การตัดสินใจลาออกจากความเป็นข้าราชการของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ภายหลังจากถูกคำสั่งตามมติคณะรัฐมนตรีย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สาหตุมาจากท่าทีการแสดงออกต่อแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจหรือยังมีเหตุอื่นๆ ประกอบด้วยก็ตาม
การตัดสินใจอำลาชีวิตข้าราชการของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำทั้งๆ ที่ยังเหลืออายุราชการอีก 3 ปี 6 เดือนครั้งนี้ เป็นอีกกรณีหนึ่งจากหลายๆ กรณีที่ผ่านมา ที่สะท้อนถึงการไม่ยอมรับอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยหรือไม่ เป็นความคิด ความรู้สึกที่อยู่ในใจของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่ไม่มีใครอยากพูดออกมาต่อหน้าสาธารณะ
สภาพการณ์เช่นนี้จึงเป็นคำตอบในตัวมันเองถึงบรรยากาศทางการเมืองและการบริหารราชการภายใต้ระบบอำนาจพิเศษที่เข้มข้นกว่าระบบการเมืองปกติ
จริงอยู่หากพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ ความแตกต่างของเนื้องานระหว่างตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังซึ่งควบคุมข้าราชการภายใต้สังกัดจำนวนมากกว่าเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลายเท่า ขณะที่งานกระทรวงการคลังเป็นงานบริหาร สั่งการ สนองตอบนโยบายทางเศรษฐกิจสำคัญ ส่วน สศช.เป็นงานในเชิงวิชาการ
แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปบทบาท อำนาจ หน้าที่ของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในขณะนี้และอนาคตต่อไป นอกจากมีหน้าที่นำเสนอ ติดตาม ผลักดันการปฏิบัติของทุกส่วนราชการให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ยังขยายครอบคลุมไปถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ซึ่งเป็นภาระงานที่มีความสำคัญ หากเชื่อมั่นว่าการวางแนวทางบริหารประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ดังกล่าวจะเป็นทางออกของสังคมไทยต่อไปจริง
เชื่อว่าประเด็นบทบาทของ สศช.ในประการหลังนี้ ปลัดกระทรวงการคลังมองเห็น คิดได้ แต่ยังคงยืนยันการตัดสินใจลาออก เดินออกจากเส้นทางอำนาจของ ครม. คสช.และแม่น้ำห้าสาย นั่นย่อมสะท้อนความคิดในใจอีกเช่นกัน
หมายถึงการไม่เชื่อมั่น ไม่ยอมรับว่าแนวทางการบริหารจัดการ กำหนดยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้าให้คนมาใหม่ต้องทำตามยาวนานถึง 20 ปี รวมถึงแผนการปฏิรูปด้านต่างๆ ใช่หรือไม่
หรือยอมรับแนวทางดังกล่าว แต่ไม่ยอมรับวิธีการบริหารจัดการที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับตนเอง ย้ายจากตำแหน่งที่มีบทบาทหน้าที่มากกว่าไปสู่ที่ด้อยกว่า
กรณีล่าสุดนี้หรือก่อนหน้านี้ก็ตามจึงมีคำถามว่า แผนปฏิรูประบบราชการและปฏิรูปข้าราชการ ที่กำลังฮือฮาเรื่องเปลี่ยนอายุเกษียณของข้าราชการจาก 60 เป็น 63 ปี ควรกล่าวถึงธรรมาภิบาลในการโยกย้าย แต่งตั้งที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมกับข้าราชการด้วยหรือไม่ การใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองควรคำนึงถึงมิติของความถูกต้องเป็นธรรมอย่างไร
เส้นแบ่งของความพอดีในการใช้อำนาจกับข้าราชการ ของฝ่ายการเมือง ควรจะอยู่ตรงจุดไหน มีเฉพาะการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองคือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หรือควรมีกลไกฝ่ายประจำเพื่อถวงดุล ไม่ให้เกิดการรังแกข้าราชการประจำพร่ำเพรื่อ
ขณะเดียวกันกลไกดังกล่าวจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการงานและคน ของฝ่ายกำหนดนโยบายที่มาจากการเลือกตั้งในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน
ระหว่างความถูกต้องกับความเหมาะสม จึงมักขัดแย้งกันเสมอ
เหมาะสมแต่ไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นธรรมกับถูกต้องแต่ไม่เหมาะสม จึงเกิดปัญหามาตลอด
สำคัญอยู่ที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวมีเหตุผล อธิบายได้น่าเชื่อถือหรือไม่
กรณีล่าสุดนี้ก็เช่นเดียวกัน จะใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าการสั่งย้ายออกจากตำแหน่ง กับการตัดสินใจลาออกของปลัดกระทรวงการคลัง ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด หรือผิดด้วยกันทั้งคู่
ความเป็นข้าราชการถูกสอนให้มีระเบียบวินัย ยอมรับการตัดสินใจของนาย ผู้บังคับบัญชาก็ต้องสำเหนียก การใช้อำนาจต้องเป็นธรรม
สมหมาย ปาริจฉัตต์

