หน้าแรก คอลัมนิสต์ นายอุ๊ง แซ่เบ...

นายอุ๊ง แซ่เบ๊ โดย วีรพงษ์ รามางกูร

26.04.18 | 12:10 น.

ข่าวเรื่องบริษัทในเครืออาลีบาบาของแจ๊ก หม่า หรือถ้าออกเสียงแบบแต้จิ๋วที่คนไทยคุ้นหูก็ต้องเรียกว่า อุ๊ง เบ๊ หรือจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นไทยทั้งหมดก็คงต้องเป็น คุณเจตน์ หรือเมฆ อัศวานันต์ หรืออัสสวาณิชย์ แต่สมัยนี้ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ตั้งพรรคลงเลือกตั้งเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรีเมืองไทย

จะเป็นเพราะอะไรไม่ทราบ คนจีนเกิดนิยมชมชอบทุเรียนไทย ทุเรียนมลายู และทุเรียนอินโดนีเซียกันอย่างขนานใหญ่ จะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยปีละ 5-6 ล้านคน ได้มาลองชิมทุเรียนของเราและของมาเลเซียแล้วติดอกติดใจ ทำให้พ่อค้าคนกลางจากจีนมาแย่งซื้อทุเรียนโดยตรงจากชาวสวนทุเรียน แทนที่จะซื้อจากพ่อค้าคนกลางคนไทย

พ่อค้าคนกลางคนไทยที่เคยผูกขาดการซื้อทุเรียนจากชาวสวนจึงไม่พอใจ ให้ข่าวหนังสือพิมพ์โจมตีพ่อค้าคนจีนที่เรียกว่าล้ง รวมทั้งโจมตีนายอุ๊ง แซ่เบ๊ ทั้งๆ ที่เขาจะมาเป็นคนกลางผ่านเครือข่ายอาลีบาบาและโอเพ่น
เซซามิ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศจีนซึ่งมีถึง 1,400 ล้านคน พวกเราควรจะดีใจและขอบใจที่เขาสนใจจะนำทุเรียนและข้าวหอมมะลิขายผ่านเครือข่ายออนไลน์ของเขา

คนจีนจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักทุเรียนไทยและข้าวหอมมะลิไทยก็จะได้รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นคุณูปการมหาศาลกับชาวสวนทุเรียนของไทย แต่อาจจะเป็นผลเสียกับนายทุนไทยที่เคยผูกขาดการเป็นพ่อค้าคนกลาง

Advertisement

เดิมพ่อค้าคนกลางไทยที่ผูกขาดจะเข้าไปซื้อก็ต่อเมื่อทุเรียนเป็นผลใกล้จะสุกแล้ว โดยพ่อค้าคนกลางไทยก็จะเข้ามาเลือกแต่ผลกลมๆ ที่สมบูรณ์ ไม่เอาผลที่บิดเบี้ยวหรือที่ไม่สมบูรณ์เพื่อนำไปส่งออก ซึ่งต้องกะเวลาให้พอดีให้เดินทางไปสุกที่เมืองจีน ซึ่งพ่อค้าเขากำหนดวันได้ว่าควรจะบริโภควันไหน

ส่วนผลที่ห่ามหรือไม่สมบูรณ์ ไม่ได้ขนาด ก็จะซื้อเป็นเกรดต่ำ กดลงมาในราคาที่ย่อมเยา ซึ่งชาวสวนทำอะไรไม่ได้ เพราะตนไม่สามารถหาตลาดเองได้ถ้าทุเรียนของตนมีมากหรือไม่คุ้มค่าทุเรียนของตนมีน้อย
เมื่อความต้องการทุเรียนในเมืองจีนสูงขึ้น ก็มีพ่อค้าคนจีนที่เรียกว่า “ล้ง” เข้ามาทำการสำรวจและขอซื้อเหมาสวนตั้งแต่ลูกทุเรียนมีขนาดเท่ากำปั้น หาข้อมูลคาดการณ์ว่าปีนี้ฟ้าฝนจะเป็นอย่างไร สภาพสวนอย่างนี้จะออกผล ออกลูกที่สมบูรณ์สวยงามเท่าไหร่ ผลที่ไม่สวยต่ำกว่ามาตรฐานมีจำนวนเท่าไหร่ เคาะตัวเลขออกมาแล้วก็ตกลงจ่ายเงินซื้อเหมาทั้งสวน กันคนอื่นที่จะมาแย่งซื้อเมื่อตอนทุเรียนสุก นับว่าเป็นประโยชน์แก่ชาวสวนมหาศาล เพราะได้ราคาดีกว่า 2-3 เท่า

