หลังจากที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ซึ่งมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ได้เสนอแผนการปฏิรูปตำรวจต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ คณะรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติขึ้น โดยให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีกรรมการรวมทั้งสิ้น 16 คน มีนายตำรวจร่วมอยู่ด้วย 2 คนคือ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว นายมีชัยได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า คณะกรรมการชุดที่ตนเป็นประธานสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหา และไม่จำเป็นต้องยึดแผนการปฏิรูปของคณะกรรมการชุดที่ พล.อ.บุญสร้างเป็นประธาน นายมีชัยกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูปชุดของ พล.อ.บุญสร้างยังไม่มีความเด็ดขาดในการปฏิรูปและเกรงใจตำรวจอยู่ เพราะฉะนั้น จึงจะต้องปรับแก้ไขใหม่ และมั่นใจว่าคณะกรรมการชุดของตนจะพิจารณาจากแก่นปัญหาได้อย่างแท้จริงโดยไม่เกรงใจใคร และจะยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญในการปฏิรูปสองเรื่องคือ การศึกษา และตำรวจ
นายมีชัยกล่าวด้วยว่า การร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่จะเสร็จไม่ทันการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเดือนตุลาคม 2561 เพราะฉะนั้น จึงต้องดำเนินการตามหลักอาวุโส ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามความในวรรคสุดท้ายของมาตรา 260 ของรัฐธรรมนูญ และหากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ ผู้เกี่ยวข้องก็สามารถฟ้องร้องได้เลย
จนถึงบัดนี้ คณะรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในราชกิจจานุเบกษา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติจะถูกแก้ไขเพิ่มเติม ในปี พ.ศ.2550 รัฐบาลชุดของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้เคยเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนั้นโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน) เป็นไปโดยล่าช้า เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกายอมให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยเข้าร่วมประชุมอภิปรายด้วย จนสภานิติบัญญัติแห่งชาติหมดอายุไปเสียก่อน และร่างกฎหมายฉบับนั้นตกไป
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กว่าการปฏิรูปตำรวจในด้านอื่นๆ จะสำเร็จเห็นเป็นรูปธรรมก็คงจะกินเวลาแรมปี แต่เฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่จะกระทำภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะต้องใช้หลักอาวุโสตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นไปอย่างเป็นธรรมเพียงใด โปร่งใสหรือไม่ ก็คงจะต้องดูจากหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีจะวางและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในระหว่างนี้ สิ่งที่ข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะผู้ที่กำลังหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งควรกระทำก็คือ ศึกษากฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ และเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เมื่อเห็นว่าการแต่งตั้งเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่โปร่งใส จะได้สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษหรือฟ้องร้องผู้กระทำผิดต่อผู้มีอำนาจหรือต่อศาลต่อไป
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี 2552 ซึ่งมีผมเป็นประธาน ได้รับอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี (คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ให้จัดพิมพ์และแจกจ่ายหนังสือชื่อ “คู่มือการตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี” ซึ่งอาจารย์ ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความ และกรรมการผู้หนึ่ง ได้อุตสาหะรวบรวมประมวลกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกรณีตัวอย่างมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ สะดวกแก่การที่จะตรวจสอบการแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาว่าเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ และหากประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง เช่น ในการประชุมพิจารณาแต่งตั้ง (ซึ่งที่แล้วมาถือเป็นเรื่องปกปิด) หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีคำแนะนำวิธียื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อบังคับให้ผู้บังคับบัญชาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย
หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์แจกจ่ายไป 20,000 เล่มทั่วประเทศ และน่าจะยังพอหาได้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยและของตำรวจ

