หน้าแรก คอลัมนิสต์ การกลับมาของ ...

การกลับมาของ ‘Brinkmanship’ สู่สงครามโลกครั้งที่ 3 โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

18.04.18 | 09:09 น.
การยิงขีปนาวุธจากเรือรบสหรัฐสู่เป้าหมายในซีเรียเมื่อวันที่ 15 เม.ย.นี้

Brinkmanship แปลโดยพจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทยของสอ เสถบุตรว่า “การเสี่ยงภัยจนถีงขีดอันตราย” ซึ่งมักจะทำให้งงมากกว่าเข้าใจ แต่ถ้าอธิบายว่า Brinkmanship คือเกมการเสี่ยงแบบว่าการเผชิญหน้าจ้องตาเขม็งระหว่างคนที่เป็นศัตรูกันที่มีปืน 2 คน ซึ่งหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมถอยหรือถอนตัวออกไปก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่งหรือตายทั้งคู่ ก็คงพอจะเห็นรูปภาพของคำว่า Brinkmanship บังเอิญคำว่า Blink ก็แปลว่ากะพริบตาพอดีจึงพอจะผสมผเสปนเปกันไปว่าเหมือนกับคาวบอย (กลุ่มคนขี่ม้า ยิงปืน และต้อนฝูงสัตว์บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอเมริกาเมื่อครั้งยุคบุกเบิกประเทศ) ตอนจะดวลปืนกันนั่นแหละครับคือ Brinkmanship

อีทีนี้ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ คำว่า Brinkmanship ถูกอ้างถึงมากในกรณีวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) คือการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาฝ่ายหนึ่ง กับสหภาพโซเวียตและประเทศคิวบาอีกฝ่ายหนึ่ง ในช่วงเวลาที่สงครามเย็นอยู่ในช่วงความตึงเครียดจนเกือบจะกลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 โดยการเผชิญหน้าเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2505 เมื่อเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาได้ถ่ายรูปฐานปล่อยขีปนาวุธกำลังถูกสร้างขึ้นในเกาะคิวบา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสหรัฐอเมริกาเพียง 150 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่าขีปนาวุธจากคิวบาสามารถยิงเข้าสหรัฐอเมริกาได้ทุกจุดซึ่งเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรงต่อสหรัฐอเมริกาจากสหภาพโซเวียต

ทางสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ตอบโต้อย่างเด็ดขาดโดยประกาศกำหนดมาตรการกักกัน ส่งเรือรบเข้าปิดล้อมคิวบา ห้ามเรือบรรทุกสินค้าทุกลำผ่านเข้ามาในน่านน้ำทะเลแคริบเบียน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2505 พร้อมกับดำเนินวิธีทางการทูตอย่างที่เรียกกันว่า Brinkmanship กับสหภาพโซเวียตอย่างจริงจัง หลังจากการเผชิญหน้าผ่านการโต้ตอบทางการทูตอย่างเคร่งเครียดได้ 5 วัน ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2505 นายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ก็ยอมตกลงถอนขีปนาวุธของตนออกจากคิวบาโดยแลกเปลี่ยนกับที่สหรัฐอเมริกาจะถอนขีปนาวุธทั้งหมดในตุรกีตามแนวชายแดนสหภาพโซเวียตเพื่อแลกกับการที่สหภาพโซเวียตนำขีปนาวุธออกจากคิวบา แต่เนื่องมาจากการถอนขีปนาวุธออกจากตุรกีไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานั้น ครุสชอฟจึงดูเหมือนว่าพ่ายแพ้และกลายเป็นคนอ่อนแอ ทำให้นายนิกิตา ครุสชอฟ ถูกยึดอำนาจและปลดออกจากตำแหน่ง 2 ปีหลังจากนั้น

จากกราฟิกมติชนรายวัน : รายละเอียดการโจมตีซีเรีย

คราวนี้ขอเล่าถึงประวัติการใช้สารเคมีเป็นอาวุธสงครามว่ามีการใช้สารเคมีในสงครามกันมาตั้งแต่โบราณ จนกระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ.2457-2461) เป็นสงครามที่เรียกกันว่า “สงครามก๊าซพิษ” เพราะมีการใช้ก๊าซพิษ ทั้ง“คลอรีนฟอสจีน” และ “ก๊าซน้ำตา” ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกาได้เป็นผู้นำในการตกลงทำอนุสัญญาเจนีวา ในปี พ.ศ.2468 ว่าด้วยเรื่องของการห้ามใช้สารพิษในสงคราม รวมทั้งยังได้ห้ามสงครามแบคทีเรียด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการใช้สารพิษในสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้าง แต่ไม่มากนัก

