ทั้ งๆ ที่เข้าใจว่าป่านนี้คนไทยรู้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยากันเยอะแล้ว วันนี้ขออนุญาตตามกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสและออเจ้าทั้งหลาย ย้อนยุคไปดูแรงงานข้ามชาติในสมัยกรุงศรีอยุธยาในอีกมิติหนึ่ง
กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของไทยในช่วงปี พ.ศ.1893 ถึง พ.ศ.2310 เป็นเวลา 417 ปี ก่อนจะเสียกรุงครั้งที่สองและย้ายมาที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยามีกษัตริย์ 33 พระองค์ (รัชสมัยที่ 2 สมเด็จพระราเมศวรครองราชย์ 2 ครั้ง และมี 7 พระองค์ที่ครองราชย์ไม่ถึง 1 ปี) เคยมีความรุ่งโรจน์และความเสื่อมโดยเคยเสียกรุง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 พ.ศ.2112 ในรัชสมัยที่ 16 สมเด็จพระมหินทราธิราช และครั้งที่ 2 พ.ศ.2311 ในรัชสมัยที่ 33 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ หรือที่รู้จักกันในพระนามพระเจ้าเอกทัศ
กรุงศรีอยุธยายุคต้น เมื่อช่วง พ.ศ.1844-1943 ซึ่งตรงกับรัชสมัยที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ.1893-1912) จนถึง รัชสมัยที่ 5 สมเด็จพระรามราชาธิราช (พ.ศ.1938-1952) เคยเป็นชาติมหาอำนาจแข็งแกร่งที่สุดในอุษาคเนย์โดยเริ่มจากการพิชิตราชอาณาจักรและนครรัฐทางเหนือ อย่างสุโขทัย กำแพงเพชรและพิษณุโลก และก่อนสิ้นสุดพุทธศตวรรษที่ 20 (ราวๆ รัชสมัยที่10 สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2 ซึ่งครองราชย์นานถึง 38 ปี) กรุงศรีอยุธยาเคยโจมตีเมืองอังกอร์ (เมืองพระนครหรือนครวัต) ซึ่งเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคในอดีต อิทธิพลของอังกอร์จึงค่อยๆ จางหายไปจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกรุงศรีอยุธยากลายมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทน
จำนวนประชากรของกรุงศรีอยุธยามีเท่าใดนั้นมีการประเมินว่า ราว พ.ศ.2143 มีประชากรประมาณ 3 แสนคน และอาจสูงถึง 1 ล้านคน ในราว พ.ศ.2243 แต่นายเดอลาลูแบร์เคยประมาณว่าในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 (น่าจะตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 พ.ศ.1967-1991 ถึงสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.1991-2031) อาณาจักรอยุธยามีประชากรประมาณ 1.9 ล้านคน ซึ่งนับชายหญิงและเด็กอย่างครบถ้วน
ตรงนี้คำว่าอาณาจักรอยุธยาน่าจะครอบคลุมถึงหัวเมืองต่างๆ ด้วย ค่าประมาณดังกล่าวจึงมีความเป็นไปได้
จ ากการที่ในอดีตกรุงศรีอยุธยาเคยรุ่งเรืองมากจึงเป็นสาเหตุให้มีแรงงานข้ามชาติเข้ามามากมายโดย อาจจำแนกลักษณะการเข้ามาที่สำคัญคือ (ก) เข้ามาเอง ซึ่งมีทั้งเข้ามาทำมาหากินและลี้ภัย (ข) ถูกกวาดต้อนมา ส่วน (ค) เข้ามาตามภารกิจหรือการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างประเทศนั้นถือว่าเป็นการเข้ามาชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้แรงงานที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานระดับล่างและระดับกลาง และมีระดับพ่อค้าวาณิชย์ หรือนายทุนจำนวนไม่มากนัก
