หน้าแรก คอลัมนิสต์ การท่องเที่ยว...

การท่องเที่ยวกับความเป็นจริงเชิงซ้อน โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

30.04.18 | 13:09 น.

ปัจจุบันมีการพูดถึง Augmented Reality หรือ AR กันมากขึ้น-ประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในเรื่องนี้คือ ‘เมื่อความจริงเติมแต่ง ถูกผูกอยู่กับความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์บนโลก เราควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?’ การที่ผู้คนรุมกันบนเว็บไซต์หน้าหนึ่งหรือเพจเพจหนึ่งบนโลกออนไลน์นั้นเป็นเรื่องจัดการไม่ยากนัก-แต่หากข้อมูลบางอย่างที่อยู่บนโลกออนไลน์, ดึงให้ฝูงชนมารุมแบบเดียวกันบนโลกแห่งความเป็นจริง, แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?

คุณคงเคยได้ยินเรื่องแอพพลิเคชั่นนำเที่ยวแบบ Augmented Reality มาบ้าง แอพพลิเคชั่นนำเที่ยวเหล่านี้ จะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของเราให้เป็นเลนส์ เมื่อเราใช้โทรศัพท์ส่องทิวทัศน์ในเมือง หมุดหมายแสดงสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอตามระยะจริง แอพพลิเคชั่นลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในการใช้นำทางด้วย สมมุติว่าเราเดินหลงทางอยู่ในเมืองและดูแผนที่สองมิติไม่ค่อยเป็น เมื่อใช้แอพพลิเคชั่นนี้ การนำทางแบบสามมิติก็จะปรากฏตรงหน้า และเราก็แค่เดินตามลูกศรที่มันบอกเท่านั้น ระหว่างทางหน้าจอยังสามารถแสดงป๊อปอัพซ้าย-ขวาชวนให้เราดูจุดสนใจได้อีกด้วย

เทคโนโลยี Augmented Reality หรือความจริงเติมแต่ง คล้ายกับการซ้อนข้อมูลอื่นบนพื้นที่จริง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะซ้อนอะไรลงไป นักการตลาดอาจเลือกซ้อนข้อมูลโปรโมชั่นร้านค้า หรือบิลบอร์ดแบบเสมือนที่น่าตื่นตาตื่นใจลงไปบนพื้นที่ต่างๆ เช่นตอนที่ iPhone 8 เปิดตัวในสหรัฐอเมริกา เครือข่าย Verizon ร่วมกับแอพพลิเคชั่น Snapchat ก็ออกแคมเปญ ‘ล่าเลขแปด’ ในแปดเมือง เมื่อนักล่าสมบัติเดินทางไปยังจุดที่มีเลขแปด (แบบเสมือน) ซ่อนไว้ แล้วใช้ Snapchat ส่องดูพร้อมกับถ่ายรูปส่งเข้าแคมเปญ พวกเขาก็มีโอกาสชนะรางวัลไอโฟนจริงๆ

ตัวอย่างแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวที่ใช้ Augmented Reality ที่น่าสนใจ เช่น สตาร์ตอัพชื่อ Blippar ออกตัวอย่างการนำทางผ่านความจริงเติมแต่ง ที่มีความพิเศษตรงที่ เมื่อคุณไปที่จุดที่กำหนด จะมีตัวละครเสมือน (เช่น กวีในประวัติศาสตร์) ออกมาเล่าข้อมูลของจุดนั้นๆ หรือเมื่อคุณเดินผ่านร้านกาแฟสักแห่ง ก็อาจมีป้ายบอกโปรโมชั่นและเมนูประจำวันลอยขึ้นมา แอพพ์ England’s Historic Cities ใช้ความจริงเติมแต่งให้นักท่องเที่ยวสามารถปฏิสัมพันธ์กับโบราณสถานทั่วประเทศจำนวน 12 แห่งได้ เช่นที่ Stratford-upon-Avon เมืองเกิดของเช็คสเปียร์ คุณจะได้รับการนำทัวร์จากวิลเลียม เชกสเปียร์เสมือนเองเลยทีเดียว แอพพ์ Gruesome Gotham ออกมาต้อนรับฮัลโลวีนด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Dark Tourism โดยนักท่องเที่ยวสายมืดสามารถใช้แอพพ์นี้เพื่อส่องดูจุดเกิดเหตุฆาตกรรมสยองขวัญหกแห่งในยุควิกตอเรียนทั่วเมืองนิวยอร์กได้ เมื่อคุณไปยังจุดเกิดเหตุ คุณจะเห็นภาพแสดงเหตุฆาตกรรมนั้นๆ และเสียงชวนขนลุกในแอพพ์ก็จะบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นให้คุณฟัง

