การตระเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เริ่มต้นแล้วอย่างคึกคัก ฝุ่นตลบเป็นหย่อมๆ
กลุ่มที่ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ต่างพากันขยับเคลื่อนไหว มากบ้างน้อยบ้าง ตามสภาพ
ที่ฝุ่นตลบมากหน่อย น่าจะเป็นกลุ่มที่ ก้ำๆ กึ่งๆ คลุมๆ เครือๆ ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือไม่ จะลงสนามการเมืองหรือไม่
แต่ดูจากความเคลื่อนไหวสรุปได้แล้วว่า เอาแน่
นั่นคือ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่คาดหมายว่าจะเป็นพรรคหลักที่มีหน้าที่สนับสนุนนายกฯคนปัจจุบัน ให้เป็นนายกฯอีกรอบ
ด้วยภารกิจไม่ธรรมดาแบบนี้ ก็ย่อมเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในตอนนี้
จะเรียกดูด ดึง ช้อป หรืออะไรก็ตาม แต่เห็นชัดมากว่า มีการดึงนักการเมืองให้เข้ามาใกล้ชิดกลุ่มอำนาจปัจจุบันมากขึ้น
ตอนรัฐประหาร 2557 ใหม่ๆ นักการเมือง ทั้งระดับชาติ ทั้งท้องถิ่น เป็นกลุ่มคนที่น่ารังเกียจ ฉ้อฉลอำนาจ คอร์รัปชั่น โกงกินงบประมาณ ฯลฯ จะต้องปฏิรูปการเมือง จะต้องปรับพฤติกรรมนักการเมืองเป็นการใหญ่
ภายใต้คำขวัญ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
มาถึงตอนนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว นักการเมืองกลับมาขึ้นหม้ออีกครั้ง มีคนแวะเวียนไปเยี่ยม จับเข่าคุยสารทุกข์สุกดิบ แลกเปลี่ยนหนทางแก้ปัญหาบ้านเมือง
บางคนบางกลุ่มรับเชิญเข้าไปช่วยงานรัฐบาล หรือเครือข่ายของรัฐบาลแล้ว
วันก่อน หัวหน้าพรรค ปชป. บอกว่า คงจะไม่หมดเท่านี้ แต่จะมีอีก
ก่อนจะโดนสวนว่า ดูแลลูกพรรคตัวเองไว้ให้ดีก็แล้วกัน
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็จำเป็นจะต้องจับตามองเป็นพิเศษ
เพราะเป็นธรรมดาของการเมืองไทย ทั้งก่อนปฏิรูปและหลังปฏิรูป พรรคไหนมีอดีต ส.ส.ที่มีฐานเสียงชัดเจน มีชื่อเสียงในจังหวัด ได้รับเลือกตั้งมาหลายๆ สมัยไปเข้าร่วมมากๆ ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีผู้สมัครโนเนม ไม่ใช่คนมีชื่อเสียง
และรู้กันว่าในการเลือกตั้ง ประชาชนยังให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” ที่ลงสมัครอยู่
ส่วนพรรคอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหว ถ้าเป็นพรรคใหม่ ที่มาแรงแม้เดินคนละแนวกับพรรคใหม่ที่เพิ่งเอ่ยถึง ก็คือพรรคอนาคตใหม่
พรรคนี้มาแรงด้วยพลังความคิดคนหนุ่มคนสาว ที่จะเข้าไปปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญและอื่นๆ
เป็นแนวคิดที่ท้าทายมาก ทำให้เห็นว่า เส้นทางข้างหน้า จะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก
ส่วนพรรคเดิม ที่ยังเชื่อว่าด้วยฐานคะแนนเดิม และสถานการณ์การเมือง น่าจะกลับเข้าสภาด้วยจำนวน ส.ส.ที่ประมาทไม่ได้ คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
แต่เอาเข้าจริงก็ขยับเขยื้อนไม่ได้มากนัก เพราะติดขัดด้วยกฎระเบียบที่ยังใช้บังคับอยู่
ขั้นตอนสะสางสมาชิก เตรียมผู้สมัคร คงใช้เวลาช่วงนี้และยืดยาวไปอีกสักสองเดือนหรือสามเดือน
ถึงจุดที่จะต้องปลดล็อก เปิดให้หาเสียง โชว์ตัวผู้นำพรรค ว่าที่นายกฯ และนโยบายกันเมื่อไหร่
ภาพของการเมืองปี 2562 จะชัดเจนมากขึ้น
วรศักดิ์ ประยูรศุข