ชาวต่างชาติประเภทแรกที่เข้ามาประเทศไทยโดยสมัครใจแต่โบราณกาลนั้น อินเดียนับเป็นชาติแรกซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาเมื่อสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พ.ศ.270-311 คือราว 1,700 ปีก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งสมณทูตออกเผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์ไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศลังกา พม่า และสยาม หรือประเทศไทย
โดยมีพระธรรมทูต 2 องค์คือ พระโสณะและพระอุตตระ และได้มีการสร้างสถูปสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าขึ้น ณ เมืองโบราณของจังหวัดนครปฐม ก่อนที่พระมหากษัตริย์ไทยจะทะนุบำรุงจนเป็นพระปฐมเจดีย์ในปัจจุบัน
ชาวอินเดียนั้นเรามักจะเรียกกันว่าแขก แต่อันที่จริงยังมีชาวแขก
อื่นๆ อีกหลายชาติพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมที่เข้ามากรุงศรีอยุธยายุคต่างๆ อาทิ
แขกมุสลิม แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าแขกมุสลิมได้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็มีหลักฐานบางอย่างเช่นที่กรมศิลปากรได้ทำการขุดกรุพระปรางวัดราชบูรณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างในรัชสมัยที่ 7 สมเด็จพระเจ้าสามพระยา (พ.ศ.1967-1991) พบเหรียญทองอยู่สองอัน ที่ทำขึ้นในประเทศแคชเมียร์ (เคยรุ่งเรืองแต่ปัจจุบันเป็นแคว้นหนึ่งตอนเหนือของอินเดีย) ในราว พ.ศ.1965 (ตรงกับอินเดียสมัยกลาง) แสดงว่าในสมัยนั้นได้ทำการติดต่อค้าขายกับประเทศมุสลิมแล้ว
แขกมัวร์ เป็นคำที่ใช้เรียกชาวมุสลิมโดยรวมที่มาจากเปอร์เซีย อาหรับ อาณาจักรออตโตมาน และอินเดีย ในด้านการค้า มัวร์เป็นพ่อค้าที่นำสินค้าจากโลกมุสลิมมายังกรุงศรีอยุธยา เช่น น้ำกุหลาบ พรมเปอร์เซีย อัญมณี เครื่องทอง ม้าอาหรับ ส่วนสินค้าออกจากกรุงศรีอยุธยา เช่น พริกไทย กำยาน การบูร สำหรับสินค้าราคาดีที่ราชสำนักอยุธยาส่งขายยังอินเดียและเบงกอล คือ ช้าง ในปีหนึ่งๆ นั้น มีการส่งออกช้างที่เชื่องแล้วถึง 300-400 เชือก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพวกมัวร์อยู่กว่า 3,000 คน ในเมืองสมัยนั้นมีถนนบ้านแขกซึ่งทำด้วยอิฐอย่างดีสายหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา มีอาคารอิฐสองฟากฝั่ง พวกมัวร์ฟั่นเชือกขายแก่พวกเรือกำปั่นและสำเภา ทั้งฟั่นชุดจุดบุหรี่ด้วยเปลือกมะพร้าวขายด้วย นอกนั้นยังมีพวกนั่งร้านขายกำไลมือกำไลเท้า ปิ่นปักผม แหวนต่างๆ และเครื่องประดับที่ทำด้วยทองเหลืองที่เชิงสะพานชีกุนตะวันตก
แขกเปอร์เซีย คือชาวอิหร่านและเชื้อสายที่มาจากเปอร์เซียแท้ๆ บางทีเรียกแขกมะหง่ล หรือแขกเจ้าเซ็น เชื่อว่าได้เดินเรือค้าขายกับสยามและดินแดนในแถบนี้มาตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา พร้อมกับนำศาสนาและวัฒนธรรมแบบโลกมุสลิมมาสู่สยาม ชาวเปอร์เซียในกรุงศรีอยุธยาโดยทั่วไป คือ ชาวอินโด-อิหร่าน เพราะพ่อค้าชาวอิหร่านเริ่มเข้าไปตั้งชุมชนอยู่ตามเมืองท่าในอินเดียก่อน ชาวอิหร่านจำนวนมากได้แต่งงานกับสตรีพื้นเมืองอินเดีย ทำให้ลูกหลานมีเลือดผสมที่เรียกว่า กลุ่มชาติพันธุ์อินโด-อิหร่าน คนเหล่านี้ได้ขยายชุมชนและสถานีการค้าไปสู่ตอนใต้ของพม่า กรุงศรีอยุธยา มลายู เรื่อยไปจนถึงเมืองจีน