ความเสี่ยงของชาวสวนก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องราคา ความเสี่ยงในเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือการทำนุบำรุงรักษา การให้น้ำให้ปุ๋ย เพื่อให้ทุเรียนที่มีขนาดเท่ากำปั้นไม่ร่วงหลุดและโตต่อไปจนสุก หรือโตต่อไปเหมือนกันแต่รูปร่างหน้าตาอาจจะบิดเบี้ยวไปบ้าง เพราะแดดเพราะลมและปัจจัยอื่นๆ เพียงแต่ล้งจะเป็นผู้รับความเสี่ยงนี้ทั้งหมด

การที่พ่อค้าคนจีนหรือ “ล้ง” สามารถทำได้ก็เพราะเขามั่นใจว่าเขามีตลาดแน่นอนในเมืองจีน อาจจะมีสัญญาขายล่วงหน้าให้พ่อค้าขายส่งในเมืองจีนแล้ว โดยพ่อค้าคนไทยไม่สามารถทำได้ หรือถ้าจะทำก็ต้องกดราคาชาวสวนทุเรียนให้ต่ำพอที่ตนจะได้กำไร เพราะตนไม่มีตลาดในเมืองจีนต้องขายต่อให้ผู้นำเข้าจีนอีกทีหนึ่ง ไม่สามารถลดขั้นตอนการค้าได้อย่าง “ล้ง” จีน

ล้งจีนที่ซื้อเหมาสวนก็มีความเสี่ยงไม่น้อย เพราะไม่อาจจะควบคุมราคาโดยตรงที่เมืองจีนได้ ไม่สามารถควบคุมดินฟ้าอากาศระหว่างรอให้ผลทุเรียนออกมามีคุณภาพตามต้องการได้

หากเป็นเพราะความต้องการสินค้าอย่างมากของคนจีน ที่ทำให้ล้งกล้าเข้ามาแบ่งเบาภาระความเสี่ยงจากชาวสวนทุเรียนไปเป็นอันมาก กลไกตลาดจะเป็นตัวบอกเองว่าราคาซื้อเหมาของล้งขณะที่ทุเรียนลูกเท่ากำปั้นควรจะเป็นเท่าไหร่ ทุเรียนสุกออกสู่ตลาดราคาจะเป็นเท่าไหร่ จะเป็นทุเรียนทอดเท่าไหร่ แต่ละปีก็ไม่เท่ากันเพราะไม่มีใครกำหนดราคาได้

ทุกคนต้องเป็นผู้รับราคาหรือ “price taker” ไม่มีใครสามารถเป็น “price maker” ได้ ยิ่งนายอุ๊ง แซ่เบ๊ หรือคุณเจตน์ อัสสวาณิชย์ หรือคุณแจ๊ก หม่า มาช่วยนำทุเรียนเข้าสู่เครือข่ายอาลีบาบาและโอเพ่น เซซามิ ก็จะยิ่งทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น กำไรส่วนเกินของพ่อค้าคนกลางรวมทั้งของอาลีบาบาเองก็จะยิ่งถูกบีบให้เล็กลง

การแบ่งงานกันทำหรือ division of labor ระหว่างชาวสวนกับพ่อค้าคนกลางย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายดีขึ้นในตลาดเสรี สินค้าอย่างทุเรียนอย่างข้าวนั้นไม่มีใครผูกขาดใครได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลไม่ควรมายุ่ง ผู้ซื้อผู้ขายฉลาดพอที่จะดูแลตัวเองได้

ผู้ที่เสียประโยชน์ไม่ใช่ชาวสวนทุเรียน แต่เป็นพ่อค้าคนกลางและพ่อค้าส่งออกไทยที่แข่งขันสู้ล้งและผู้ส่งออกจีนไม่ได้ พ่อค้าคนไทยต้องปรับตัวให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่ง ลดต้นทุนการค้าทั้งภายในประเทศและที่เมืองจีนให้ได้ ดีกว่าจะมาคร่ำครวญร้องทุกข์กับสื่อมวลชนว่าเกษตรกรไทยถูกล้งจีนเอารัดเอาเปรียบ มาตกเขียวเอาทุเรียนตั้งแต่ผลยังเป็น “โก” หรือลูกเท่ากำปั้น เหมือนกับที่เคยโจมตีพ่อค้าคนกลาง “ตกเขียว” ข้าวในนาตั้งแต่ข้าวยังไม่สุก ทั้งๆ ที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

