ทหารกำลังจะถูกสมุนรับใช้ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติบ้าง อยู่ในองค์กรอิสระบ้าง หรืออยู่ในคณะรัฐมนตรีและในที่ต่างๆ พากันออกมาสรรเสริญเยินยอให้ตั้งพรรคการเมือง เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมทบกับการตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ 250 คน
รวมเป็นสมาชิกรัฐสภาจะมีจำนวน 750 คน ถ้ารัฐบาลได้มือยกให้เกินกว่า 375 เสียงก็เท่ากับมีคะแนนเกินครึ่งเพื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ
การตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง ทั้งบัญชีรายชื่อและผู้แทนเขต เพื่อชูคำขวัญจะสนับสนุนคนเดิมเป็นนายกรัฐมนตรี เตรียมการไว้แล้วว่าไม่ต้องลงเลือกตั้ง ไม่ต้องสมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่งพรรคใดอันเป็นการผูกมัดตัวเอง
เพราะถ้าลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคใด แล้วเกิดพรรคการเมืองนั้นได้สมาชิกสภาผู้แทนมาจำนวนเล็กน้อย แล้วไปดึงเสียงคะแนนพรรคใหญ่มาสนับสนุน แบบเดียวกับกรณีที่พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีคะแนนเสียงในสภาเพียง 18 เสียง
แต่ภายใต้การสนับสนุนของพรรคที่มีนายทวิช กลิ่นประทุม เป็นหัวหน้าพรรค ผลักดันให้เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.ม.ร.ว..คึกฤทธิ์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้
แต่ทำงานไม่ได้ ไม่กล้าเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภา ไม่กล้าเสนอญัตติที่จะต้องมีการลงคะแนนเสียงในสภา รัฐบาลอยู่ได้เพียง 8 เดือน ก็ต้องยุบสภา เพราะถ้าอยู่ต่อก็จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
และถ้าสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ รัฐบาลก็อาจจะแพ้ญัตติไม่ไว้วางใจ จะต้องออกจากตำแหน่งอย่างอัปยศอยู่ดี
สู้ลาออกหรือยุบสภาเพื่อให้มีการซาวเสียงเลือกนายกฯคนใหม่ หรือจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ไม่ได้
ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2520 นั้น นายกรัฐมนตรีก็มาจากคนนอก ต่อเนื่องมาจากการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากทหาร
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือหัวหน้าคณะปฏิวัติก็ตาม แต่ขณะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นยังคงดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.อยู่
และต่ออายุราชการอีก 1 ปี เมื่อรอง ผบ.ทบ.เกษียณอายุราชการแล้วจึงเกษียณอายุราชการจากกองทัพบกพร้อมๆ กัน
ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ต่อเนื่องจากการเป็น ผบ.ทบ.ทั้งบุคลิกและฐานะ ท่านปฏิเสธอยู่เสมอว่าท่านมิใช่นักการเมือง จะมาเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านไม่ได้
เมื่อจะมีการเสนอญัตติดังกล่าวท่านก็ประกาศยุบสภาบ้าง หรือดำเนินการให้มีการถอนรายชื่อผู้ที่ลงนามเสนอญัตติไม่ไว้วางใจท่านอยู่เสมอ และสามารถทำได้ตลอดมาจนครบ 5 สมัย
และเมื่อพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2531 ร่วมกันเสนอให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ท่านจึงได้ประกาศว่าท่านพอแล้ว จึงได้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีที่มาจากทหาร มาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากหัวหน้าพรรคที่มีจำนวนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด
เป็นอันสิ้นสุดนายกรัฐมนตรีที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการทำรัฐประหารในปี 2520 โดยมี “คณะนายทหารหนุ่ม” หรือที่เรียกติดปากว่า “ยังเติร์ก” อยู่เบื้องหลัง
แม้ว่าคณะนายทหารหนุ่มซึ่งคณะนั้นเป็นผู้บัญชาการกองพันทหารราบของกองทัพบกถึง 42 กองพัน สามารถเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตามได้หลายเรื่อง รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาลด้วย
แต่ไม่สามารถลัดคิวการแต่งตั้งโยกย้ายตนเองได้ และล่มสลายไปในที่สุดด้วยเหตุการณ์เมษาฮาวายเมื่อเดือนเมษายน 2524 นั้นเอง
เป็นอันสิ้นสุดอิทธิพลทางการเมืองของคณะนายทหารหนุ่มเช่นว่า
