หน้าแรก คอลัมนิสต์ คุ้มครองเด็กป...

คุ้มครองเด็กปฐมวัย เป็นรากฐานการสร้างพลเมืองคุณภาพ : โดย กรองทอง บุญประคอง

20.04.18 | 12:09 น.

งานวิจัยใหม่ๆ ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ของโลกชี้ว่า การพัฒนาสมองในช่วงปฐมวัย (0-8 ขวบ) เป็นการสร้างคุณภาพสมองที่ฝังลึก ก่อเกิดเป็นความสามารถ อุปนิสัยและบุคลิกภาพที่ติดตัวของบุคคลไปตลอดชีวิต ผนวกกับงานวิจัยหลายศาสตร์ก็ชี้พ้องต้องกันว่า การลงทุนกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน มีตัวอย่างของประเทศต่างๆ มากมายที่ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของประชาชนที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพมาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้งด้านการศึกษาสุขภาพเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น-ระยะยาว ลดปัญหาและค่าใช้จ่ายทางสังคม เช่น การติดยาเสพติด การก่ออาชญากรรม ฯลฯ ส่งผลดีต่อทั้งในระดับครอบครัวและประเทศชาติ อีกทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย
คุณภาพปฐมวัย เป็นหนึ่งปัจจัยสําคัญที่สุดที่จะบ่งชี้ถึงความมั่นคง และสันติสุขอย่างยั่งยืนของสังคมในอนาคตด้วย แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามให้ความสนใจการพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้น แต่สิ่งสําคัญยิ่งที่ถูกละเลยมาตลอดกว่า 3 ทศวรรษ ก็คือ ความเครียดและการขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่เหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็นของเด็กอนุบาล ซึ่งถูกกระทบต่อเนื่องมาจากระบบการสอบคัดเลือกเข้าชั้น ป.1
และยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อันเป็นอุปสรรคสําคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย

ด้วยค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองและสังคมที่ยึดติดกับชื่อเสียงของโรงเรียนที่เด่นดัง ประกอบกับคุณภาพของโรงเรียนประถมศึกษาที่แตกต่างกันมาก และการจัดสรรโอกาสในการเข้าเรียนด้วยการสอบคัดเลือกเด็กเข้า ป.1 ของโรงเรียนที่มีความต้องการสูง ทําให้เกิดสภาพปัญหาหลายด้านที่กระทบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย รวมถึงกระทบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็กอย่างครบวงจร นับตั้งแต่เด็กถูกจับมานั่งเร่งเรียนเขียนอ่านคิดคํานวณหรือสร้างเชาวน์ปัญญาในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับวัย ฝืนกับธรรมชาติของเด็ก จนเกิดความเครียดทั้งการเรียนและเครียดจากความคาดหวังของพ่อแม่และครู ไม่เว้นแม้แต่ในเวลาพักผ่อนตอนเย็นหรือในช่วงวันหยุด ผลกระทบต่อเด็กโดยตรง คือ
• ทําให้เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมอย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาการศึกษาที่สอดคล้องกับองค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กวัยนี้
• ก่อให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้และหมดพลังในการอยากเรียนอยากรู้ นับวันเด็กก็ยิ่งถูกเร่งเรียนด้วยวัยที่เล็กลงไปเรื่อยๆ จากที่เคยเริ่มติวกันตอน 5 ขวบ ปัจจุบันกลายเป็นว่ายังไม่ทัน 3 ขวบ ก็ส่งไปติวล่วงหน้ากันเป็นปีๆ ด้วยหวังว่าจะเป็นหลักประกันหรือเป็นข้อได้เปรียบที่จะทําให้ลูกสอบเข้าได้
