เหตุการณ์รัวยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายในซีเรียของกองทัพสามประสาน สหรัฐ-อังกฤษ-ฝรั่งเศส ทำให้ชาวโลกระทึกสถานการณ์ในซีเรีย เริ่มลดความตึงเครียดลงเล็กน้อยแล้วในสัปดาห์นี้
ทิ้งประเด็นการถกเถียงว่า ตกลงมหาอำนาจชาติตะวันตกทำถูกแล้วหรือไม่ ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่รัสเซียตำหนิหรือไม่
คุ้มหรือไม่ที่รัวยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมาย 3 แห่งต้องสงสัยเกี่ยวโยงกับอาวุธเคมี ไปเป็นร้อยลูก ยังไม่นับว่าข้ออ้างของรัสเซียว่าขีปนาวุธเหล่านี้ถูกยิงสอยให้สูญ
เปล่าไปถึง 71 ลูก
หลังจากควันถล่มจาง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวปลาบปลื้มในผลงานของกองทัพสหรัฐแล้ว ก็กลับบอกว่าต้องการถอนกำลังสหรัฐกลับบ้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากเดิมที่ทุ่มสรรพกำลังเข้าไปในสมรภูมินี้เพื่อปราบปรามกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส เท่านั้น
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมีจากองค์การห้ามอาวุธเคมี-Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons หรือ OPCW ได้รับอนุญาตให้ลงพื้นที่
เมืองดูมา วันพุธที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อตรวจสอบว่ามีการโจมตีด้วยแก๊สพิษและ
มีพลเรือนเสียชีวิต 60-70 รายจริงหรือไม่ ยิ่งทำให้สงสัยว่า อ้าว..? ที่ถล่มไปนั้น ไม่ได้ต้องการหลักฐานแน่นหนามัดตัวผู้ร้ายที่ใช้แก๊สพิษหรอกหรือ
กองทัพอันเกรียงไกรของทีมสหรัฐ มีเงินยิงขีปนาวุธได้เป็นร้อยลูก ตกราคาลูกละ 1.4 ล้านดอลลาร์ หรือราว 43 ล้านบาท รวมแล้วเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ละลายไปแล้วสี่พันกว่าล้านบาท ด้วยหลักฐานจางๆ ว่าอาวุธที่ใช้ในพื้นที่ดูมานั้นน่าจะเป็นของรัฐบาลซีเรียมากกว่าใคร
สี่พันล้านที่ใช้ไปกลับไม่ได้ข้อมูลกลับมาเลยว่าเหยื่อเล็กๆ ที่ตายไปหลายสิบรายที่ว่านั้นเป็นใคร มีเด็กกี่คนที่กำพร้าพ่อแม่ หรือพ่อแม่กี่คนที่สูญเสียลูก ตอนนี้อาการของคนที่รอดชีวิตเป็นอย่างไร ยังทรมานพิษที่ได้รับหรือไม่
หรือถูกมองแค่ว่าเป็นเหยื่อกลุ่มหนึ่งในสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายมา 7 ปีแล้วจบแค่นั้น
ในทุกเหตุการณ์ความรุนแรงจากความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่มีผู้เสียชีวิต แต่ละชีวิตล้วนมีเรื่องราวและทิ้งความสะเทือนใจให้ญาติมิตรและคนใกล้ชิดที่รอดชีวิตทั้งสิ้น
ถ้ามองแต่มุมไกลอย่างหยาบๆ ดูแค่ตัวเลขความเสียหาย จำนวนผู้เสียชีวิต แสนยานุภาพของกองทัพแต่ละฝ่าย ก็จะเป็นเพียงการมองผ่านที่ไม่ได้เกิดแรงผลักดันให้ยุติความ
โหดร้ายหรือหาทางออกอย่างจริงจังได้
กรณีของไทย เหตุการณ์ความรุนแรงในยุคนี้ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงเมื่อปี 2553 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
หากคนในสังคมเพิกเฉยที่จะรับรู้สภาพจิตใจของผู้สูญเสียญาติมิตรอันเป็นที่รัก ไม่สนใจว่ามีเรื่องราวของแม่ที่รอลูกชายกลับบ้านแต่ลูกไม่กลับมาอีก ลูกสาวที่สูญเสียพ่อ ภรรยา
ที่เสียสามี เพื่อนที่พบปะพูดคุยกันอยู่ทุกวันแต่จู่ๆ ก็ถูกยิงตาย ฯลฯ
การมองข้ามเรื่องสะเทือนใจเหล่านี้และสรุปเอาหยาบๆ ว่าก็แค่กลุ่มคนที่หลงผิด เป็นแค่เสื้อแดง หรืออะไรต่อมิอะไรที่ถูกกล่าวหา การแสวงหาความเข้าใจ บทเรียน และการปรองดองก็จะไม่เกิดขึ้น
ที่น่าวิตกคือการใช้ความรุนแรงแบบเดิมอาจเกิดขึ้นอีก
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

