หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปัจจัยที่ 5 ข...

ปัจจัยที่ 5 ของชีวิต : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

22.04.18 | 13:00 น.

คําปรารภของหลวงปู่ “พุทธทาส” ในหนังสือชุด “หมุนล้อธรรมจักร” ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่โดยมีจุดมุ่งหมาย การกลับมาแห่ง “ศีลธรรม” ก่อนที่โลกเราจะมีความวินาศทางจิต วิญญาณจนหมดสิ้น

หลวงปู่ระบุว่า “ธรรมะ” เป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต แต่เราสนใจกันเพื่อปัจจัยสี่ทางวัตถุสำหรับ “ร่างกาย” ชีวิตที่ขาดปัจจัยที่ห้านั้น ท่านว่า “เป็นชีวิตที่ตายแล้ว” และเป็นความสูญเสียยิ่งไปกว่าการตายทางร่างกาย เพราะขาดปัจจัยสี่อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้เสมอ ความมีชีวิตที่ปราศจาก “ธรรม” เป็นความทุกข์ของแต่ละคนและจะทำอันตรายแก่กันและกัน จนกระทั่งถึงมิคสัญญีเป็นที่สุดดูก่อน (เปิดลิงก์ในหน้าต่างใหม่)

เป้าหมายของมนุษย์ที่ถูกต้องที่สุด คือ การที่ทุกคนมีความสุขเป็นที่พอใจและมีการเคลื่อนไหวชนิดที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นอยู่ทุกกระเบียดนิ้วและตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ “การศึกษา” ชนิดที่ทำให้ยุวชนของเรามีความเป็น “มนุษย์” อย่างถูกต้องและสมบูรณ์

ยุวชนของเรา จะต้องเป็นผู้มีวินัย รู้หน้าที่ มีความสามัคคี-ซื่อสัตย์-กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาถึงขนาดแม้ชีวิตก็อาจเสียสละให้ได้จะต้องเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คนแก่ คนเฒ่า พระเจ้าพระสงฆ์ ตลอดถึงขนบประเพณีที่ดีงาม จะต้องรักผู้อื่นอย่างเป็นเพื่อน เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย…จะต้องกลัวบาป รักบุญ ขยะแขยงต่ออบายมุขในทุกๆ ความหมาย จะต้องสามารถบังคับความรู้สึกใฝ่ต่ำหรือกิเลสและพิทักษ์ความรู้สึกใฝ่สูง ไว้ถึงขนาดที่ยกมือไหว้ตัวเองได้ จะต้องมองเห็นชัดถึงความจริงที่ว่า “การปฏิบัติธรรม” และเป็นบุญกุศลอันสูงสุดในทุกศาสนาและจะต้องเข้าถึงความหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า “ไทยไตรยางธรรม” คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถึงกับเป็นสถาบันชนิดที่ฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณไม่มีเสื่อมคลาย

ครั้งเมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นพลโลกที่ทำให้โลกงดงามด้วยสันติภาพ และเป็น “บิดา มารดา” ที่สมบูรณ์แบบของพุทธบริษัท สามารถเจริญพันธุ์มนุษยชาติที่สูงยิ่งขึ้นไป

Advertisement

ฉะนั้น “บิดา มารดา” ครูบาอาจารย์” จะต้องสนองวัตถุความประสงค์ให้ “ผู้ใหญ่” ได้ประสบความสำเร็จด้วยการยกเป้าหมายทางวิญญาณของ “ยุวชน” เด็กๆ ลูกหลานของเราให้สูงขึ้นตามที่ต้องการในฐานะเป็น “บุพการี” อันเป็น “ต้นแบบ” หรือ “แม่ปู” ที่ทรงคุณค่าแก่ “ลูกปู”

หากพิจารณาทั่วๆ ไปให้เป็นสากลจะพบว่า “คนธรรมดาทั่วไป” ไม่เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่พวกเขามองไม่เห็น “พระไตรลักษณ์” คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยกระแสแห่งการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขึ้นสูง ยึดมั่นถือมั่นด้วย “วัตถุนิยม” ทั่วทุกหย่อมหญ้าของสังคมโลกไร้ซึ่ง “ศีลธรรม” ก่อให้เกิดวิบากทางจิต ทางวิญญาณ จนหมดสิ้น ถ้าหากเราไม่ช่วยกันกระตุก กระชากสังคมไทยเราให้กลับมาสู่ปัจจัยที่ห้าของชีวิตที่หลวงปู่พุทธทาสกล่าวไว้คือ มี “ธรรม” ตามที่ชีวิตที่ปราศจาก “ธรรมะ” นั้นเป็นทุกข์ของแต่ละคนด้วยการประสบกับ “โลกธรรม 8 ประการ” ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทาและความทุกข์ ก็ต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “พระไตรลักษณ์” มาช่วยให้ทันท่วงทีสมกับที่มีชื่อว่า “พุทธบริษัท” มีหลักการประการหนึ่งที่กล่าวเสมอว่าคนเราถ้าเมื่อได้เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็น “ทุกข์” เมื่อนั้นก็จะเกิด… “หนทาง”

