หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่อจอมเผด็จ...

เมื่อจอมเผด็จการตั้งพรรค โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

1.05.18 | 12:00 น.

คําอธิบายของปรากฏการณ์ที่เผด็จการดูดนักการเมืองเก่ามาอยู่ด้วย หรือถ้าพูดแบบกลางๆ หน่อยก็คือเชิญมาเป็นที่ปรึกษา หรือไปพูดคุยถึงถิ่นนี้ มักจะถูกอธิบายในแนวทางประวัติศาสตร์เสียเยอะ

เช่น นี่คือการสืบสานอำนาจ ไม่ต่างกับที่จอมพล ป. ทำในช่วงที่สองที่ครองอำนาจ หลัง 2490 ถึง 2500 หรือที่จอมพลสฤษดิ์ ถนอม ประภาส ทำตั้งแต่ช่วง 2500 ถึง 2516 หรือมีการอ้างอิง (แต่ไม่ตรงนัก) ไปถึงสมัยที่นักการเมืองเชิญอดีตผู้นำคณะรัฐประหารหลังการเลือกตั้ง 2535 มาเป็นรัฐบาล เป็นต้น

นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เผด็จการที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง โดยเฉพาะในความหมายของการเป็นหัวหน้าพรรคนั้นมักจะมีจุดจบไม่ดี ถึงขั้นถูกประชาชนขับไล่ และไม่มีแผ่นดินจะอยู่ก็มาก แต่ผมกลับคิดว่านั่นคือสิ่งที่คนภายนอกชอบมอง เป็นมุมมองแบบที่มองไกลและทำนายจุดจบเป็นหลัก

ความสำคัญของเรื่องในมุมมองของเผด็จการ เอาเข้าจริงอาจไม่ใช่เรื่องจุดจบ แต่อยู่ที่การอยู่ในอำนาจนานขึ้น เพราะกว่าจะจบ (เว้นกรณี 2535) นั้นก็นานโขอยู่ และที่จบนั้นจะมาอ้างว่าเกิดจากการลุกฮือของประชาชนเท่านั้นไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาว่าส่วนใหญ่ที่เผด็จการอยู่ไม่ได้ และปราบประชาชนไม่สำเร็จ เพราะพวกเขาไม่มีเอกภาพในกลุ่มของพวกเขาเองด้วย

เอาเป็นว่าแนวการวิเคราะห์แบบที่นำเสนอไปนี้ บวกกับความรู้สึกเบื่อหน่ายทางสังคมที่หนังม้วนเก่าเหมือนจะย้อนมาอีกครั้ง เป็นเรื่องที่น่าจะหาอ่านและหาเสพได้ในสื่อและบทวิเคราะห์ทั่วไป สิ่งที่ผมอยากนำเสนอนั้นไม่เกี่ยวกับเมืองไทยเลยแม้แต่นิดเดียว ถือว่าเป็นการจำปากฝรั่งเขาพูดมา และแน่นอนว่าเมื่อประเทศไทยมักถูกอธิบายโดยผู้มีอำนาจและลิ่วล้อของพวกเขาว่าเป็นประเทศที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์อะไรได้ แถมยังเป็นประชาธิปไตย 99.99% ผมก็ขอถือว่างานชิ้นนี้ของผมเป็นงานที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์อะไรในการทำความเข้าใจกับสังคมไทยที่ข้ามพ้นทุกทฤษฎีในโลกแห่งนี้

Advertisement

เรื่องที่คงไม่เกี่ยวกับบ้านเราสักนิด คือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในการเมืองของแต่ละประเทศในโลกนั้น ระบอบเผด็จการนั้นหวนกลับมาอีก โดยเฉพาะเผด็จการแบบที่เป็นเผด็จการบุคคล (personalist dictatorship) หรือจอมเผด็จการ หรือผู้นำเดี่ยว หรือบางทีเรียกว่า พวกผู้นำเผด็จการที่มีลักษณะผู้นำเดี่ยวที่เข้มแข็ง (Strongman Ruler) ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ เพราะตอนนี้สัดส่วนในบรรดาเผด็จการด้วยกันนั้น สัดส่วนของจอมเผด็จการครองสัดส่วนถึงร้อยละ 40 ขณะที่เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นเมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว คือประมาณช่วงสงครามเย็นนั้น จอมเผด็จการนั้นมีสัดส่วนในบรรดาเผด็จการด้วยกันแค่ร้อยละ 23 เท่านั้นเอง

