ในโลกที่อริยะแล้ว กฎหมายเป็นเพียงปราการด่านสุดท้ายไม่ใช่ประการแรกของการรักษาความเป็นธรรมในสังคม เพราะสังคมอยู่ร่วมกันได้ด้วยกติกาบรรทัดฐานที่เข้าใจและยอมรับร่วมกัน
กติกาและบรรทัดฐานนี้ถ้าเป็นเรื่องของกิจกรรมเราก็เรียกว่าวัฒนธรรมประเพณี ถ้าเป็นเรื่องของจิตสำนึกแล้วก็เรียกว่าสามัญสำนึก หรือจะเรียกว่าจิตสำนึกร่วมกันของสังคมก็ย่อมได้เพราะเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่สังคมยอมรับร่วมกันเพื่อให้คนในสังคมอยู่กันได้ แต่จะว่าไปแล้วสามัญสำนึกหรือบรรทัดฐานของสังคมนี้เป็นเงื่อนไขขั้นแรกหรือปราการด่านหน้าที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ประเทศจะเจริญได้นอกจากคนจะได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว ยังต้องอาศัยผู้มีตำแหน่งการงานดี มีฐาน มีอำนาจหน้าที่สูงเป็นแรงขับเคลื่อน หากจะให้ดีควรต้องเป็นคนมีสามัญสำนึกด้วยก็จะเป็นแรงสำคัญที่จะประคับประคองให้สังคมอยู่ดีมีสุขได้อย่างมั่นคง แต่ก็น่าแปลกใจว่าสามัญ สำนึกนี้กลับไม่ค่อยสามัญหรือมิได้มีอยู่ทั่วไป
มาลองดูความผิดทางกฎหมายเปรียบเทียบกับความผิดทางสามัญสำนึก เช่น หากเราไปรังแกหรือทำร้ายคนชรา คนพิการ กฎหมายก็จะเอาโทษเราได้ แต่ถ้าเราไปหัวเราะเยาะเย้ยคนแก่ คนพิการว่าอัปลักษณ์ น่ารังเกียจ เป็นตัวถ่วงสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ กฎหมายเอาโทษเราไม่ได้ แต่สังคมก็มักจะพิพากษาว่าเราเป็น
คนใจร้าย ใจดำ ไม่มีใครนับถือหรือไม่มีใครอยากให้เข้ามาร่วมวงด้วย สามัญสำนึกไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อมนุษย์กำเนิดมาอย่างเดียว หากแต่ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูบ่มเพาะของครอบครัว การได้รับอบรมทางศาสนา รวมทั้งการขัดเกลาพฤติกรรมโดยสังคม สามัญสำนึกจึงเป็นเหมือนจรรยาบรรณของอารยชนในการอยู่ร่วมกัน
ในอดีต เราเคยมีผู้นำท่านหนึ่งแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้อง เพื่อให้การกระทำเหล่านั้นไม่ผิดกฎหมาย ผู้นำท่านนั้นก็อยู่ในประเทศไม่ได้แล้ว ต่อมาเหตุการณ์ได้พลิกผันหลายตลบจนได้รัฐบาลนี้มาด้วยเหตุผลกลใดนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่หากผู้นำรัฐบาลนี้จะมาใช้กฎหมายอำนวยประโยชน์ให้อภิสิทธิ์แก่คนกลุ่มหนึ่งในขณะที่ต้องขับไล่คนยากจนออกจากป่า รัฐบาลนี้จะอธิบายเรื่องนี้โดยอาศัยกฎหมายแต่อย่างเดียวไม่ได้
ในเรื่องบ้านพักตุลาการอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดสามัญสำนึกของความยุติธรรมในสังคม การใช้ประโยชน์ที่ดินของบ้านพักตุลาการอาจถูกต้องตามกระบวนการขออนุญาตทุกอย่างและถือว่าที่ดินนั้นตามกฎหมายเป็นที่ดินของรัฐหากทำถูกระเบียบก็นำมาใช้ได้ แต่ในสามัญสำนึกและความเป็นจริงคือที่ดินนั้นเป็นของประชาชนร่วมกันไม่ใช่ของข้าราชการ หากรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อคนกลุ่มหนึ่งแล้ว ประชาชนจึงมีสิทธิตั้งคำถามว่า ต่อจากนี้ไปป่าในเมืองไทยจะไม่เต็มไปด้วยบ้านพักข้าราชการของทุกกระทรวงหรือ?
ถึงแม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายที่ดินแต่อาจจะผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ได้ ถามว่าทำไมโครงการใหญ่ขนาดนั้นเกินร้อยไร่ ทำไมไม่มีขั้นตอนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งๆ ที่อยู่ในที่สูงชันเปราะบางขนาดนั้น การเข้าไปอยู่ในที่สูงมากและเป็นที่ป่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหา เช่น ไฟป่า นอกจากนี้การป้องกันไฟป่าจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบงบประมาณป้องกันไฟป่า?
การกระทำบางอย่างไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดสามัญสำนึกและธรรมชาติก็จะลงโทษ เพราะธรรมชาติได้พิสูจน์มาให้เราประจักษ์อยู่เป็นเนืองนิตย์อยู่แล้วก็ไม่แน่นะคะ ธรรมชาติอาจลงโทษการกระทำด้วยปรากฏการณ์บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น บ้านพักตากอากาศในจังหวัดท่องเที่ยวซึ่งมักจะอยู่บนเขาหรือแม้แต่วัดบางแห่งที่พยายามไปสร้างเจดีย์อยู่บนยอดเขาโดยอาศัยช่องโหว่ต่างๆ สักวันหนึ่งอาจจะลื่นไถลมากองอยู่บนพื้นข้างล่างเพราะสร้างอยู่บนชั้นหินแกรนิตเดิม ซึ่งเมื่อได้เปิดพื้นที่แล้วก็จะยุ่ยสลายง่ายเพราะขาดฐานที่แข็งแรงรองรับ บ้านพักตุลาการนี้ก็เช่นกันไปตั้งอยู่บนเขาที่ทั้งสูงทั้งชันและอยู่ในเขตดอยสุเทพซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะของหินแกรนิต หินแกรนิตนี้แม้จะแข็งแกร่งมากก็จริงแต่หากเปิดหน้าดินแล้วก็จะเปื่อยยุ่ยและสลายได้ง่าย หากลงรากฐานไม่ดีพอก็จะสไลด์ลงมาได้ง่ายเช่นกันก่อให้เกิดเสียชีวิตและทรัพย์สินได้อีกด้วย
หากปราการด่านแรกพังลงมาแล้ว ปราการด่านสุดท้ายจะอยู่ได้อย่างไร และที่สำคัญจะมองหน้าตัวเองเวลาส่องคันฉ่องได้อย่างไร….จริงไหมออเจ้า!