ธรรมะ หลักมี 3 ข้อ : 1.รูปธรรม : เกิดแล้วมีหน้าที่เสื่อมไป ที่สุดดับสลายในกองรูป 2.นามธรรม : นึกคิดเรื่องราวต่างๆ ทั้งทางดีและไม่ดี คิดแล้วก็ดับสลายไป 3.สภาวธรรม : เกิดขึ้นทั้ง 6 ทาง เกิดแล้วก็ดับไป “รูป เสียง กลิ่น รส กาย สัมผัส จิต” รวมความแล้วเป็นหลักธรรมะเพราะการเกิดดับของสภาวธรรมจึงเรียกว่า “ธรรมะ”

ภูมิ แปลว่า ที่เกิด ฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติ เรียกว่า เรียนรู้ธรรมชาติของรูปและนาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงที่รูปนาม รู้ว่า : รูปนามไม่ใช่ตัวตน คำสอนของพระพุทธเจ้า : ย่อได้จากขันธ์ 5 เหลือเพียงรูป-นาม รูปนาม เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน รูปกับนามเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พร้อมกัน

ปัญญาที่รู้แจ้ง 3 ประการ คือ
1.เห็นว่ารูปนาม เป็นเหตุคนละอันอาศัยกันอยู่ 2.เห็นว่ารูปนาม เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน 3.เห็นว่ารูปนาม เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับไปพร้อมกัน
ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องมีศรัทธา เชื่อว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่ว่าจะเป็นสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสานากรรมฐาน ต้องมีขันติ อดทนต่อ “ทุกข์” มี 2 อย่าง คือ : ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นทางกาย เรียกว่า ขันธมาร ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นทางใจ เรียกว่า กิเลสมาร

พระพุทธภาษิตนี้เป็นที่มาแห่งบทธรรมะที่เรียกว่า “พระไตรลักษณ์” คือ ลักษณะแห่ง “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” 3 ลักษณะด้วยกัน

ลักษณะแรก คือ ลักษณะแห่งความไม่เที่ยงของสังขารมองเห็นด้วยปัญญา คือ หนทางแห่งความหมดจด

ลักษณะสอง คือ ลักษณะแห่งความเจ็บทุกข์ของสังขารมองเห็นด้วยปัญญา คือ หนทางแห่งความบริสุทธิ์

ลักษณะสาม คือ ลักษณะแห่งความเป็นอนัตตาของสังขารทั้งปวงมองเห็นด้วยปัญญา คือ หนทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจด

ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอย่างไร คุณคงได้เห็นแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็น “ทุกข์” ความเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์นั่นแหละ คือ หนทางแห่งความบริสุทธิ์ คือ พระนิพพาน หรือ “ต้องการพ้นทุกข์” หรือ “ความเป็นพระอรหันต์” ก็ได้

การพยายามให้เห็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ย่อมเป็นผลดีเสมอ แม้จะเป็นชาวบ้าน คนงาน พ่อค้า ข้าราชการ ลูกจ้าง แม้จะไม่เป็นพระอริยบุคคล ก็ยังเป็น “ปุถุชนชั้นดี” คือ เป็น “กัลยาณปุถุชน” ไม่โง่เง่า งมงาย หลงใหล เหมือนกับปุถุชนเต็มที่ ท่านจึงยกเอาการเห็นพระไตรลักษณ์นี้เป็น… “หลักปฏิบัติที่สำคัญในพระพุทธศาสนา” ผู้ที่เพ่งพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นประจำ

จนถึงกับว่า…มีอะไรเกิดขึ้นก็พลั้งปากออกมาว่า… “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ตามแบบฉบับของคนโบราณผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างนี้ก็มีอยู่

คนไทยเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ IT Digital หรือ Thailand 4.0 ก็ตาม ไม่สนใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : เกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้พลั้งปากออกไปว่า…อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลับไปพลั้งปากเป็นคำหยาบคาย เขียนไอ้พ่อ ไอ้แม่ อ้ายตัว…ตาย… น่าเกลียดน่าชังอะไรก็ไม่รู้ นี่แหละแสดงความไม่เป็นพุทธบริษัทไม่มีพระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา ประจำอยู่ในใจ