วงการศิลปะมีการพูดถึงการใช้เทคโนโลยีความจริงเติมแต่งเพื่อรักษาสมดุลระหว่างอิสระในการแสดงออกอย่างเช่นกราฟฟิตี้กับการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองมากยิ่งขึ้น โดยอ้างว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นทางออกให้กับศิลปินที่ ‘มีอะไรจะพูด’ โดยสามารถพูดให้คนที่อยากฟังได้ผ่านแอพพ์ (เมื่อคุณส่องที่ผนังของตึกสักแห่ง งานกราฟฟิตี้ที่มีศิลปินพ่นไว้จะทาบทับไปกับกำแพงนั้นแสดงขึ้นมาให้เห็น) โดยที่คนที่ไม่อยากเห็น ก็ไม่ต้องเห็น เมืองก็จะดูเป็นระเบียบ แต่ก็มีข้อถกเถียงต่อมาเช่นกันว่า จริงๆ แล้วศิลปินกราฟฟิตี้อาจต้องการแสดงออกโดยไม่ต้องขออนุญาตว่าจะมีใครอยากเห็นหรือไม่อยาก พวกเขาต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อประท้วงอะไรสักอย่าง

Advertisement

เมื่อมีกลุ่มศิลปินกลุ่มหนึ่งประท้วงที่ Jeff Koon ศิลปินชื่อดังไปร่วมงานทำศิลปะในความจริงเติมแต่งกับแอพพ์ Snapchat การคุยเรื่องสิทธิของพื้นที่เสมือนยิ่งเข้มข้นขึ้นอีก ศิลปินกลุ่มนี้ตั้งคำถามว่า ถึงแม้จะแสดงศิลปะใน ‘พื้นที่เสมือน’ (นั่นคือผ่านแอพพ์) ก็ตาม แต่พื้นที่ตรงนั้นๆ ก็ยังเป็นพื้นที่ของเมืองอยู่ เราสามารถอนุญาตให้แอพพ์ใดๆ มาแต่งเติมอะไรก็ได้ในพิกัดสาธารณะอย่างนั้นหรือ? (ถึงแม้ว่าจะเป็นการแต่งเติมในพื้นที่อีก ‘ชั้น’ หนึ่งก็ตาม)-นั่นคือ Jeff Koon และ Snapchat มีสิทธิใช้พิกัดในเมืองหรือ?

ศิลปินกลุ่มนี้ถูกโต้กลับว่า แต่มันเป็นแค่พื้นที่เสมือนนะ Jeff Koon ก็ไม่ได้ไประรานสายตาใครในโลกจริงสักหน่อย ถ้าคุณอยากเห็น ก็แค่ใช้แอพพ์ส่อง ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้อง! ง่ายๆ เท่านี้เอง-แต่คำถามคือ มันง่ายเท่านี้จริงๆ หรือ?-การใช้ ‘พิกัด’ และกำหนดความหมายเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นร่วมกัน สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของ ‘พิกัด’ นั้นจริงไหม?

ในตอนที่แอพพลิเคชั่นความจริงเติมแต่งอย่าง Pokemon Go ดัง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ ‘ความจริงในอีกมิติ’ ที่ดูไม่เกี่ยวโยงกับพิกัดบนโลกจริง (การสร้างโปเกสต๊อป ไม่ได้สร้างเสาขึ้นมาระรานสายตาใครจริงๆ การจับโปเกมอนก็ไม่ได้ทำโดยการปล่อยสัตว์จริงๆ ออกมาให้คนจับ) แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของพื้นที่บางแห่ง (เช่น บ้านคน หรือสถานที่ราชการ) ก็ต้องจัดการกับฝูงชนที่มายังจุดนั้นๆ เพราะจุดนั้นบังเอิญเป็นจุดที่มอนสเตอร์เกิดพอดี ดังนั้น จะบอกว่าความจริงเติมแต่งนั้น ‘ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ’ เลยก็ย่อมทำไม่ได้ เพราะเมื่อมีคนให้ความหมายกับพื้นที่นั้นในอีกระดับ เจ้าของพื้นที่ (หรือคนที่อยู่รอบๆ พื้นที่นั้น) ก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบในอนาคต เมื่อพื้นที่หนึ่งๆ ไม่ได้มีแค่ความหมายที่เห็นต่อตาเท่านั้น แต่ยังมีความหมายร่วมอื่นๆ ที่เราต้องใช้ร่วมกันอีกหลายร้อย หรือหลายพัน-และความหมายเหล่านั้นกำลังจะเพิ่มขึ้นด้วยแอพพ์