ทั้งสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีโอบามาและฝรั่งเศสในสมัยประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ โอลลองด์ ต่างประกาศว่าการใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองของซีเรียนั้นเป็นเส้นสีแดง (Red line) ที่ทั้ง 2 ประเทศจะจัดการตอบโต้อย่างสาสมในการใช้อาวุธเคมีในสงครามครั้งนี้แต่ไม่เคยกล้าลงมืออย่างจริงจัง มีเพียงคำขู่ครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองซีเรียมาตั้งแต่ พ.ศ.2554 จนกระทั่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2560 และนายเอ็มมานูแอล มาครง ก็เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งประเทศฝรั่งเศสในปีเดียวกัน จึงเริ่มมีการปฏิบัติการจริงด้วยการโจมตีซีเรียโดยขีปนาวุธ 59 ลูกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2560 โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการโจมตีฐานทัพอากาศของซีเรียซึ่งเป็นสถานที่เปิดปฏิบัติการโจมตีใส่พลเรือนโดยใช้อาวุธเคมีประเภทสารทำลายระบบประสาท จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนก่อนหน้านั้น

Advertisement

ในวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมานี้ (พ.ศ.2561) มีการโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลในจังหวัดอิดลิบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 58 ราย และในจำนวนนี้ 11 รายเป็นเด็ก โดยการโจมตีด้วยสารเคมีไม่ทราบชนิดซึ่งอาจเป็นก๊าซพิษซารินนั้น ยังทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยที่เข้าช่วยเหลือยังหายใจไม่ออกและมีน้ำลายฟูมปาก โดยด้านรัฐบาลซีเรียปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือโจมตีด้วยอาวุธเคมีดังกล่าว ส่วนทางการรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของรัฐบาลซีเรียก็ปฏิเสธเช่นกันไม่ได้เป็นผู้โจมตีทางอากาศซ้ำที่โรงพยาบาลซึ่งกำลังรักษาผู้ป่วยและบาดเจ็บจากอาวุธเคมีดังกล่าว การโจมตีด้วยอาวุธเคมีครั้งล่าสุดเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ดังนั้นในวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดต่อรัฐบาลซีเรียนับตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองที่นั่นโดยใช้ขีปนาวุธติดระเบิด 105 ลูก และถูกเป้าหมายที่เก็บอาวุธเคมีใน 2 เมือง คือที่กรุงดามัสกัส 133 ลูก ที่เมืองฮอมส์ 22 ลูก โดยถูกเป้า 105 ลูก เพื่อตอบโต้ที่ซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีสังหารประชาชน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แถลงว่าการโจมตีมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่เกี่ยวพันกับขีดความสามารถด้านอาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งรัสเซียผู้ส่งทหารไปช่วยทางฝ่ายรัฐบาลซีเรียรบอย่างเปิดเผยอ้างว่าจากจรวดต่อต้านขีปนาวุธของรัสเซียที่นำมาให้ซีเรียไว้ใช้ป้องกันตัวสามารถยิงขีปนาวุธของอเมริกันระเบิดกลางอากาศได้ 71 ลูก โดยยังไม่มีการพิสูจน์ว่าการให้ข่าวของใครแม่นตรงกว่ากัน

สรุปตอนนี้ก็คือการกลับมาของ Brinkmanship กันอีกครั้ง เพราะมหาอำนาจ 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันโดยตรงอยู่แล้ว แต่ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลอะไรเลยนะครับ เนื่องจากการถล่มซีเรียครั้งนี้แม้ถือว่าเป็นการโจมตีซีเรียครั้งใหญ่ที่สุดโดยสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษเป็นเพียงการลงโทษซีเรียจากการใช้อาวุธเคมีเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจอะไรในซีเรียเลย รัฐบาลซีเรียภายใต้การสนับสนุนของรัสเซียก็คงจะได้รับชัยชนะจากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ได้ในที่สุด ไม่ได้กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงอะไรเลยของทั้งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและอังกฤษ เป็นเพียงการเล่นละครหักหน้ารัสเซียนิดหน่อยเท่านั้นเอง

หุ้นจะตก ทองคำ น้ำมัน และแก๊สจะขึ้นราคาก็เดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละครับ เพราะเป็นเพียงข้อแก้ตัวที่ตลาดเหล่านี้อ่อนไหวเป็นปกติอยู่แล้ว โถ ! ซีเรียขุดน้ำมันได้ไม่ถึง 1% ของโลก และแหล่งผลิตน้ำมันของซีเรียก็ไม่ได้รับความกระเทือนจากการโจมตีครั้งนี้เลยด้วยซ้ำไป