คนแต่สมัยโบราณ เขาเติมคำว่า “พระ” เข้าไปข้างหน้าคำ “อนิจจัง : ขอให้เป็น “พระอนิจจัง” ขอให้เป็น “พระทุกขัง” ขอให้เป็น “พระอนัตตา” นี่ในฐานะเป็น… “ความจริงสูงสุด” จึงใส่คำว่า “พระ” เข้าให้

ที่ว่านั้นมีญาณอันแท้จริงเพียงพอ เห็นพระอนิจจังแล้วจะเห็นพระทุกขัง เห็นพระอนัตตา…เกี่ยวเนื่องกันไปทีเดียว ดังภาษาบาลีระบุแล้วว่า : “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สิ่งใดทั้งไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา” แต่ท่านใช้คำว่า “สัพเพ สังขารา” แปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สังขารทั้งปวง มันก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง มีลักษณะแห่งความเป็นทุกข์ จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตวิญญาณ หรือไม่มีชีวิตวิญญาณ มันก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ตามธรรมดาของสังขาร เช่น นาฬิกาเรือนทอง แหวนเพชร แก้วแหวน เงินทองไม่มีชีวิตจิตใจแต่ลักษณะแห่งความไม่เที่ยงของมันปรากฏอยู่

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ดูแล้วน่าเกลียด เห็นแล้วรู้สึกน่าเบื่อหน่าย น่าระอา เพราะว่ามันมีความไม่เที่ยง เราก็ไปหลงรัก หวงแหนมัน ในฐานะเป็นนาฬิกา แก้วแหวน เงินทอง เป็นทรัพย์สมบัติ แม้จะขยายออกไปถึงสิ่งที่เป็นสิ่งของใหญ่โต เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา รถยนต์หรู เบนซ์ บีเอ็มฯ แม้การมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่ เศรษฐี หรือสาวงามเป็นนางงามจักรวาลเพิ่งได้ก็ตาม

เป็นนายกรัฐมนตรี มันก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง มันก็มีหลักการแห่งความไม่เที่ยง คือ… “เปลี่ยนแปลง” ไปยึดถือเข้าก็เกิดทุกข์ แม้ไม่ยึดถือ ก็มีลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลง

ผู้มี “ปัญญา” เห็นแล้วก็จะรู้สึกว่าน่าเกลียด น่าชัง เพราะความหลอกลวง
ความเปลี่ยนแปลง…จึงเรียกว่าจะเบื่อหน่าย
ในลักษณะที่มีลักษณะแห่งความทุกข์ พูดสั้นๆ ว่า เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็น “ทุกข์” : ใครเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ดูแล้วน่าเกลียดชัง เพราะว่ามันเปลี่ยนแปลง ตรงข้ามกับสิ่งที่มันไม่เปลี่ยนแปลง คือ “เป็นของเที่ยง” เห็นแล้วน่ารัก น่าพอใจ น่าปรารถนา ผู้มี “ปัญญา” จึงปรารถนาพระนิพพานไม่ได้ปรารถนาสังขารนั้นแม้จะเป็นที่รักใคร่พอใจของคนธรรมดาสามัญทั่วไปอย่างไรก็ตาม

นี่แหละการที่จะละจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้านั้น มันสำคัญอยู่ที่ว่า…เห็นพระไตรลักษณ์เหล่านี้หรือไม่ เห็นมากน้อยแค่ไหน เห็นถึงที่สุดหรือหาไม่? จะต้องมี “ญาณ” คือ ความรู้และ “ทัศนะ” คือ ความเห็นบอกกันเป็น “ญาณทัศนะ” คือ การเห็นด้วยอำนาจแห่งความรู้ ว่าสังขารไม่เที่ยงสังขารเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง อนัตตา นี้เป็นจุดเริ่มต้น

คำว่า “ญาณ” แปลว่า ความรู้ ท่านแบ่งออกได้ 2 ตอนหลักๆ คือ ตอนที่เป็น “ธัมมฐิติญาณ” กับ ตอนที่เป็น “นิพพานญาณ” ตอนหนึ่ง คือ “พระไตรลักษณ์” ผู้ได้ญาณนี้ได้ชื่อว่า ตถตา
อวิตถตา เป็นต้น จะต้องเริ่มต้นด้วยอัมมฐิติญาณ มองเห็นความไม่เที่ยง แล้วก็เห็นความที่เป็นทุกข์ ความดีเป็นอนัตตานี้ก็เป็นญาณ เห็นพระไตรลักษณ์แล้วก็เกิดนิพพานญาณ มีความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดจนกระทั่งมาถึง “ความปล่อยวาง” เป็น วิมุติญาณ, ญาณนี้ก็เป็นนิพพานญาณ ถือหลักว่านับตั้งแต่… “วิมุติญาณ” ขึ้นไปก็อยู่ในพวก “นิพพานญาณ” คือ เห็นนิพพาน, วิมุติญาณทัศนะ เห็นบรรลุวิมุติ คือ “นิพพาน” แล้ว ปล่อยวางจนกว่าถึงญาณสุดท้าย คือ…ได้เสวยรสแห่งความหลุดพ้นในที่สุด