• ก่อให้เกิดความทุกข์ใจ ความเครียดที่ก่อตัวและสะสมในจิตใจของเด็กตั้งแต่เล็กๆ อย่างต่อเนื่อง ภาวะความเครียดเรื้อรังเช่นนี้จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อการพัฒนาสมองของเด็ก มีงานวิจัยชี้ว่าความเครียดต่อเนื่องในวัยเด็กจะทําให้โครงสร้างเส้นใยประสาทเติบโตไม่เต็มที่ และสภาพเส้นใยก็ไม่สมบูรณ์ ซึ่งนําไปสู่คุณภาพของการทํางานของสมองที่บกพร่องต่อไปในอนาคตได้ ดังที่ปรากฏมีเด็กซึมเศร้าในวัยประถมและมัธยมซึ่งเป็นผลมาจากการไม่มีความสุขในวัยอนุบาลเพิ่มมากขึ้น
• และเมื่อผลสอบประกาศออกมา เด็กที่สอบไม่ผ่านซึ่งมีจํานวนมาก
กว่าเด็กที่สอบผ่าน ก็จะถูกตีตราตัดสินว่า “สอบไม่ติด เรียนไม่เก่ง” ตั้งแต่ปฐมวัย การเห็นคุณค่าในตนเองซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จําเป็นยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในวัยนี้ ก็ถูกทําลายไปอย่างน่าเสียดาย และยากที่จะไปสร้างขึ้นในภายหลัง
ครูใหม่ไฟแรงต้องอึดอัดใจที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-Based Learning) อย่างที่ได้ร่ำเรียนมาเพราะได้รับแรงกดดันว่าเดี๋ยวลูกเขาสอบเข้าไม่ได้หรือเดี๋ยวเด็กออกไปเรียนที่อื่นใครจะรับผิดชอบ ครูเลยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของเด็กๆ ไปกับการติวเพื่อสอบ
โรงเรียนอนุบาล เน้นย้ำกดดันครูให้สอนแบบเร่งเรียนเตรียมตัวสอบ กลัวไม่มีผลงาน ไม่มีชื่อหรือจํานวนเด็กสอบติดขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน กังวลว่าหากผู้ปกครองไม่มั่นใจจะเอาลูกออกจากโรงเรียน นโยบายและแนวปฏิบัติของโรงเรียนจึงขัดแย้งกับหลักปรัชญาและวิสัยทัศน์ที่โรงเรียนได้เขียนไว้ให้ สมศ.ดูเมื่อมาตรวจประเมินโรงเรียน
โรงเรียนประถม คงหนักใจออกข้อสอบอะไรก็เอาไปติวกันหมด เลยต้องออกข้อสอบให้ยากขึ้น และก็เริ่มสอบกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่จัดให้มีการสอบเข้า ป.1 กันตั้งแต่เดือนมิถุนายนซึ่งเป็นต้นปีการศึกษาที่เด็กเพิ่งเรียนอนุบาล 3 ได้แค่เดือนเดียว
พ่อแม่พาลูกไปติวด้วยความรักและหวังดีด้วยกังวลว่าเราจะไม่ใช่พ่อแม่ที่ดีรึเปล่าถ้าไม่พาลูกไปติว ก็คนอื่นๆ เขาก็ทํากันแบบนี้ทั้งนั้น ขณะเดียวกันก็เริ่มสับสนในใจเมื่อเริ่มรับความรู้ใหม่ๆ ที่ไหลเข้ามาจากทุกศาสตร์ทุกสาย ของนักวิชาการที่บอกว่าเด็กปฐมวัยควรเรียนรู้อย่างมีความสุขผ่านการเล่น ความเครียดคือตัวทําลายศักยภาพสมองในการเรียนรู้ และบทบาทที่ดีของพ่อแม่คือผู้สร้างสรรค์สัมพันธภาพและความรักความผูกพันที่ดีต่อกันกับลูกเพื่อสร้างรากฐานทางใจที่มั่นคงอบอุ่นและปลอดภัยอันเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้สมองพัฒนาได้อย่างเต็มที่
แต่เมื่อพ่อแม่รับแรงกดดันจากความกลัวว่าลูกจะสอบไม่ได้ จึงทําให้บทบาทของพ่อแม่ที่ควรจะเป็นก็บิดพลิ้ว ไปทําหน้าที่ติวการบ้านลูกต่อที่บ้านแทน จึงเกิดความเครียดต่อกัน ซึ่งสัมพันธภาพที่ไม่มีคุณภาพนี้จะก่อตัวเป็นปัญหาให้ปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น

