ในช่วง 30 ปี ระหว่างทศวรรษ 1950-1980 เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนมีผู้นำเผด็จการ ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ในฟิลิปปินส์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วยรัฐบาลถนอม-ประภาสในไทย และซูการ์โนในอินโดนีเซีย ผู้นำเหล่านี้ต่างได้รับอิทธิพลจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่โหมกระหน่ำทั่วโลกในยุคสงครามเย็น แต่แม้จะเป็นผู้นำเผด็จการ แต่ทุกประเทศย่อมมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้ อย่างไรก็ดี ไม่มีประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารประเทศใดที่ประสบความสำเร็จในนโยบายเศรษฐกิจ เพราะเผด็จการทหารย่อมมีธง และย่อมมีปรัชญาการบริหารประเทศที่ใกล้เคียงหรือเป็นเนื้อเดียวกับปรัชญาของกองทัพ นโยบายเศรษฐกิจภายใต้เผด็จการแบบทหารจึงยึดอยู่กับเศรษฐกิจแบบอนุรักษนิยม ที่มีส่วนผสมของลัทธิชาตินิยม อำนาจนิยม ไปจนถึงการนำระบอบสังคมนิยมมาปรับใช้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
ในพม่า เมื่อนายพลเน วิน ทำรัฐประหารรัฐบาลอู นุ ในปี 1962 (พ.ศ.2505) เน วินล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และตั้งสภาปฏิวัติขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศ หลังรัฐประหารไม่นาน รัฐบาลออกเอกสาร 3 ชุด ที่จะเป็นพิมพ์เขียวเพื่อการบริหารประเทศภายใต้สภาปฏิวัติ ในเอกสารฉบับแรก และเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุด มีชื่อเรียกว่า “วิถีพม่าสู่ระบอบสังคมนิยม” รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการนำระบอบสังคมนิยมมาใช้ ด้วยเชื่อว่าสังคมพม่ามีความเหลื่อมล้ำ และมีการต่อสู้ทางชนชั้น อันเป็นเหตุให้คนจนถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงและกลายเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด หมายรวมถึงผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งการคมนาคมขนส่ง และการค้ากับภายนอกด้วย
เอกสารของสภาปฏิวัติของนายพลเน วิน อีก 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งพรรคโครงการสังคมนิยมแห่งพม่า (Burma Socialist Programme Party หรือ BSPP) ซึ่งกลายมาเป็นพรรครัฐบาลที่บริหารประเทศแทนคณะปฏิวัติ และเอกสารอีกฉบับเป็นเสมือนปรัชญาการบริหารประเทศภายใต้ระบอบสังคมนิยม เอกสารชุดนี้มีชื่อว่า “ระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม : ปรัชญาของพรรคโครงการสังคมนิยมแห่งพม่า” ภารกิจแรกหลัง
การเปิดตัวนโยบายสังคมนิยมอย่างเต็มตัวคือการควบรวมกิจการที่เดิมเป็นของอังกฤษมาเป็นของรัฐ รวมทั้งกิจการขนาดใหญ่อย่างบริษัท Burma Oil Company ธนาคารเอกชน บริษัทตัดไม้ขนาดใหญ่ Bombay Burmah Trading Company และบริษัทต่างชาติที่เป็นที่รู้จักกันดีอื่นๆ เป้าหมายของเน วิน อยู่ที่การนำกิจการของชาวยุโรปและชาวอินเดียมาเป็นของรัฐทั้งหมด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับกิจการของชาวพม่า
เมื่อธุรกิจทุกภาคส่วนของชาวอินเดียถูกทำลาย และถูกกีดกันไม่ให้ทำมาหากินในพม่าได้อย่างสงบ ทำให้ระหว่างปี 1963-1964 (พ.ศ.2506-2507) มีชาวอินเดียราว 300,000 ที่บางส่วนมีสัญชาติพม่า ต้องอพยพออกจากพม่า
ชาวอินเดียเหล่านี้คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ บ้างเป็นข้าราชการ ล้วนแต่เป็นมันสมองให้ระบบอาณานิคมและเป็นกลไกสำคัญในเศรษฐกิจการค้าระบบตลาดของพม่า ชาวอินเดียที่หลงเหลือส่วนใหญ่จึงเป็นคนยากคนจน และคนใช้แรงงานเป็นหลัก เน วิน และนักชาตินิยมอื่นๆ มีความเห็นตรงกันว่าระบอบอาณานิคมสร้างความทุกข์ยากให้กับชาวพม่าในระดับรากหญ้า เพราะไม่สามารถแข่งขันกับชาวตะวันตกและชาวอินเดียได้ เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมจึงเป็นคำตอบที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือชาวพม่า แต่แท้จริงแล้ว ระบบเศรษฐกิจที่เน วินนำมาใช้เป็นมาตรการที่เห็นแก่ตัว และไม่คำนึงถึงศักยภาพของชาวพม่าในขณะนั้น ซึ่งไม่ได้มีมากนัก นโยบายที่รัฐเน้นอีกประการหนึ่งคือการผลิตเพื่อทดแทนการส่งออก ในปลายปี 1963 รัฐบาลสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าทุกอย่าง รัฐเป็นผู้ตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของชาวตะวันตกและชาวอินเดียกว่า 15,000 กิจการถูกสั่งปิดในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อครั้งที่รัฐบาลพลเรือนของอู นุ ยังอยู่ในอำนาจ สถิติทางการของพม่าบันทึกว่ามีร้านค้ารายย่อยมากกว่า 100,000 ร้าน พ่อค้าส่งอีกกว่า 12,000 และสหกรณ์ทั่วประเทศอีก 4,000 แห่ง แต่เมื่อรัฐบาลเน วิน บังคับรวมกิจการทุกอย่างเป็นของรัฐ พ่อค้ารายใหญ่น้อยลดจำนวนลงอย่างมาก ในทศวรรษ 1960 มีพ่อค้าขายส่งและปลีกเหลือเพียง 3,000 เจ้า กิจการการค้าของเอกชนคิดเป็นเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ของการค้าทั้งหมดใน
