นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป แม้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ แต่ราชการไม่หยุดทำการ พรรคการเมืองยิ่งไม่หยุดใหญ่ ด้วยเป็นวันแรกที่ต้องระดมสมาชิกพรรคให้ได้จำนวนพอกับการจัดตั้งพรรค
นับแต่วันนั้นเป็นต้นไป ใครจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ให้ตัดสินใจ มีเวลาไม่มากนัก เพราะเมื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดแล้ว โอกาสจะลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคการเมืองได้ไม่ยาก
หลังจากนั้น แน่นอนว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติควรจะยกเลิกประกาศคำสั่งการชุมนุมเกินกว่า 5 คน และประกาศหรือคำสั่งอื่นเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคกับการดำเนินการทางการเมืองที่แต่ละพรรคต้องเตรียมตัวหลายอย่างหลายประการ อย่างน้อยคือการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการพรรค
จากนั้น การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะลงในเขตเลือกตั้งใดต้องดำเนินการไม่ชักช้า หรืออาจจะรั้งรอผู้สมัครของแต่ละพรรคประกาศตัวก่อน เพื่อให้ได้รับทราบว่าเป็นใคร มีโอกาสมากน้อยเพียงใด
วันนี้พรรคการเมืองที่พร้อมแล้วมีหลายพรรค ตั้งแต่พรรคใหญ่สองพรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ (เจ้าเก่า) พรรคเพื่อไทย (ผู้น่าจะยังครองเสียงข้างมากได้อยู่) พรรคระดับรอง เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องพูดถึงพรรคพลังชล (ที่บุคคลสำคัญไปเป็นหนึ่งเป็นสองในกลุ่มรัฐบาลทหารเสียแล้ว) หรือพรรคอื่นที่เคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น พรรคมาตุภูมิของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
รวมไปถึงพรรคที่จัดตั้งใหม่ ประกาศตัวมานานแล้ว คือพรรคประชาชนปฏิรูปที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นหัวหน้าพรรคชนิดไม่มีคู่แข่ง และพรรคที่ประกาศตัวสดๆ ร้อนๆ คือพรรคอนาคตใหม่ ยกให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ดูสิว่า พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่ จะมีผู้สมัครทั้งเป็นสมาชิกและสมัครรับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองหน้าเก่ากี่มากน้อย เป็นนักการเมืองหน้าใหม่กี่มากน้อย
ความเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่า หน้าใหม่ วันนี้ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ไม่ได้มีใครแปลกหน้าไปกว่ากันสักเท่าไหร่
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น นับคะแนนจากในหีบหย่อนบัตรเลือกตั้ง จะได้ใคร หน้าใหม่ หน้าเก่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคือผู้รับผิดชอบครับผม
เพราะการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครอง ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจะเลือกใครจากพรรคการเมืองใด เป็นผู้แทนของตน ย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยแท้
แม้ว่าประชาชนจะถูกบังคับโดยกฎหมายให้เลือกผู้สมัครจากผู้ที่พรรคการเมืองส่งสมัคร ไม่สามารถเลือกผู้สมัครตามใจชอบได้ก็ตาม
เถอะ ยังถือว่าอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะพรรคการเมืองเลือกผู้สมัครให้ประชาชนเลือกอีกต่อหนึ่ง ดังเคยมีความหวังในสมัยหนึ่งว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรคก็ตาม
วันนี้มีความพยายามของผู้ที่เป็นรัฐบาลมาจากการยึดอำนาจ ยังมีมาตรา 44 เป็นอำนาจในมือนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะใช้เมื่อไหร่ ใช้อย่างไร ได้ทั้งสิ้น แม้มีรัฐธรรมนูญแล้ว
ไม่ต้องถาม ไม่ต้องตอบว่า หลังเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองหน้าเก่าใครจะรับผิดชอบ ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยท่านรับผิดชอบของท่านเอง เมื่อเลือกตั้งเข้าไปแล้ว ได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ได้นักการเมืองและพรรคการเมืองขี้โกง
ผู้เป็นรัฐบาลคงได้รับเสียงเรียกร้องจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเองว่า ให้ยุบสภา หรือให้รัฐบาลลาออก แล้วเลือกตั้งกันใหม่ จะกี่ครั้งก็ได้ อย่าใช้วิธีการออกมากระจายเสียงทั้งวิทยุและโทรทัศน์
“ประกาศคณะ..ฉบับที่ 1 ตามที่ปรากฏว่า…..” เบื่อฟังแล้วขอรับกระผม