แม้ปัญหาการสอบเข้า ป.1 นี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเด็กในเมืองลูกคนชั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วได้ก่อให้เกิดกระแสความเข้าใจและกลายเป็นค่านิยมที่ผิดกระจายไปทั่วทั้งสังคม แม้โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชนบทซึ่งเด็กอาจจะไม่ต้องไปสอบเข้า ป.1 แต่การจัดการเรียนการสอนในปฐมวัยก็ยังเร่งเรียนเขียนอ่านคิดเลขตามค่านิยมผู้ปกครองอยู่นั่นเอง ผลกระทบจึงแผ่กระจายออกไปในวงกว้างและเป็นสาเหตุสําคัญหนึ่งที่ทําให้ภาพรวมเด็กปฐมวัยไทยมีพัฒนาการล่าช้าถึง 30% ต่อเนื่องมากว่าสิบปี ซึ่งหากพัฒนาการในวัยนี้ล่าช้าแล้วก็ย่อมจะส่งต่อความล่าช้านี้ไปยังระดับประถมและมัธยม จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่สถิติเด็กและเยาวชนไทยปัจจุบันจะมีปัญหาบกพร่องไม่ว่าการเรียน พฤติกรรม ไอคิว หรืออีคิว เฉลี่ยประมาณ 30% เช่นกัน ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการสอบโอเน็ต และ PISA ที่ล้มเหลวในทุกระดับการศึกษา
เช่นนี้แล้ว เราจะเรียกหาไทยแลนด์ 4.0 ที่พลเมืองไทยกล้าคิดกล้าทํา กล้าสร้างสรรค์ มีพลังและความร่วมมือในการสร้างความเจริญก้าวหน้า ให้สังคมมั่นคงและมีสันติสุข ได้อย่างไร
จึงกล่าวได้ว่า กระบวนการสอบคัดเลือกเข้า ป.1 เป็นการทําลายสุขภาวะทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กนับจากปฐมวัยต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
แต่เด็กปฐมวัยไม่สามารถร้องเรียกหาสิทธิทั้งที่พึงได้รับการคุ้มครองและสิทธิที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสมด้วยตนเอง ไม่สามารถอธิบายได้ว่าตนมีความเครียด ความทุกข์เพียงไร พวกเขาพึ่งพาผู้ใหญ่ด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า จะดูแลเขาด้วยความรักและความเข้าใจ
ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมย่อมมีหน้าที่คุ้มครองปกป้องสิทธิเหล่านี้ของเด็กๆ การใดที่นําไปสู่การทําลายโอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพอย่างเหมาะสม การสร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม การ
กระทําต่อเด็กโดยมิได้มุ่งประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง รวมถึงการให้เด็กต้องมารับความเครียดเพื่อแก้ปัญหาของผู้ใหญ่ที่ยังแก้ไขไม่ได้ พึงกระทํามิได้
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กมีสิทธิที่จะอยู่รอดปลอดภัย และได้รับการพัฒนารอบด้านให้เต็มตามศักยภาพของพวกเขา โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก
ดังนั้น เด็กๆ ทุกคนจึงมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน มีสิทธิที่จะมีความสุข มีสิทธิที่จะเติบโตท่ามกลางความรักความใส่ใจของผู้ใหญ่รอบตัว มีสิทธิที่จะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆ ด้านทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาอย่างสมดุล มีสิทธิที่จะเล่น เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อม ที่ปลอดภัยและอบอุ่น และมีสิทธที่จะได้รับการคุ้มครองเพื่อมิให้มีการทําลายศักยภาพในการเรียนรู้เกิดขึ้น ฯลฯ

