เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2559 ในความทรงจำของ “ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ปี 2532” และได้รับรางวัลเกียรติยศความซื่อสัตย์สุจริตของ ป.ป.ช. อยากฝากว่า ข้าราชการ คือ ผู้เป็นข้าพระบาทของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ยึดมั่นความถูกต้อง ซื่อตรง จริงใจ และมีระเบียบวินัย ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนได้รับการฝึกอบรมมาตั้งแต่แรกเริ่มต้นเข้ารับราชการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนจะกำหนดให้เราได้เรียนรู้และแก้ปัญหาในหลายๆ หลักสูตรตามวาระและบทบาทหน้าที่รับผิดชอบแต่ละห้วงเวลา
ข้าพเจ้าอยากให้ทัศนคตินี้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ที่จะเป็นเอกลักษณ์แห่งการยอมรับนับถือของพี่น้องประชาชน และเป็นจิตวิญญาณของผู้เป็นข้าราชการ อย่าให้นักการเมืองคนใดหรือพรรคใดมาลบล้างความมุ่งมั่นประการนี้
นับเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ทางการเมืองพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ข้าราชการของประชาชน ข้าราชการของแผ่นดิน ไปเป็นคนของพรรคการเมือง เป็นพนักงานของภาคธุรกิจเอกชน เพื่อทำหน้าที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพลให้กับเขาอย่างไม่ถูกต้อง กับอีกทั้งระบบวงศาคณาญาติ ชนิดไม่มีอารยประเทศไหนเขากระทำ เราต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด ถือเป็นความด่างพร้อยในช่วงเวลาหลายปี อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบถือเป็นสิ่งคู่ขนาน อย่าให้การใช้อำนาจเกินเลยความรับผิดชอบที่จะทำให้องค์กรและประเทศชาติเกิดความเสียหาย เราทุกคนต้องช่วยกันฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันข้าราชการให้กลับมาเข้มแข็งด้วยการสร้างความรู้-รัก-สามัคคีให้เกิดขึ้น ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลและแนวนโยบายประชารัฐเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา
หลังเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะทำได้ยาก หากมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และเงินกับอำนาจยังเป็นคำตอบแก่คนที่อยู่ในแวดวงราชการงานเมือง คนมุ่งมั่นก็ยังมุ่งมั่นต่อไปไม่จบ สัตย์ซื่อก็ยังสัตย์ซื่อที่เป็นความหวัง ดื้อรั้นกับทุจริตก็ยังเป็นกันอยู่เช่นนั้น และการให้ร้ายป้ายสีก็ยังไม่เกรงกลัวต่อบาปบุญคุณโทษอยู่วันยังค่ำ หลายๆ พฤติกรรมเหมือนอยู่กันคนละซีกโลก ทั้งที่เป็นคนชาติเดียวกันและต้องรักใคร่สามัคคีกัน แต่นี่กลับมีบุคคลที่พูดจาลบหลู่ดูหมิ่นชาติประเทศตนเอง ไปว่ากล่าวก่อตั้งขบวนการถึงต่างแดนอย่างไม่ละอาย ยุยงให้คนไทยขัดแย้งเป็นศัตรูเข้าหากัน คงเป็นด้วยเงินที่ชี้นำได้ในหลายๆ เรื่องทางการเมืองเช่นนี้ เหมือนยาเสพติดที่มีไว้ให้คนไม่ดีเสพและขาย
สิ่งนี้มีที่มาจากความพยายามอันเป็นความตั้งใจจะแบ่งแยกผู้คนออกเป็นสี เป็นฝ่าย เป็นศัตรูมาโดยตลอด หาใช่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติไม่ และลงไปลึกมากด้วยการกระทำที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นแผนและมีเป้าหมาย
วันนี้เราก็ยังเห็นคนทำความผิดที่ไม่เคารพตัวบทกฎหมาย เดินหาเสียงหาคะแนนนิยมจากผู้คน โดยหวังเอาประชาชนมาเป็นเกราะกำบัง แทนที่จะยึดมั่นความดีความถูกต้องเป็นเกราะกำบังตน