ล่าสุดเห็นความเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในจีน ที่ทำให้สี จิ้นผิงมีโอกาสอยู่ในอำนาจเพิ่มจากกรอบเดิม ก็เป็นอีกกรณีศึกษาถึงการที่แนวโน้มการเมืองแบบที่อิงกับตัวบุคคลจะมีอำนาจมากขึ้น

ในทางทฤษฎีเผด็จการศึกษาแล้ว เผด็จการแบบจอมเผด็จการ เมื่อเทียบกับเผด็จการแบบอื่น เช่น เผด็จการคณะทหาร และเผด็จการพรรค หรือเผด็จการจากผู้นำที่อิงธรรมเนียมประเพณี จะพบว่าจอมเผด็จการนั้นเป็นพวกที่ก้าวร้าว บ้าอำนาจมากที่สุด และมักจะอยู่ในสังคมที่ยากจนมาก และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐที่ล้มเหลว รวมทั้งมักจะมีแนวโน้มที่จะไม่ยอมเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

จากข้อมูลทั่วโลกพบว่ามีเพียงระบอบที่ปกครองโดยจอมเผด็จการเพียงร้อยละ 36 เท่านั้น ที่เมื่อหลุดจากอำนาจแล้วจะนำเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ขณะที่จำนวนที่เหลือซึ่งมากกว่าครึ่งนั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบจอมเผด็จการใหม่ๆ เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนผ่านของระบอบเผด็จการแบบอื่นที่ประมาณครึ่งหนึ่งมักจะเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตย

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีเพียงหนึ่งในสามของระบอบจอมเผด็จการนั้นจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย และงานวิจัยใหม่ทางรัฐศาสตร์ค้นพบเคล็ดลับว่า บรรดาจอมเผด็จการที่เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยสำเร็จนั้นมักมีปัจจัยร่วมกันคือการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ของจอมเผด็จการนั่นเอง

งานวิจัยใหม่พบว่า จอมเผด็จการที่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเองแล้วเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง (เช่น Cambio 90 ของฟูจิโมริ ในเปรู) หรือจัดตั้งใหม่เมื่อเข้ามามีอำนาจนั้น (อาทิ กรณีของปูติน) มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย (แต่ต้องระวังคำนี้ เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ แต่อย่างน้อยประชาชนก็มีส่วนร่วมมากกว่าระบบที่ปิดตาย ส่วนประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือเป็นแค่เผด็จการที่สร้างภาพให้เกิดการแข่งขัน competitive authoritarianism ก็ต้องดูกันไป และต้องย้ำอีกทีว่า เรากำลังพูดถึงแค่หนึ่งในสามของระบอบจอมเผด็จการเท่านั้น)

จอมเผด็จการที่ตั้งพรรคการเมืองของตนเองนั้น มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยมากกว่าจอมเผด็จการที่ไปคบค้าสมาคมกับพรรคเก่า หรือนักการเมืองหน้าเก่า เช่น กรณีในคองโก ที่พรรคของประธานาธิบดีที่อยู่ในอำนาจมาสามสิบปียังคงครองอำนาจผ่านการมีพรรคการเมืองใหญ่ที่ดูดนักการเมืองต่างๆ มาอยู่ด้วยกัน หรือในคีร์กีซสถาน ที่จอมเผด็จการที่เพิ่งถูกไล่ลงโดยการลุกฮือของประชาชนผ่านการปฏิวัติทิวลิปเมื่อสิบปีก่อนพยายามครองอำนาจโดยไม่ใช้กลไกพรรคการเมือง แถมยังส่งต่ออำนาจให้ลูก