การค้าให้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ตามหลักประโยชน์จากการค้าขายหรือ “gain from trade” ของอดัม สมิธ และเดวิด ริคาร์โด ที่เขียนไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี การที่เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง มาขอให้สยามเปิดตลาดเสรีกับต่างประเทศจึงเป็นประโยชน์กับชาวไร่ชาวนาและรัฐบาลสยามอย่างมหาศาล แทนที่จะผูกขาดค้าขายอยู่กับประเทศโดยพระคลังสินค้า ด้วยการใช้ขุนนางเจ้ากรมท่าซ้ายและเจ้ากรมท่าขวา พระยาโชดึกราชเศรษฐีกับพระยาจุฬาราชมนตรีเท่านั้น

แล้วถ้าคุณเจตน์ อัสสวาณิชย์ สามารถหาตลาดให้กับสินค้าอื่นๆ นอกจากทุเรียนและข้าวไทย ซึ่งเรามีความสามารถผลิตได้ตั้งแต่ไม้ตีพริกไปจนถึงเรือรบ โดยเล็งไปที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือที่เคยเรียกว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ eastern seaboard ของท่านอาจารย์เสนาะ อูนากุล กับคุณสถาพร
กวิตานนท์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวของประเทศไทยที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกและฐานทัพเรือได้

คุณเจตน์ อัสสวาณิชย์ หรือคุณอุ๊ง แซ่เบ๊ หรือคุณแจ๊ก หม่า จากที่ให้สัมภาษณ์สุทธิชัย หยุ่น จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่เขามีข้อมูล มีความรู้ความเข้าใจกระบวนการพัฒนาของประเทศไทย การส่งออกมีความสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจที่เล็กและเปิด หรือ small and open economy อย่างประเทศไทย

เมื่อเจ้าพ่อการตลาดในเมืองจีนที่มีคนกว่า 1,400 ล้านคน แถมยังชมประเทศไทยและคนไทยเสียเลิศเลอ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นการท้าทายพ่อค้าคนกลางของไทย ซึ่งที่จริงก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนทั้งนั้น ว่าจะปรับตัวใช้ประโยชน์จากคุณอุ๊ง แซ่เบ๊ อย่างไร

ที่เคยมีทัศนคติผิดๆ ที่เคยกลัวเวียดนาม กลัวเขมร ลาว พม่า บังกลาเทศ จะไล่ทันเรา ความจริงควรดีใจที่เพื่อนบ้านเราจะเจริญไปกับเรา เพราะเราจะได้มีโอกาสขยับไปสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น ได้ประโยชน์จากตลาดของเวียดนาม พม่า บังกลาเทศ เขมรและลาว เป็นแหล่งลงทุนและเป็นตลาดรองรับสินค้าอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวที่ล้นจากเมืองไทย หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่บริษัทท่องเที่ยวของไทยจะใช้เป็นประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แทนที่จะมีทัศนคติที่คับแคบ

การที่คุณอุ๊ง แซ่เบ๊ แถลงว่าอาลีบาบาสามารถขายทุเรียนไทยได้ถึง 80,000 ลูกภายในหนึ่งนาที อาจจะเป็นลูกเล่นทางการค้าของเขาก็ได้ ผลไม้ไทยที่คนจีนนิยมยังมีอีกมาก เช่น กล้วยหอม ทับทิม เงาะ มังคุด สับปะรด และแตงโม ส่วนคนไทยก็นิยมผลไม้เมืองหนาวจากจีน ทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างกัน

การที่รัฐบาลหรือสื่อมวลชนไทยให้การต้อนรับคุณอุ๊ง หรือเจตน์ อัสสวาณิชย์ อย่างอบอุ่นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ควรและเหมาะสมแล้ว อย่าไปทำหยิ่ง ใครทำเงินทำตลาดให้กับเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมไทย การท่องเที่ยวไทย ทำให้ผลประโยชน์กระจายออกไปตามกลไกตลาดเอง นับเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เป็นสิ่งที่น่าชมเชย คงไม่เหมือนเสี่ยเปี๋ยง