คำสอนในทางรัฐศาสตร์การปกครองบทหนึ่งที่ไม่เคยล้าสมัย กล่าวว่า หากสังคมใดกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำปราศจากคุณธรรมจริยธรรม ไม่มีความเมตตากรุณา มองแต่เพียงเรื่องการสร้างคะแนนนิยมชมชอบแก่ตนเองและพวกพ้องแทนความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน ไม่ยึดปรัชญา “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” หลักคิดประชาธิปไตยจะเกิดพัฒนาการไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนได้ยากยิ่ง หากผู้อยู่ในแวดวงการเมืองมีแนวคิดเสียเช่นนี้
บทบาทของข้าราชการในวันนี้ หากเปรียบเทียบกลับไปถึงสมัยสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะเห็นว่า สมเด็จฯทรงสอนแก่ลูกศิษย์สวนกุหลาบฯตั้งแต่ครั้งกระนั้นว่า “ข้าราชการเป็นข้าของแผ่นดิน” นั่นคือ ความเสียสละทั้งหลายทั้งปวงเพื่อบ้านเพื่อเมือง ข้าราชการ คือ ผู้รักษาเกียรติยศและชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศชาติ ท่านสอนว่าข้าราชการต้องมี “ไอดอล” ในการดำรงชีวิต เพื่อการมีตัวอย่างหรือมีกรอบการปฏิบัติราชการที่เหมาะสมไม่มีไม่ได้
สําหรับตัวข้าพเจ้าโชคดีที่มีบุพการีรับราชการ จึงเรียนรู้จากท่านมาตลอดชีวิต พ่อข้าพเจ้าเสียสละใหญ่หลวง ไม่โลภโมโทสัน โดยได้ดำรงรักษาวังของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ในฐานะทายาทชั้นหลานผู้รับมรดก เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ หอสมุดฯ และหอภาพ แหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์การปกครองแก่ลูกหลานเยาวชนและข้าราชการ จนมีชื่อเสียงไปทั่วในปัจจุบัน ทั้งที่มีผู้ติดต่อขอซื้อขอเช่าพื้นที่นับเป็นเงินมากมายมหาศาล แต่พ่อปฏิเสธและเชื้อเชิญเขากลับไป ตัวอย่างใกล้ตัวเราหรือไอดอลดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากของผู้เป็นข้าราชการ ข้าพเจ้ามองพลเอก สิทธิ จิรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในดวงใจตั้งแต่เริ่มต้นเข้ารับราชการเมื่อกว่า 30 ปีก่อน นายดำรง สุนทรศารทูล และนายพิศาล มูลศาสตรสาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งสองท่าน ผู้มีความรอบรู้ มีความสามารถ บรรพชนท่านจึงสอนให้เรามีแบบอย่างของความดี ไม่ใช่ความไม่ดี
ห้วงเวลาของการรับราชการในส่วนภูมิภาคในหน้าที่สุดท้ายของข้าพเจ้า คือผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมและจังหวัดเชียงใหม่ ได้พบปัญหาและแก้ปัญหาในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งรุนแรงอันเกิดจากปัญหาทางการเมือง เรื่องของสีทางการเมือง ได้เรียนรู้และเห็นเป็นสัจธรรมว่า งานในพื้นที่ในระดับจังหวัดหรืออำเภอ หากเราผู้ปฏิบัติมีความเพียร ความสำเร็จจะเกิดขึ้นตามมาได้มาก ธรรมย่อมชนะอธรรมวันยังค่ำ และประชาชนจะอยู่ข้างความถูกต้องเสมอ ไม่ใช่ความชั่ว ความคดโกง หรือการโกหก หลอกลวง การรับราชการส่วนภูมิภาคให้ข้อคิดประการสำคัญในเรื่องบทบาทของจังหวัดที่เป็นตัวเชื่อมโยงรัฐบาลหรือราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ทั้ง 3 ส่วน หรือ 3 ระดับ จึงต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยง (Connectivity) ที่เหมาะสม และมีการคานอำนาจระหว่างกันที่สามารถตรวจสอบได้ จะขาดซึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ในความเป็นประเทศไทย
คติธรรมที่ข้าพเจ้ายึดมั่นตลอดมา คือ “ข้าราชการมิใช่อภิสิทธิ์ชน หากแต่จะต้องบำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างของคนดีแก่สังคม” ตามพระดำรัสคำสอนขององค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