มักจะมีคําถามว่า ถ้าไม่สอบคัดเลือกเด็กแล้วการที่เด็กสมัครเรียนมากๆ แต่โรงเรียนรับได้เพียงเล็กน้อย จะให้โรงเรียนทําอย่างไร
คําตอบ คือ แท้จริงแล้วมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่จะช่วยแก้ปัญหาหญ้าปากคอกนี้ได้โดยใช้งบประมาณและเวลาน้อยที่สุด หากตั้งใจคิดอย่างจริงใจและจริงจัง โดยให้โรงเรียนมีอิสระในการเลือกวิธีจัดสรรโอกาสในการเข้าเรียนให้กับเด็ก ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน แต่มีข้อห้ามว่าจะต้องไม่ใช้วิธีการที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม สติปัญญารวมถึงเกิดผลกระทบต่อโอกาสที่สมองของเด็กจะเจริญงอกงามอย่างสมบูรณ์เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น โดยมีตัวอย่างทางออกของการจัดสรรโอกาสในการเข้าเรียนให้กับเด็กๆ ดังนี้
• สอบคัดเลือกพ่อแม่ โดยเน้นเรื่องความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูลูก และทัศนคติในการให้ความร่วมมืออย่างเป็นกัลยาณมิตรกับโรงเรียน แต่จะต้องไม่มีคําถามเรื่องการให้ความสนับสนุนด้านการเงินหรือทรัพย์สินใดๆ แก่โรงเรียน วิธีนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
– เด็กไม่เครียด
– ผู้ปกครองได้เรียนรู้และพัฒนาไปสู่ความเป็นพ่อแม่คุณภาพ
– ครูและโรงเรียนได้ทําหน้าที่ตามหลักปรัชญาการศึกษาอย่างเต็มที่
– การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าได้
• จับสลากทุกคนที่มาสมัคร หรือให้สิทธิจับสลากเฉพาะผู้ที่อยู่ในรัศมีบ้านใกล้ (โรงเรียนเป็นผู้จับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในครอบครัว)
• ดูตามรัศมีบ้านใกล้ และไล่ลําดับโอกาสที่จะได้รับสิทธิ
• สร้างเงื่อนไขในการเข้าเรียน โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เช่น มาร่วมเรียนรู้ในห้องเรียนพ่อแม่ที่โรงเรียนจัดขึ้น หรือมาร่วมเรียนรู้และร่วมเป็นผู้สร้างในการจัดกิจกรรมค่ายให้เด็กนักเรียน หรือพาลูกไปทํางานจิตสาธารณะ เป็นต้น
ด้วยขณะนี้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กําลังดําเนินการร่างพระราชบัญญัติการปฐมวัยแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาและการส่งเสริมสุขภาวะต่างๆ ในระดับปฐมวัย เครือข่ายคุ้มครองสิทธิเด็กปฐมวัย จึงขอให้กําหนดในกฎหมาย ให้เด็กปฐมวัยมีสิทธิในการได้รับการศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาโดยไม่ต้องผ่านการสอบแข่งขันคัดเลือก ไม่ว่าด้วยการวัดความรู้ทางวิชาการ วัดความสามารถ หรือสมรรถนะใดๆ กระบวนการรับเด็กเข้าเรียนจะต้องไม่สร้างแรงกดดันหรือส่งผลกระทบด้านลบไปที่ตัวเด็กทั้งสิ้น
ประเทศไทยต้องเร่งสร้างพลเมืองคุณภาพอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และรับมือกับสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว การปฐมวัยศึกษาที่ดีจะเป็นการวางเสาเข็มที่แข็งแกร่งให้แก่ชีวิตพลเมืองทุกคน และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพนั้นจะต้องให้ความสําคัญกับคุ้มครองสิทธิ พัฒนาการและโอกาสของเด็กอย่างแท้จริง