แต่เดิมชุมชนชาวเปอร์เซียตั้งอยู่นอกเกาะพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัยที่ 21 พระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2154-2171) ผู้นำชุมชนเปอร์เซียชื่อ
เฉกอะหมัด ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมมหาดไทย จึงได้รับพระราชทานที่ดินในเขตกำแพงพระนครให้ตั้งศาสนสถานและบ้านพักอาศัย
เฉกอะหมัดเป็นต้นตระกูลบุนนาค ซึ่งลูกหลานของเฉกอะหมัดได้มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองการปกครองและการค้าสืบต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์
ในรัชสมัยที่ 27 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการจ้างทหารเปอร์เซียจากอินเดียมาเป็นทหารรักษาพระองค์ถึง 200 คน
นอกจากนั้นยังมีแขกอื่นๆ อีก เช่น มลายู ชวา ปัตตานี มักกะสัน และจาม ซึ่งขอข้ามไปเพราะเนื้อที่จำกัด
ชาวจีนเป็นแรงงานข้ามชาติอีกกลุ่มซึ่งเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าสมัยนั้นจีนได้มีการส่งคณะทูตมายังราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัย ขณะที่ราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัยมีการส่งคณะทูตไปเยือนจีนเช่นกัน ในทำนองเดียวกันก็มีผู้กล่าวว่าคนจีนเดินทางมาเมืองไทยตั้งแต่สมัยที่มีความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างไทยกับจีนในสมัยสุโขทัย มีช่างจีนที่ทางราชสำนักจีนส่งมาสอนช่างไทยทำเครื่องสังคโลก ทั้งนี้ชาวจีนเหล่านี้ได้เริ่มอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีนหรือสมัยสุโขทัยในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในสมัยนี้ชาวจีนที่อพยพมาในระยะแรกส่วนใหญ่มาจากทางตอนใต้ของจีน
อย่างไรก็ตาม ในสมัยนั้นชาวจีนยังไม่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย แต่เป็นการเข้ามาทำภารกิจโดยส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าชาวจีนที่เดินเรือเข้ามาติดต่อค้าขายที่เมืองต่างๆ บริเวณรอบอ่าวไทยและที่เมืองสุโขทัยบ้าง
ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาพ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาค้าขายได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและช่วยด้านการค้าสำเภาของไทยด้วย ดังหลักฐานที่ปรากฏในรัชสมัยที่ 8 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่ระบุหน้าที่ราชการค้าสำเภาในกฎหมายนาพลเรือนว่ามี จุ่นจู๊นายสำเภา ต้นหนดูทาง ล้าต้าบาญชีใหญ่ ขณะเดียวกันมีการสันนิษฐานว่าชาวจีนเข้ามาในประเทศไทยตอนใต้ (ถลาง) ในยุคอาณาจักรตามพรลิงค์ (หรืออาณาจักรนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ 7) แต่ข้อมูลและหลักฐานไม่ค่อยชัดเจน
บันทึกของกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวว่าในสมัยโน้นประเทศจีนถูกพวกมองโกลตีเมือง ชาวจีนจึงหนีข้าศึกมาทางตะวันตกเข้ามาอยู่ในเขมรและสยามเป็นจำนวนมาก
ต่อมาใน พ.ศ.1825 (สมัยสุโขทัย) พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์หยวนได้ส่งทูตเข้ามาทำไมตรีสยามจึงเริ่มมีความสัมพันธ์ค้าขายกับจีน คติจีนจึงเริ่มเจริญในสยามตั้งแต่นั้นมา
(จบตอนที่ 1)
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

