คําบางคำ หรือการตัดสินใจบางอย่างนั้น เมื่อพูดออกมาแล้วอาจจะไม่ได้ทำให้ความขัดแย้ง หรือความรู้สึกปั่นป่วนทางความรู้สึกนั้นสงบลงได้
เช่นเมื่อมีความขัดแย้ง หรือแรงตึงเครียดในเรื่องเรื่องหนึ่งแล้วเกิดการอธิบายว่าสิ่งนั้นถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ เพราะคำว่า “ถูกต้องตามกฎหมาย” กับคำว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” นั้นเป็นเรื่องที่อาจไม่ได้ซ้อนทับกันพอดี
ยิ่งในสังคมที่ให้ความสำคัญกับคำว่า “ถูกต้อง” มากกว่าเรื่องกฎหมายแล้ว ยิ่งอ้างอิงว่ากฎหมายคือความถูกต้องไปเสียทุกเรื่องยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการตัดสินใจในเรื่องเหล่านั้นได้ไม่ยาก
ยิ่งในสังคมที่มีการพูดคำว่า “กฎหมายให้อำนาจเอาไว้ให้สามารถกระทำได้” คำว่า “กฎหมายให้อำนาจเอาไว้” ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสงสัยเคลือบแคลงใจเข้าไปอีก ในสถานการณ์ที่สถาบันที่อ้างอิงเรื่องดังกล่าวนั้นเริ่มเสื่อมความชอบธรรมลง
เมื่อนั้นเราจะเริ่มเห็นช่องว่าง หรือรอยปริแยกของ “ความยุติธรรมทางกฎหมาย” (คือสิ่งที่กฎหมายระบุว่ายุติธรรม) กับ “ความยุติธรรมในมิติอื่นๆ” อาทิ เรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (environmental justice) ที่มิได้มีจุดอ้างอิงไปที่ตัวกฎหมายเท่านั้น

แต่ยังมีจุดอ้างอิงในเรื่องอื่นๆ ด้วย อาทิ เรื่องของแนวคิดเรื่องความยุติธรรม และเรื่องของความสัมพันธ์ในการกระจายสิ่งแวดล้อมให้กับผู้คนและชุมชน
ในทางหลักวิชาแล้ว เราจะแบ่งเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมออกเป็นสองแบบใหญ่ๆ
หนึ่งคือ ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (environmental justice)
สองคือ ความยุติธรรมทางนิเวศวิทยา (ecological justice)
อธิบายง่ายๆ ว่า ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมมักจะมองธรรมชาติในฐานะ “สิ่งแวดล้อม” ของมนุษย์ นั่นก็คือ เราจะถกเถียงกันว่าธรรมชาติเป็นทรัพยากรของเรา ทีนี้เราจะกระจายและเข้าถึงมันอย่างไร ใครมีสิทธิใช้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ (ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายในลำดับต่อไป)
ขณะที่ความยุติธรรมทางนิเวศนวิทยานั้นมองธรรมชาติในฐานะ “ระบบนิเวศ” และคนไม่ได้เป็นศูนย์กลางของมุมมองในเรื่องนี้ ธรรมชาติไม่ได้เป็นของเราหรือของใคร แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หรือเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอย่างไร ในแง่นี้เราอาจเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเสือดำ ให้ผีเสื้อ ให้เห็ด หรือให้ต้นไม้อื่นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมแล้ว เรามักจะเน้นไปที่ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในแบบแรกมากกว่าความยุติธรรมทางนิเวศวิทยา
เรื่องที่ออกจะซับซ้อนเพิ่มเข้าไปอีกก็คือ โดยทั่วไปแล้ว ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมนั้นมักจะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่าคนแต่ละกลุ่มนั้นจะเข้าถึงทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างเสมอภาคกันอย่างไร ภายใต้สมมุติฐานว่าศาลนั้นเป็นที่พึ่งในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างกลุ่มคน หรือระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชน ระหว่างคนผิวสีกับคนผิวขาว ระหว่างชุมชนคนพื้นเมืองกับคนทั่วไป
กล่าวง่ายๆ ว่ากรณีที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมกับศาลที่เข้าไปถือครองทรัพยากรเองนั้นมีน้อยมาก คือในหลายกรณีในโลกอาจจะมีการที่รัฐหรือทุนเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรจากประชาชน แต่กลไกที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทนั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเองนั้นอาจจะมีน้อยรายเอามากๆ
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในเรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมก็คือ ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของแนวคิดที่เป็นที่เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย แล้วก็มีการนำไปปรับใช้ในการตัดสินกรณีพิพาท