ประเทศ รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น การยกเลิกระบบการปล่อยเช่าที่ดิน กล่าวคือกำจัดผู้ที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก ทั้งชาวพม่าและชาวอินเดีย ยึดที่ดินมาเป็นของรัฐ และปฏิรูปที่ดินเพื่อแจกจ่ายที่ดินไปให้เกษตรกรในชนบท
นโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของเน วิน เกิดจากแนวคิดของเขาเองผสมผสานกับแนวคิดของนักสังคมนิยม-มาร์กซิสต์ฮาร์ดคอร์อีก 2 คน คือ บา เญง (Ba Yein) และติน เพ (Tin Pe) แม้ว่าในขณะนั้น มหาวิทยาลัยย่างกุ้งจะเต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นเลิศ รวมทั้งโรนัลด์ ฟินด์เลย์ (Ronald Findlay) อาจารย์หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดีย ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจาก MIT (Massachusetts Institute of Technology) และบรรดาลูกศิษย์ของศาสตราจารย์หล่ะ มยิ้น นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอีกจำนวนหนึ่ง กระแสของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อมั่นว่าพม่าจะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้หากไม่มีการส่งออก นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ต้องการส่งเสริมภาคการเกษตร เพราะเชื่อว่าเมื่อการบริโภคสินค้าเกษตรอยู่แต่ในประเทศ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอุดหนุนภาคการเกษตร หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเกษตรกร แม้รัฐบาลจะมีโครงการรับซื้อข้าว
แต่ก็ให้ราคาที่ต่ำมากกว่าราคาตลาดทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นคือรัฐบาลมักซื้อข้าวผ่านพ่อค้าคนกลาง และข้าวที่เหลือก็ส่งออกผ่านหน่วยงานของรัฐที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เน วินปรับภาพลักษณ์ของหน่วยงานรับซื้อข้าวใหม่และตั้งชื่อว่า “บริษัทการค้าหมายเลข 1”
สังคมนิยมแบบเน วิน สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจทั้งระบบของพม่า การผูกขาดการค้าของรัฐทำให้การค้าทั้งหมดเป็นอัมพาต และการกำจัดพ่อค้าชาวตะวันตกและอินเดียออกไปเท่ากับทำลายผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความรู้ด้านการค้า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ใช้พหุวัฒนธรรมและความเชี่ยวชาญของแต่ละเชื้อชาติให้เป็นประโยชน์กับการสร้างรัฐสมัยใหม่ พม่ากลับจมอยู่กับความคั่งแค้นในอดีต และแปลงออกมาเป็นนโยบายที่ไม่มีผู้ใดได้รับประโยชน์ ยกเว้นผู้นำระดับสูงในรัฐบาลและนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่านโยบายด้านเศรษฐกิจ (รวมทั้งด้านอื่นๆ ด้วย) ของรัฐบาลเน วิน ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เมื่อเขาดำรงตำแหน่งเข้าปีที่ 26 ในปี 1988 (พ.ศ.2531) พม่าถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก บทเรียนจากพม่าชี้ชัดว่านโยบายแบบสังคมนิยมครึ่งใบ ที่ผสมลัทธิฟาสซิสม์คลั่งชาติเข้ากับการสร้างรัฐสังคมนิยมครึ่งๆ กลางๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ และการออกมาตรการควบคุมเศรษฐกิจในทุกระดับกลับเป็นผลร้าย แต่ที่เป็นชนวนแห่งความหายนะอาจเกิดจากการอพยพออกไปของชาวอินเดียนับแสน
คนกลุ่มนี้คือกลไกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพม่ามาช้านาน การขาดความรู้ด้านการค้า (กล่าวตรงๆ คือชาวพม่าไม่มี “หัวทางการค้า”) ประกอบกับลัทธิคลั่งชาติสร้างความเสียหายให้พม่าอย่างล้ำลึก และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากยุควิถีพม่าสู่ระบอบสังคมนิยมก็ยังปรากฏให้เห็นมาจวบจนปัจจุบัน