เวลาที่เราพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยนั้น เราไม่ได้ตั้งหลักที่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่เราหมายถึงอย่างน้อยว่า ระบบการเมืองนั้นเปิดขึ้น งานวิจัยพบว่าการสร้างพรรคขึ้นของจอมเผด็จการในยุคที่เรืองอำนาจอยู่นั้นสร้างโอกาสให้กับการเติบโตของประชาธิปไตย อย่างน้อยการที่จอมเผด็จการลงมาเล่นการเมืองในระบบพรรคนั้นทำให้การเคลื่อนไหวของประชาชนนั้นมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในแง่ของการเคลื่อนไหวในแนวทางสันติ มากกว่าที่จะเกิดแนวทางการเคลื่อนไหวแบบใช้ความรุนแรง และการเคลื่อนไหวในแนวทางสันตินั้นมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น

เหตุผลส่วนใหญ่ของการที่จอมเผด็จการนั้นต้องตั้งพรรคการเมืองและจะลงมาเล่นเกมประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราคิดง่ายๆ ว่า เพราะจอมเผด็จการเป็นนักประชาธิปไตย แต่ส่วนหนึ่งเพราะเขาต้องการลดความเสี่ยงที่กองทัพจะกลายเป็นภัยคุกคามกับการครองอำนาจของตน หรือกล่าวให้กว้างขึ้นในมุมการวิเคราะห์แบบนี้ พรรคของจอมเผด็จการนั้นไม่ใช่พรรคทหาร แต่เป็นพรรคที่กลัวทหารมากกว่า และเอาเข้าจริงก็กลัวการปฏิวัติซ้อน

แต่จอมเผด็จการที่หันหน้าไปสร้างพรรคนั้นมีจุดดีอยู่อย่างตรงที่การหันหน้าพึ่งพรรคนั้น ทำให้จอมเผด็จการไม่หันไปใช้อีกทางเลือกหนึ่งเพื่อคานอำนาจกองทัพ นั่นก็คือการหันไปหาการสนับสนุนจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มอื่นที่อาจจะต้องตั้งขึ้นมาใหม่ โดยเชื่อว่ากองกำลังที่เป็นเสมือนกองทัพย่อยๆ ของตนเองนั้นจะปกป้องตนเองจากการคุกคามของกองทัพได้ และในอีกด้านหนึ่ง การใช้กองกำลังสนับสนุนใหม่ๆ แบบนี้อาจทำให้จอมเผด็จการหันไปใช้บริการกองกำลังใหม่ๆ นี้ในการปราบปรามมวลชน แทนการใช้กำลังจากกองทัพ ซึ่งบ่อยครั้งมีอาการลังเลที่จะใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาจำนวนมาก เพราะมีขั้นตอนและธรรมเนียมบางอย่างค้ำคออยู่

เหตุผลอันแสนโลกสวยของจอมเผด็จการที่หันมาตั้งพรรคใหม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งก็คือ มีความเป็นไปได้ที่จอมเผด็จการเหล่านั้นต้องการแสวงหาการสนับสนุนจากคนกลุ่มใหม่ๆ มากกว่าหันเข้าไปหาเครือข่ายชนชั้นนำเก่า และการที่จอมเผด็จการสามารถหาการสนับสนุนจากคนกลุ่มใหม่ๆ ได้นั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การกดดันและสร้างแรงสะเทือนต่อเครือข่ายชนชั้นนำเก่า

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในพรรคของจอมเผด็จการอาจจะมีแนวโน้มต้องการระบบการเมืองที่เปิดกว้างเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างกรณีของจอร์เจีย ที่ผู้นำคนเก่าพยายามดึงเอาคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในโครงสร้างพรรค และก่อให้การเปลี่ยนแปลงได้ (หรือผมคิดถึงกรณีอย่างอดีตรองนายกของมหาธีร์ ในกรณีมาเลเซีย ที่ตอนหลังก็แตกหักกันไป แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งพรรคใหม่ แต่เราก็ต้องมองเรื่องการสร้างผู้สืบทอดที่เน้นนักการเมืองกลุ่มใหม่ๆ เช่นกลุ่มเยาวชน)

