
•…กระหึ่ม “สมรภูมิการเมือง” เมื่อ “ครม.” มีมติตั้ง สนธยา คุณปลื้ม เป็น “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง” และ อิทธิพล คุณปลื้ม เป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ตามมาด้วยข่าว “พรรคภูมิธรรม” ในความหมาย “พรรคทหาร” ที่รวบรวม “นักการเมืองซุ้มต่างๆ” เหมือน “พรรคสหประชาไทย” สมัย จอมพลถนอม กิตติขจร หรือ “พรรคสามัคคีธรรม” สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร
•…เพราะเป็น “รัฐประหาร” ที่ต่อเนื่องจาก “กระแสมวลมหาประชาชน” ของ “กปปส.” อัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้รับสถาปนาเป็น “ลุงกำนัน” ผู้แสนซื่อ ตีตะลุยไล่ “รัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน” ด้วยการชูประเด็น “ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง” ดังนั้น เมื่อ “ทิศทางการเมืองย้อนสู่ภาพไม่ก๊อบปี้อดีตชัดเจน” เสียงดูประสานไปในทาง “รุมถล่ม” มากกว่า “เสียงเชียร์”
•…ก่อนหน้าจะ “เปิดตัวทีมชลบุรี” การประสานมือกับ “กลุ่มสะสมทรัพย์” แห่ง “นครปฐม” และเรื่องเล่าฟื้นตำนาน “นักการเมืองกลุ่ม 16” อันมี “พรรคภูมิใจไทย” ที่กระเส็นกระสายมาในทาง “มิตรภาพที่ดีต่อกัน” จึงทำให้เป็นปกติที่จะถูกมองในแนวโน้ม อย่างที่ว่าคือ “สามัคคีธรรม” คืนชีพ เป็น “เหล้าเก่า ในขวดใหม่” นั่นหมายถึงย่อมหนีไม่พ้นที่จะ “ถูกมองเป็นคู่แข่ง”
•…เพราะแน่นอนว่า “เหล้าเก่าเหล่านี้” ส่วนหนึ่งเคยอยู่ใน “ขวดเพื่อไทย” เมื่อกระฉอกมาลงจอกใหม่ ย่อมทำให้ “เพื่อไทย” แห้งลง แม้จะเชื่อมั่น “กระแสพรรค” มากกว่าตัวบุคคล แต่ถึงอย่างไรย่อมเป็น “คู่แข่งแย่งคะแนนในพื้นที่กันอยู่ดี” ยิ่งชัดเจนว่ามี “ปลายทางคนละขั้ว” การต่อสู้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
•…กับ “เพื่อไทย” เป็นเกมที่จะตัดสินแพ้ชนะที่ปลายทาง คือ “รู้ผลการเลือกตั้งแล้ว” แต่ “พรรค กปปส.” ของ “เทพเทือก” ไม่ใช่อย่างนั้น ด้วยชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่า “ตั้งขึ้นมาเพื่อหนุน คสช.” เมื่อเกิด “ภูมิธรรม” เป็น “คู่แข่งแย่งซีนกันแต่ต้นทาง” จุดเดือดจึงดูจะเกิดเร็วกว่า ดังนั้น “กระแสทวงถามปฏิรูปการเมือง” จึงร้อนแรงขึ้นทันทีที่มีเค้าพรรคใหม่ “มีราคาในหัวใจท่านผู้นำมากกว่า”
•…เพียงแต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ความเข้าใจระหว่าง “คนชวน” กับ “คนถูกชวน” ยังเหมือนจะไปกันคนละทิศละทาง เห็นได้จากหลังร่วมรัฐบาล คสช. สนธยา คุณปลื้ม ยืนยันชัดเจนว่า “ผมยังเป็นหัวหน้าพรรคพลังชล ไม่มีถูกดูด ผมยืนยันสมาชิกภาพพร้อมจ่ายค่าสมาชิกตลอดชีพไปแล้ว เป้าหมายที่เข้ามารับตำแหน่งเพื่อผลักดันโครงการอีอีซี ไม่อยากให้มองเป็นเรื่องการเมือง” ขณะที่อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่า “ผมจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพราะไม่รู้เรื่องการเมืองมันทำกันอย่างไร จึงต้องรู้บ้าง” อันตีความได้ว่าเป็น “เหตุผลทางการเมือง” ชัดเจน
•…มีการประเมินกันว่า ยิ่ง “วันเลือกตั้ง” ถูกยืดให้ยาวออกไเรื่อยๆ กระแส “หมดหวังกับเผด็จการ” ที่ “อึดอัดแต่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้”จะเพิ่มขึ้น และพลิกเข้าสู่อารมณ์ “โหยหารัฐบาลประชาธิปไตย” ที่ประชาชน “โวยได้ ด่าได้” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “นักการเมืองทุกคนทุกพรรค” จับตาพัฒนาการของกระแสนี้ใกล้ชิด “เพื่อไทย” เดินนำหน้าไปไกลแล้ว เพราะ “ไม่มีใครอนุญาตให้ยืนอยู่ข้างเผด็จการ” ขณะ “ประชาธิปัตย์ไตย” พยายาม “พลิกตัว” เต็มที่ ให้เข้ามาอยู่ในภาพ “พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย” ปรากฏการณ์ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ชัดเจนในอุดมการณ์ “ประชาธิปไตย” เรียกความสนใจได้ไม่น้อย
•…ขณะที่ “พรรคที่ประกาศตัวกันครึกโครม” ว่าตั้งขึ้นเพื่อ “รอให้ คสช.” เลือกก่อนหน้านั้น ถึงวันนี้ “ดูจะซากระแสลง” ไม่ฮึกเหิม เหมือนที่ผ่านมา ด้วยเสียงเชียร์ แรงใจ เหมือนจะไม่ดังหนักแน่น เหมือนที่คาดหมายไว้ ปรากฏการณ์เช่นนี้บอกอะไรหลายอย่าง ทำให้ต้องประเมินกันให้แม่นยำว่า “วันเลือกตั้ง” ยิ่งนานวันออกไป แนวโน้มของกระแสจะเทไปทางไหน แม้ “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมายลูก” จะเป็นหลักประกันได้ระดับหนึ่งว่า “สิทธิการจัดตั้งรัฐบาล” จะเป็นของใครมากกว่า แต่หาก “พรรคที่สนับสนุน” พ่ายในระดับไม่มีราคา “สิทธิที่กำหนดขึ้นเอง” นั้นจะถูกตั้งคำถามแบบยากจะตั้งตัวติด
•…ในสภาวการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ “พรรคการเมืองเก่า” ที่เป็น “พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็ก” ซึ่งที่รับรู้กันถึง “ความเก๋าเกม” ระดับไม่เคยพลาดที่จะแทรกตัวเข้าสู่ “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” มาทุกยุคทุกสมัย ย่อมแพรวพราวในกระบวนท่า ให้โอกาสตัวเองยืนอยู่ข้าง “ผู้ชนะ” การเสี่ยงไปประกาศตัวร่วมหัวจมท้ายกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบพลิกพลิ้วไม่ได้ ย่อมไม่ใช่วิสัย และน่าจะเป็น “ข้อห้ามเด็ดขาด” ที่รู้อยู่แก่ใจของ “ผู้นำพรรคที่เติบโตมาในวิถีนี้” และนั่นจะเป็นบทเรียนสำคัญของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ “คิดว่าตัวเองแก่กล้าวิชาเกมการเมือง”
ชโลทร






สยามช้อปปิ้งพลาซ่า เมื่อเร็วๆ นี้