แต่ความซับซ้อนของเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมอยู่ที่เรื่องสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรก คือข้อถกเถียงในเรื่องของแนวคิดเรื่องความยุติธรรมเอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ด้วยว่าแนวคิดเรื่องความยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มีการตีความกันมากมาย และพัฒนาการในการให้คำจำกัดความที่กว้างขวางครอบคลุมขึ้นเรื่อยๆ มากไปกว่าแค่เรื่องของความไม่ผิดกฎหมาย หรือสิ่งที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้
เรื่องที่สอง เรื่องความซับซ้อนในเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมนั้นก็คือเรื่องที่ว่า คำจำกัดความเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ต่อรองกันระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกับคู่กรณีของเขา กล่าวคือ คำจำกัดความเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องตายตัวที่จะจบลงง่ายๆ ว่าตามกฎหมายนั้นพื้นที่นี้เป็นของใครแล้วฉันก็มีสิทธิที่จะทำได้
ทั้งนี้ เพราะว่าความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมมันเชื่อมโยงกับการผลักดันแนวคิดอื่นๆ ให้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องของประชาธิปไตย เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องของสิทธิพลเมือง และเรื่องของสิทธิมนุษยชน

การเคลื่อนไหวในเรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในหลายครั้งนั้น มีการใช้การผลักดันในเรื่องของสิทธิพลเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น การพยายามต่อสู้เรื่องความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในหลายครั้งมักจะเกี่ยวพันกับการยกเอาข้อกล่าวหาว่า โครงการบางโครงการนั้นแฝงฝังไปด้วยอคติทางเชื้อชาติและชาติกำเนิด อาทิ การนำเอาพื้นที่จำกัดขยะไปไว้ใกล้ชุมชนผิวสีหรือชุมชนพื้นเมือง อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการจะอ้างเพียงแค่ว่าพื้นที่นั้นเป็นที่ของใครและใครมีอำนาจในการใช้บ้างตามกฎหมายก็ไม่พอที่สถาปนาสิทธิในการเข้าถึง ผูกขาด และกีดกันสิ่งแวดล้อมของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่จะต้องคำนึงถึงมิติอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นๆ ประกอบกันด้วย
กล่าวโดยสรุปในส่วนนี้ก็คือ คำจำกัดความเรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้มีลักษณะที่ตายตัว แต่มีลักษณะที่ขยาย (หรือหดตัว) ไปตามการเผชิญหน้าและการต่อสู้ต่อรองกันของผู้คนในสังคมในแต่ละกรณีไป และขึ้นอยู่กับอำนาจของแต่ละฝ่ายในแต่ละกรณีไปด้วย
ทีนี้ลองพิจารณาในเรื่องของตัวประเด็นเรื่องความยุติธรรมบ้าง ซึ่งประเด็นเรื่องความยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่แต่ในปริมณฑลของนิติศาสตร์เท่านั้น ในทฤษฎีการเมืองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความยุติธรรมอยู่มาก โดยเฉพาะในข้อถกเถียงในปัจจุบัน
ในรอบสามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ความยุติธรรมในมิติของทฤษฎีการเมืองมักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของการถกเถียงว่า เราจะกระจายหรือแบ่งสรร (distribution) ทรัพยากรหรือคุณค่า หรือสิ่งต่างๆ ในสังคมได้อย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความเข้าใจ “กระบวนการในการแบ่งสรร” สิ่งต่างๆ เพื่อที่จะยืนยันได้ว่ากระบวนการนั้นมันยุติธรรมพอไหม (อาทิ ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามีสถานะไหนในสังคมอยู่ก่อนแล้ว เราจะวางระบบการแบ่งสรรทรัพยากรอย่างไรให้แต่ละฝ่ายได้โอกาสในการได้รับการแบ่งสรรดังกล่าว)
ในลำดับต่อมา เริ่มมีการตั้งคำถามมากขึ้นว่า เมื่อพิจารณาเรื่องความยุติธรรมนั้น เราจะสนใจแค่การสร้างสถาบันหรือกระบวนการที่เป็นธรรมในการกระจายหรือกำหนดการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นไม่ได้ เราจะต้องเข้าไปศึกษาด้วยว่า นอกจากกระบวนการที่เราคิดว่าเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแล้ว เราจะต้องศึกษาที่มาที่ไปของระบบการจัดสรรทรัพยากรแบบเดิม (ที่เราเชื่อว่าไม่เป็นธรรม) และเข้าใจกระบวนการในการก่อร่างสร้างและสืบสานการแบ่งสรรทรัพยากรในแบบเดิมที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย
ในมิติต่อมาจากตัวการแบ่งสรรทรัพยากรเองนั้น เรื่องของความยุติธรรมโดยเฉพาะความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมจะต้องเกี่ยวพันกับมิติของการยอมรับ (recognition) ของการแบ่งสรรทรัพยากรด้วย กล่าวคือ จะทำอย่างไรให้แต่ละฝ่ายยอมรับกระบวนการแบ่งสรรทรัพยากรในแบบที่เชื่อว่าเป็นธรรมมากกว่า มิเช่นนั้นเราอาจจะเจอทั้งสภาวะเผชิญหน้ากัน หรือสภาวะที่คู่กรณีไม่ปรากฏตัวในกระบวนการไกล่เกลี่ยด้วยซ้ำ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับประเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ก็คือ มิติของการยอมรับเรื่องความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมนั้นมันเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปดูไม่ใช่แค่ว่าจะออกแบบกระบวนการแบ่งสรรทรัพยากรอย่างไร แต่ต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมานั้นถ้าเรามองว่ากระบวนการการแบ่งสรรนั้นมันไม่เป็นธรรม หรือกระบวนการแบ่งสรรในรอบนี้เรารู้สึกมันไม่เป็นธรรมแม้ว่ามันจะไม่ผิดกฎหมาย เราก็จะต้องทำความเข้าใจที่มาที่ไปก่อนว่า ทำไมกระบวนการดังกล่าวมันเกิดขึ้นได้ (มากกว่าแค่ตั้งคำถามว่าใครเป็นคนอนุมัติ)
มิติที่สามต่อจากเรื่องของการแบ่งสรร และเรื่องของการยอมรับหรือตระหนักร่วมกันถึงกระบวนการแบ่งสรรก็คือ มิติในเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องของศักยภาพหรือสมรรถนะ/สมรรถภาพของผู้คนและชุมชนที่จะพัฒนาตัวตนของเขาให้บรรลุศักยภาพสูงสุด (capability) กล่าวคือเวลาที่เราพูดถึงความไม่ยุติธรรม หรือไม่เป็นธรรมในทางสิ่งแวดล้อม เรากำลังพูดถึงเรื่องของการแบ่งสรรหรือการเข้าถึงทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมนั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ยุติธรรมในความหมายที่ว่า มันก่อให้เกิดการที่ผู้คนหรือชุมชนเหล่านั้นถูกสกัดขัดขวางไม่ให้บรรลุศักยภาพของเขา หรือสามารถเป็นส่วนที่สำคัญและทำหน้าที่บงการในสังคมนั้นๆ ได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่มากไปกว่าเรื่องของการเข้าไม่ถึงทรัพยากร (สิ่งแวดล้อม) แต่เราที่ต่อเนื่องไปว่าการถูกกีดกันและเข้าไม่ถึงนั้นมันสกัดกั้นความเป็นไปได้ในการพัฒนาศักยภาพของคน กลุ่มคน หรือชุมชนเหล่านั้นต่อภาพรวมของสังคมอย่างไร
อาทิ การที่คนกลุ่มหนึ่งจะได้สิทธิเข้าไปใช้ชีวิตอันหรูหราในพื้นที่ป่านั้น มันจะช่วยให้คนอื่น หรือกีดกันคนอื่นๆ ให้เขาไร้ซึ่งโอกาสและศักยภาพในการบรรลุถึงตัวตนของเขา หรือความเป็นชุมชนของเขาแค่ไหนอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องขององค์รวมที่ประกอบขึ้นมาจากหลายส่วน
ในมิติที่สี่ที่ถือเป็นมิติสุดท้ายของความยุติธรรมที่มักจะโต้เถียงกันและมีการพูดถึงเพิ่มขึ้นในเรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมในความยุติธรรม (participation) กล่าวคือ การจะกำหนดว่ากระบวนการไหนยุติธรรมนั้นมันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลที่คนกลุ่มหนึ่งจะมีสิทธิเข้าถึงและกำหนดได้เสมอไป แต่มันเป็นเรื่องที่จะต้องเปิดกว้างให้แต่ละฝ่ายเข้าไปมีส่วนในการต่อรองและตัดสินใจร่วมกันให้ได้มากที่สุด

เรื่องของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่นำมากล่าวถึงในสัปดาห์นี้น่าจะพอเป็นประเด็นที่ทำให้เราน่าจะร่วมหาทางออกในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญอยู่มากไปกว่าแค่การอ้างอิงเรื่องของกฎหมาย หรือสัญญาที่ทำไปแล้ว หรือข้ออ้างเรื่องงบประมาณ หรือการโทษคนใดคนหนึ่ง มาสู่การตั้งหลักใหม่ว่า กฎหมายนั้นไม่ใช่มิติเดียวของความยุติธรรมและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะข้ออ้างทางกฎหมายที่อ้างนั้นโดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่เป็นการอ้างอำนาจความเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือทรัพยากร มากกว่าความเข้าใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมในแง่ของนิเวศวิทยา และความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมทางสังคมที่กว้างไปกว่าใครมีอำนาจในการกำหนดทรัพย์สินและทรัพยากร และกระบวนการในการแบ่งสรรทรัพยากรต่างๆ
แต่ก็เท่านั้นแหละครับ เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นจะอ่านหรือพยายามทำความเข้าใจอะไรมากกว่าสิ่งที่พยายามเรียกและโหนกันที่เรียกว่ากฎหมายฉบับสองฉบับเท่านั้นแหละครับ