กล่าวโดยสรุป งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของจอมเผด็จการนั้นชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่เผด็จการจะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจากภายในตัวระบอบเอง และการรักษาอำนาจของจอมเผด็จการนั้นอาจจะเลือกหนทางที่จะเข้าสู่เกมประชาธิปไตยผ่านการใช้กลไกการจัดตั้งพรรค และพรรคที่จะทำให้ตัวเองครองอำนาจยาวนานขึ้น และมีภาพลักษณ์เป็นประชาธิปไตยก็คือพรรคของจอมเผด็จการที่ไม่ได้อิงกับนักการเมืองหน้าเก่าๆ หรือพรรคการเมืองเดิม

แม้จะไม่ใช่เรื่องที่เป็นอุดมคติ แต่การที่จอมเผด็จการนั้นเล่นเกมประชาธิปไตย และมีพรรคการเมืองที่ดึงเอาคนที่อยู่นอกวงอำนาจเดิมเข้ามาสังกัด ก็จะเปิดโอกาสให้ระบบการเมืองนั้นเปิดขึ้น และะที่สำคัญเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าจอมเผด็จการมีฐานสนับสนุนจากชนชั้นนำเก่าน้อยลง เขาจึงต้องแสวงหากลุ่มผู้สนับสนุนใหม่ๆ ซึ่งในแง่นี้ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบจะต้องเปิดกว้างกว่าเดิม เพราะเดิมนั้นจอมเผด็จการและบรรดาเครือข่ายพันธมิตรอำนาจเดิมนั้นไม่สนใจเปิดระบบการเมืองออก เพราะพวกเขาคุมสถานการณ์ได้หมดทั้งในระดับล่างและในเครือข่ายอำนาจด้วยกัน แต่การที่จอมเผด็จการนั้นต้องเปิดตัวเองลงมาเล่นในเกมการเมืองประชาธิปไตยนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่เพราะเขาต้องการรักษาอำนาจ แต่เป็นเพราะฐานอำนาจและความชอบธรรมเดิมของจอมเผด็จการนั้นง่อนแง่นเต็มที หรือไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยกันรักษาอำนาจไว้ได้ แต่การจะกระโดดไปดองญาติกับนักการเมืองและพรรคการเมืองหน้าเดิมๆ นั้น จะให้หลักประกันในการสืบสานอำนาจได้มากขึ้นไหมก็น่าคิด เพราะจอมเผด็จการอาจจะเปิดศึกหลายด้าน ทั้งจากฝ่ายตรงข้ามเดิมที่จอมเผด็จการไปพรากอำนาจเขามา และจากฝ่ายชนชั้นนำเก่าที่เคยสนับสนุนการยึดและอยู่ในอำนาจของจอมเผด็จการที่เริ่มเบื่อหน่ายกับสภาวะไม่ยอมลงจากอำนาจตามที่สัญญาไว้ของจอมเผด็จการเมื่อครั้งเข้าสู่อำนาจ

มองแบบนี้เราอาจจะเห็นใจจอมเผด็จการมากขึ้นว่าที่ต้องออกมาเล่นเกมส์ จอมเผด็จการก็เป็นนักการเมือง นั่นก็เพราะว่าฐานอำนาจและความชอบธรรมแบบเดิมนั้นเริ่มไม่ทรงพลังอีกต่อไปนั่นแหละครับ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ขอบอกตรงๆ ว่าไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลยสักนิดเดียว เพราะประเทศไทยนั้นมีประชาธิปไตยถึง 99.99% และต่างชาติก็ยอมรับและเข้าใจเรามาโดยตลอดไม่ใช่หรือครับ?ก๊ากกกกกกก

(ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก E.Frantz and A.Kendall-Taylor.Pathways to Democratization in Personalist Dictatorships. Democratization. 24:1, 2017. และ A.Kendall-Taylor, E.Frantz, and J.Wright.The Global Rise of Personalized Politics: It’s not Just Dictators Anymore The Washington Quarterly. 40:1. 2017)