เมื่อบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2520 จะสิ้นสุดลงในปี 2526 ก็มีเสียงจากแวดวงของนายทหารที่อยู่รอบๆ นายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีควรตั้งพรรคการเมืองของตนเอง
พรรคการเมืองของผู้ที่จะสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีคนเดิมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปก็เห็นด้วย
โดยเริ่มจากพรรคเล็กๆ และเริ่มปฏิบัติการหาเสียงโดยการนำ “รถสามล้อ” ไปแจกที่โคราชหรือนครราชสีมา แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะไม่เป็นไปตามการคาดหวังของประชาชนหรือ “expectation” ของคนทั้งประเทศ
และเมื่อมีการเปิดการหาเสียงก็ถูกโจมตีด้วยเรื่องส่วนตัวที่หยาบคายและไม่เป็นความจริงที่จะสามารถรับได้ ประกอบกับได้รับการคัดค้านจากคณะที่ปรึกษา ความคิดว่าจะต้องลงเลือกตั้งจึงต้องล้มเลิกไป
แต่อย่างไรก็ตาม นายทหารที่สามารถตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งได้ก็มี เช่น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งเคยเป็นผู้นำรัฐประหาร และดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐประหาร และสามารถอดทนต่อเกมการเมือง การอภิปรายในสภาด้วยภาษาอันเผ็ดร้อน ที่หยาบคายและรุนแรงได้
จนเมื่อไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของคณะนายทหารหนุ่มได้ จึงถูกคณะดังกล่าวจัดการลงมติไม่รับร่างกฎหมายทางการเงิน ซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงได้ประกาศลาออกกลางสภานั้นเอง
แต่เมื่อจะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนนายกรัฐมนตรีกลับมารับตำแหน่งอีก หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 5 ปี ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย
ยิ่งได้เห็นบุคลิกของผู้นำปัจจุบันที่อ่อนไหวต่อการตอบโต้เสียดสี ด้วยวาทะ ด้วยความเห็นและด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งเป็นเกมการเมือง เพราะสมาชิกรัฐสภาได้รับเอกสิทธิ์ในการอภิปราย ตั้งกระทู้ถามและอื่นๆ ซึ่งผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้
บรรยากาศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไป จะแตกต่างกับบรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในภาวะฉุกเฉิน รวมทั้งสามารถใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งก็คือมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร เหตุการณ์ทางการเมืองก็ยังคงเกิดขึ้นจนได้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องการันตี
เมื่อมีการทำรัฐประหารโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และมี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร
พล.อ.สุจินดาก็ลอกแบบจอมพลสฤษดิ์ โดยการไปเชิญนายเก่าที่วอชิงตัน ดี.ซี. คือนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นผู้ช่วยทูตทหารบก มาเป็นนายกรัฐมนตรี
นักการเมืองซึ่งสื่อมวลชนไทยมักจะเรียกอย่างดูแคลนว่า “นักเลือกตั้ง” เพราะเลือกทีไรในเขตการเลือกตั้งนั้นก็มักจะได้ผู้สมัครหรือไม่ก็ผู้แทนคนเดิมได้รับเลือกตั้งอยู่เสมอ
ซึ่งที่ไหนก็มักจะเป็นอย่างนั้นเสมอ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย
ในประเทศอังกฤษก็จะเป็นธรรมเนียมที่จะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเล็กเป็นประธานสภา และเมื่อเป็นแล้วก็จะเป็นตลอดไปโดยเขตการเลือกตั้งนั้นจะไม่มีใครลงเลือกตั้งแข่ง
ส่วนทหารที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายหลังการทำปฏิวัติรัฐประหาร สื่อมวลชนไทยมักจะสยบยอมไม่เรียกว่า “นักรัฐประหาร” เพื่อให้แตกต่างจากการเรียกนักการเมืองว่านักเลือกตั้ง
การดูแคลนนักการเมืองก็เท่ากับดูแคลนดูหมิ่นประชาชน เพราะในระบอบประชาธิปไตยประชาชนเป็นเช่นใดก็จะได้รัฐบาลอย่างนั้น
ส่วนระบอบเผด็จการนั้นรัฐบาลเป็นอย่างไรประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น
ไม่เหมือนกันทั้งวิธีคิดวิธีทำงาน รวมทั้งจิตสำนึกและทัศนคติเกี่ยวกับประชาชน
และไม่ต้องสนใจประชาชนเพราะไม่เหมือนนักการเมือง
ทางใครทางมัน ทางเลือกตั้งกับทางรัฐประหาร
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

