หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขอ กกต.เป็นธร...

ขอ กกต.เป็นธรรม โปร่งใส / โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

20.04.18 | 13:30 น.

กรรมวิธีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภามีขั้นตอนกันคนละแบบ ที่ออกแบบมาแล้ว 2 แบบ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องส่งสมัครรับเลือกตั้ง และต้องส่งชื่อผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้ที่รับรองการสมัครรับเลือกตั้ง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 7 คน เป็นผู้ที่มาจากการเลือกของคณะตุลาการ หรือผู้พิพากษา 2 คน และผู้ที่ผ่านการเลือกจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ 5 คน จากหลากหลายอาชีพ มีคุณสมบัติของ
แต่ละอาชีพตามกำหนด ทนายความเป็นหนึ่งในอาชีพนั้น

คุณสมบัติหนึ่งของทนายความที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นหนี่งในคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินวิชาชีพทนายความติดต่อกันอย่างน้อย 20 ปี

เมื่อครั้งที่ผ่านมา หลังจากผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการระดับสูง คือ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และอีกหลายคน แต่เมื่อส่งเข้ารับการรับรองจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปรากฏว่าคะแนนของแต่ละคนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง รวมทั้งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะตุลาการ

อันที่จริง ผู้พิพากษาที่คณะตุลาการเลือกให้เป็นสองในห้าไม่ควรต้องผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากคณะตุลาการเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย เช่นเดียวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อผู้จะเข้าไปเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งมาจากการเลือกของตุลาการ ควรให้ผ่านเข้าไปเป็นสองในเจ็ดคนทันที

Advertisement

ส่วนอีกห้าคนซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพต้องผ่านการเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามกระบวนการของกฎหมายและวิธีการคัดเลือก

ขณะนี้ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง หากสองใน 7 คน เป็นผู้ที่คณะตุลาการเลือกมาแล้ว สมควรที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เกียรติคณะตุลาการผ่านเข้าไปเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ แม้ต้องผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตาม

ส่วนอีก 5 คน ที่มาจากหลากหลายอาชีพ มีอาชีพทนายความคนหนึ่งที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและได้รับการสรรหาแล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติควรพิจารณาคุณสมบัติที่ถูกต้องครบถ้วน และพิจารณาถึงความรู้ความสามารถของบุคคลนั้นให้ถ่องแท้ มิใช่พิจารณาว่าบุคคลผู้นั้นเป็นคนของใคร หรือพรรคการเมืองใดสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ผู้จะมาเป็นกรรมการการเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ มีความเป็นกลางอย่างที่สุด นอกเหนือจากการมีคุณสมบัติครบถ้วนในอาชีพนั้น โดยเฉพาะหากผ่านงานว่าความสำหรับทนายความ ถึงคดีที่เคยผ่านมามีความเป็นทนายความที่ดีมากน้อยเพียงใด

แม้ว่าทนายความจะต้องเป็นผู้ที่อยู่กับฝ่ายลูกความของตนอย่างเคร่งครัด หากแต่คดีที่ลูกความของตนเป็นคู่กรณีเป็นคดีที่มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด

เพราะการว่าความในคดีมิใช่จะเป็นไปตามพยานหลักฐานเพียงถ่ายเดียว หากต้องมีความสอดคล้องต้องกันของหลักกฎหมาย ประกอบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่หักล้างกันด้วย

เพราะเมื่อเข้าไปเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว มีคดีเลือกตั้งที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่ร้องเรียนซึ่งกันและกัน หากผู้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีอาชีพทนายความไม่ตั้งมั่นอยู่กับความเป็นกลาง เอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้คณะกรรมการจะมีทั้งสิ้นอีก 6 คน ในส่วนของทนายความต้องยืนยันความเป็นกลางของพยานหลักฐานให้มั่นคง เพื่อให้การเลือกตั้งและผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ที่สมควรจริง จึงจะทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นกลางและเป็นธรรม โปร่งใส ตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เลือกตั้ง

แม้ยังไม่รู้ว่าวันเลือกตั้งจะเป็นเมื่อใด แต่การเตรียมตัวผู้ที่เป็นกรรมการการเลือกตั้งให้พร้อมดีที่สุด เพื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ลงคะแนนเลือกตั้งจะได้เชื่อถือศรัทธาตั้งแต่วันนี้