คำถามสุดท้ายว่าที่กล่าวไว้ ปัจจัยที่ห้า คือ “ธรรมะ” นั้น มันมีความจำเป็นอย่างไร? ที่คนอย่างพวกเราๆ จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า… “พระไตรลักษณ์”…คำตอบมีความสำคัญยิ่ง คือ…หลวงปู่พุทธทาส กล่าวไว้ในหนังสือว่า…ถ้าคนเราอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึกเห็นแจ้งอย่างแจ่มแจ้งอยู่เสมอในสิ่งที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” ตามธรรมดาก็หยิบขึ้นมาพิจารณาในเวลาที่ทำ… “กรรมฐานภาวนา”การทำ “วิปัสสนากรรมฐาน” ก็เพ่งพินิจให้ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งการทำ “อานาปานสติ” ทั้งลมหายใจเข้าออกก็ไม่เที่ยง ถ้าดูให้ละเอียดดูร่างกายสังขารก็ขึ้นอยู่กับลมหายใจที่มีการปรุงแต่งสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์เห็นพร้อมกันนี้ก็เห็นอนัตตาว่ามิใช่ตน ไม่ควรไปถือด้วยความเป็น… “ของตน”

ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดเห็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แวบเดียวขณะจิตหนึ่งหรือว่าชั่วข้างพริบหูหนึ่งก็ยังดี คือมี “สมาธิ” ระลึกถึงไตรลักษณ์ เสมอๆๆ มันก็ยังดีกว่าผู้ที่ท่องบ่นพระไตรปิฎกควบทั้งพระไตรปิฎก โดยไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านเปรียบค่า หรือความหมายไว้อย่างนี้ เพราะว่าแสดงว่าเราพุทธบริษัทที่แปลว่าเป็น “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” คือเป็นผู้รู้เรื่อง “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา…: กล่าวคือ

ผู้รู้…คือ เป็นผู้รู้ตนเอง รู้ผู้อื่น ผู้รู้โลกธรรม 8 รู้จักอริยสัจ 4 ผู้ตื่น…คือ เป็นผู้ตื่นจากหลับ คือ กิเลสแห่งอวิชชา ตื่นขึ้นมาก็ไม่หลับก็เห็นตามความเป็นจริง คือ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ถูกหลอกลวง ถูกคลอบงำ ผู้เบิกบาน…คือ สดใส ชื่นบาน เข้มแข็ง ไม่หดหู่ท้อแท้

คําถามสุดท้ายว่าจะปฏิบัติที่ใดได้บ้าง?…ให้ทำได้ทุกขณะไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานมีโอกาสใช้ได้ตลอดเวลา…ถ้าเราเกิดมีความทุกข์ขึ้นมา เจ็บป่วยขึ้นมาก็อย่าไปหลงใหลไปเป็นทุกข์ อย่าไปเป็นทุกข์ แม้มันจะน่ากลัวน่าโกรธ ก็อย่าต้องเป็นทุกข์เจ็บป่วย ปวดร้าวในดวงใจ/และเมื่อได้ความสุขเป็นของที่ไม่ต้องทนหรือทนได้ ก็ยังไปหลงสนุกกับมันให้รีบใช้ “เครื่องมือวิเศษ” ของเราคือ “พระไตรลักษณ์” ให้เห็นความที่มันเป็นสักว่าสังขารตามธรรมดาของมัน ก็จะเรียกว่า เราเป็น…พุทธบริษัทอย่างถูกต้องของแท้ของจริงที่อยู่ด้วยหนทางแห่งความหมดจด ความบริสุทธิ์ ในองค์แห่งมรรคแปดประการเริ่มด้วยการ มีสัมมาทิฐิ (ปลอดจากทุกข์ที่เกิดทางกายที่เรียกว่า…ขันธมาร 2 กับทุกข์ที่ทางใจกิเลสที่เรียกว่า…กิเลสมาร)

ด้วยความเห็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เป็นวัคซีนชีวิตช่วยสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตเราไม่เกิดการยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดทำให้โกรธเกลียดเครียด เศร้าระทมร้องไห้แต่อยู่ด้วยความรู้สึกเฉลียวฉลาด อารมณ์ร่าเริงเป็นอิสระไม่ตกอยู่ใต้อำนาจ หลงใหล ครอบงำ ที่ยั่วยุให้ทรงเป็นความน่ารักน่าชัง ด้วยความปล่อยละวางให้ “จิต” เราอยู่เหนือ “ทุกข์” ไงเล่าครับ