้วยซ้ำ ภาษาไทยเป็นภาษาของทุกคน มันเปลี่ยนแปลงได้ มันดีดดิ้นได้ และในยุคโซเชียลมีเดีย เราก็ได้มีโอกาสเห็นการผันรูปของภาษามากกว่ายุคอื่นๆ ด้วยความที่ทุกสังคม ทั้งสังคมที่เราสัมผัสได้ในโลกภายนอก และสังคมที่เราอาจไม่เคยมองเห็นมาก่อน ต่างไหลรวมกันมาอยู่บนหน้าจอ การแพร่กระจายของภาษาจึงเป็นไปได้อย่างสะดวกง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก
สำหรับผมแล้ว หากเปรียบภาษาเป็นเหมือนกับซอฟต์แวร์ ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโซเชียลมีเดีย ภาษาก็คงได้รับการพัฒนาให้เป็นซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่าในใจของบางคนอาจทำงานร่วมกับไฟล์ชนิดใหม่ไม่ได้ (คล้ายกับการเปิดไฟล์เอกสารใหม่ๆ ไม่ได้) เราจึงเห็นว่าเมื่อเปิดไม่ได้ ไม่เข้าใจ หรือเปิดได้แต่เวลาอ่านแล้วมีปัญหา จึงเกิดการแสดงออกถึงความหงุดหงิดอยู่เนืองๆ
เมื่อก่อนผมจะหงุดหงิดกับคำว่า ‘คะ-ค่ะ’ ที่บางคนเขียนสลับกัน (ซึ่งในจดหมายขอโทษของราชบัณฑิตยสภา ก็มีการกล่าวถึงคำคำนี้ว่า “คำลงท้ายที่ผู้หญิงใช้ค่อนข้างสับสน” “เวลาเขียนจึงควรช่วยกันเขียนให้ถูกต้องด้วย โดยให้จำไว้เสมอว่ารูปเขียนที่ถูกต้องคือ ‘คะ’ ‘ค่ะ’ ‘นะคะ’” คำคู่ ‘คะ-ค่ะ’ นี้มักเป็นประเด็นที่ใครหลายคนยกขึ้นมาด่าคนอื่นๆ เสมอ บนโลกออนไลน์ บ้างใช้เพื่อยั่วหรือแสดงให้เห็นถึงการใช้ภาษาของคนบางกลุ่มความขบขัน เช่น “รบกวนด้วยนะค่ะ” บางคนก็ยึดเอาว่าหากคนต้นทางเขียนคำว่า คะ-ค่ะ ผิดแล้ว ให้ถือว่าตรรกะที่ร่ายมานั้นผิดทั้งหมด ด้วยเหตุผล (ที่วิบัติ) หน่อยว่า “เขียนคะค่ะยังผิด แล้วจะไปรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
ในภาษาอังกฤษ คำที่ถกเถียงกันพอๆ กับ คะ-ค่ะ และมักถูกยกขึ้นมาเพื่อแสดงว่าอีกฝ่ายด้อยกว่าทางปัญญา (ซึ่งก็เป็นการแสดงที่ไม่ถูกต้องนัก) น่าจะเป็นคู่คำ-วลี your-you’re แต่มันก็ไม่ถูกยกขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกมากเท่าที่สังเกตได้ในภาษาไทย อันที่จริงแล้ว นักภาษาศาสตร์บางคนก็บอกว่า การเปลี่ยนแปลง (ที่หลายคนมองว่า) วิบัตินี้เป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ-หากย้อนกลับไปใช้คำเปรียบเทียบเดิมว่าภาษาคือซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือการเพิ่มฟังก์ชั่นหรือความสามารถใหม่ๆ ให้กับภาษา
Dr.Lauren Fonteyn นักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ให้สัมภาษณ์กับ Mashable ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาษาอังกฤษบนโลกโซเชียลมีเดียนั้นน่าตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นการพยายามจำลองหรือเพิ่มความสามารถให้ภาษาเขียนแสดงออกถึงความรู้สึกได้ดีพอๆ กับภาษาพูด เช่น การย่อคำโดยทอนเครื่องหมายวรรคตอนที่ไม่จำเป็นออก เช่น don’t กลายเป็น dont หรือตัวย่อเช่น ur (your) bc (because) หรือการใช้ตัวอักษรใหญ่เล็กเพื่อเน้นเสียงหรือดัดความหมาย เช่น เมื่อพูดถึงฉัน (I) แต่พูดด้วยตัวเล็ก (i) บางครั้งก็คือการสื่อความหมาย ‘ตัวฉัน’ ที่น้อยลง ในขณะที่การใช้ตัวใหญ่นำหน้า (ซึ่งเดิมทีใช้กับชื่อคนหรือชื่อเฉพาะ เช่น แบรนด์ ยี่ห้อ) ก็อาจเป็นการล้อเลียนหรือเล่นมุขตลกด้วยซ้ำ เช่น สมมุติว่าพูดถึง taylor swift เวลาส่งแชตคุยกับเพื่อน วัยรุ่นอาจไม่พิมพ์เป็น Taylor Swift นอกจากจะพูดในความหมายของ “The Taylor Swift” ซึ่งมีความหมายมากไปกว่าการระบุชื่อคนเฉยๆ
การใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างเช่น จุดฟุลสต๊อปก็มีความหมายเช่นกัน ในการส่งข้อความคุยกับเพื่อนหรืออัพเดตสเตตัสบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก วัยรุ่นอาจไม่ใส่ฟุลสต๊อปนอกจากต้องการสื่อความหมายบางประการ (เช่น โกรธ หรือพูดห้วนๆ) ในขณะที่สองจุด (..) หมายถึง “ทอดเสียงให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย” และสามจุด (…) หมายถึง “เงียบเพราะรำคาญหรือเก้ๆ กังๆ”
นอกจากจะใช้เครื่องหมายต่างๆ เพื่อจำลองการพูดต่อหน้าหรือสื่ออารมณ์แล้ว Fonteyn ยังบอกว่าในภาษาเขียนบนอินเตอร์เน็ต มีนวัตกรรมบางอย่างที่เพิ่มเติมความสามารถไปจากภาษาพูดปกติด้วย เช่น เครื่องหมาย TM (Trademark) ที่ใช้เพื่อเน้นประเด็นเพื่อความตลกขบขัน เช่น “Do you get the pointTM?” ซึ่งแปลว่าเธอเข้าใจ — ประเด็น — มั้ย แบบมีเซนส์ของความเสียดสีอยู่ด้วย ประดิษฐกรรมทั้งหมดนี้ทำให้ Fonteyn รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาต่อหน้า
ในภาษาไทยเอง เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เกิดจากเทคโนโลยีในลักษณะนี้เช่นกัน เช่น คำว่าเมพขิง, ฟหกด่าสว, การเขียนแบบเว้นบรรทัดเยอะๆ, การใช้จุดเพื่อคั่นระหว่างบรรทัดให้ห่างขึ้นในเฟซบุ๊ก,
การใช้เครื่องหมายสแลช [/] เพื่อสื่อถึงกิริยา เช่น /โบกมือ ซึ่งคล้ายกับภาษาอังกฤษ, การเติม ร เรือ หรือ ล ลิง ในที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น มร่าย, การผันตัวสะกดไปเป็นแม่อื่นๆ เช่น ครัฟ, การลากหรือหดเสียง เช่น ทั่น ขรั่บ อ่าาาาา, แต่ทั้งหมดนี้ก็ดูไม่มีสิ่งไหนร้ายแรงเท่าข้อหาที่เกิดขึ้นกับคำว่า คะ ค่ะ (เพราะเป็นหลักการใช้วรรณยุกต์พื้นฐานที่หลายคนถือว่าจะผิดเพี้ยนไม่ได้)
ปรากฏการณ์คล้ายกับ คะ/ค่ะ เกิดขึ้นกับคำว่า Espresso / Expresso (สะกดด้วยตัว X เหมือน Express ที่แปลว่าด่วน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้รู้จะบอกว่าผิด เพราะเป็นรากศัพท์ที่แตกต่างจากคำอิตาเลียนดั้งเดิม) มีผู้ทำงานค้นคว้าวิจัยทางสถิติการใช้ไว้ และตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า “เมื่อไหร่ถึงจะถือว่าการสะกดแบบหนึ่งถูก” ซึ่งหมายถึงว่า-จะต้องมีการใช้อย่างแพร่หลายแค่ไหน การสะกดที่เคยถือว่า ‘ผิด’ จึงกลายเป็น ‘ถูก’ (เพราะคนส่วนใหญ่ใช้แบบนั้น) ได้
คำตอบที่งานวิจัยดังกล่าวเสนอออกมาอาจทำให้คอกาแฟหลายคนไม่พอใจ-เขาเสนอว่า ในเชิงสถิติการใช้งานแล้ว คำว่า Ex-presso ควรจะถูกต้องพอๆ กับ Espresso (ผู้สนใจสามารถอ่านงานวิจัยดังกล่าวได้ที่ http://blog.wolfram.com/2017/11/30/finding-x-in-espresso-adventures-in-computational-lexicology/)
ปัจจุบัน คำว่า “นะค่ะ” แพร่หลายจนกระทั่งในชีวิตจริงก็เริ่มมีการบันทึกแล้วว่ามีผู้พูดคำว่า “นะค่ะ” ออกมาจริงๆ
คำถามก็คือ หากเราคิดว่าภาษาเป็นเรื่องของผู้ใช้ และในวันหนึ่งมีผู้พูดและผู้พิมพ์มากกว่า “นะคะ” แล้ว เราจะยอมรับมันไหมค่ะ?

