ทั้งๆ ที่ประธานและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอวดอ้างร่าง 279 มาตรา ฉบับสมบูรณ์เสิร์ฟถึงมือรัฐบาล ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอีกแล้ว มีแต่ข้อดี มั่นใจแก้ปัญหาบ้านเมืองได้
อีกทั้งผู้หลักผู้ใหญ่เบอร์ต้นๆ ฝ่ายบริหารก็พึงพอใจเนื้อหา บางเรื่องได้มากกว่าคำขอด้วยซ้ำ
แต่แปลกเป็นอย่างยิ่ง
คนเห็นดี เห็นงาม เห็นคล้อยตาม ที่ไม่เสี่ยงคุก เสี่ยงตะรางเลย กลับทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ
กลายเป็นว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และถูกรัฐจับตามองการเคลื่อนไหว เป็นฝ่ายเสียงดังกล้าแสดงตัว ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง
พรรคเพื่อไทยออกตัวชิงการนำ ถือธงอยู่หัวขบวนฝ่ายประกาศตัวปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ
มองจากฝั่งสาวก แฟนคลับ แน่นอน ย่อมเห็นว่าเพื่อไทยทำถูกต้อง จึงรับไม่ได้กับเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ขณะที่อีกฟากฝั่ง อาจหยามหยัน มองเป็นเพียงข้ออ้างอำพราง การดิ้นรนของผู้เสียประโยชน์จากกติกาการเมืองใหม่
แล้วจุดยืนคนทั่วไปที่มิได้ฝักใฝ่มีขั้วข้างการเมืองเล่า
แน่นอนว่าถ้าไม่บังเอิญเห็นดีเห็นงาม สอดคล้องกับเพื่อไทย ก็ต้องโน้มเอียงเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามถูกต้อง
ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้
แต่ไม่ว่าจะเห็นอย่างไร การออกแบบ กติกาออกเสียงประชามติ ได้เขียนรองรับการลงคะแนนทุกเสียง ทั้งจากเหตุผลการเมือง หลักการ หรือแม้แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานหลายอย่างรวมกัน
มีเงื่อนไขเพียง ต้องออกมาใช้สิทธิโหวตแสดงจุดยืน ทางใดทางหนึ่งชัดเจน เพื่อมิให้เสียของ
การตัดสินใจที่เด็ดขาด ว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะถูกขานเป็นบัตรดี มีผลต่อคะแนน
การออกมาเพียงเพื่อรักษาสิทธิบางประการ นอกเหนือจากรับ-ไม่รับนี้ ไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น
เนื่องจากมีการนับเฉพาะบัตรดีที่กาโหวตรับ หรือไม่รับ มานับเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน นอกนั้นคะแนนตกน้ำ สูญเปล่าไร้ประโยชน์
ร่างรัฐธรรมนูญคืบคลาน ขยับเข้าใกล้ขั้นตอนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง ด้วยการออกเสียงประชามติทุกขณะ
การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง
บางฝ่ายบอกว่าเนื้อหาร่างฉบับ 279 มาตรานี้ เต็มไปด้วยจุดด่างพร้อย ริ้วรอย คราบไคลเผด็จการ แต่ก็มีเสียงยืนยันขันแข็งจากอีกฝ่าย ว่าเนื้อหาถูกต้อง ดีงาม เป็นยาขนานวิเศษ แก้ปัญหาการเมืองไทยได้สารพัดเรื่อง
แต่ก็แปลกประหลาดเป็นที่ยิ่ง
นักการเมือง พรรคการเมืองที่เคยเป็นต้นเสียง ชี้นำทางความคิดประชาชน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชน หลายต่อหลายพรรคกลับเงียบกริบ ไม่กล้าเผยตัว แสดงท่าที ผิดวิสัยการเป็นพรรคการเมือง นักการเมืองฝีปากกล้าอย่างมาก
ผิดปกติจากทุกครั้งที่ไม่ว่าเรื่องใด จะประกาศตัวยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อไทย
ครั้งนี้กลับไม่กล้า เขินอายที่จะหาเหตุผลมาตอบโต้ หักล้าง ปล่อยให้ฝ่ายไม่เห็นด้วยแสดงบทบาทข้างเดียว
ไม่กล้าบอกว่าเนื้อหาไม่ดี
แต่ก็ไม่กล้าบอกว่าเนื้อหาดี เป็นเพราะเหตุใด
ไม่มีจุดยืน!

