อุปสรรคขวากหนามที่ยิ่งใหญ่ปานขุนเขามหึมาสำหรับชาวสยามแต่ไหนแต่ไรคือ การไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะไม่มีตำรา ไม่มีครู ไม่มีโรงเรียน และไม่รู้จะเรียนอะไร ?
ปี พ.ศ.2054 ภายใต้การนำของ อัลฟองโซ อัลบูร์เคิร์ก ผู้แทนกษัตริย์โปรตุเกสที่เข้ามาถึงอาณาจักรอยุธยา โปรตุเกสเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มาถึงแผ่นดินสยาม มิชชันนารี 2 ท่านแรกที่มาถึงสยามคือ บาทหลวงเยโรนิโม ดา ครู้ส และบาทหลวงเซบาสติ อาว ดา กันโต
พ.ศ.2110 นักบวชคณะโดมินิกัน และคณะฟรังซิสกัน คณะออกุสติเนียน และคณะเยซูอิต บาทหลวงทั้งหมดข้ามน้ำ ข้ามทะเล เสี่ยงตายด้วยเหตุผลคือ การอุทิศตนเพื่อการเผยแพร่คริสต์ศาสนา
ฝรั่งโปรตุเกสเข้ามาสร้างโบสถ์ เผยแพร่ศาสนา รักษาพยาบาล สร้างโรงเรียนหลังเล็กๆ เพื่อสอนภาษาโปรตุเกส และภาษาละติน ในยุโรปเอง ภาษาโปรตุเกสก็ถือได้ว่าเป็นภาษาหลักที่ใช้สื่อสารกันได้ มหาอำนาจในยุโรปต่างแข่งขันกันเผยแพร่ภาษาของตนให้ผู้คนทั้งหลายใช้เพื่อการสื่อสาร เป็นการแสดงแสนยานุภาพ ความเป็นมหาอำนาจของชนเผ่า
สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงมีพระวิสัยทัศน์ ทรงอนุญาตแบบเปิดกว้างให้บาทหลวงโปรตุเกสสอนหนังสือได้ เด็กๆ จึงโชคดีเหลือหลาย ได้เรียนภาษาโปรตุเกสและภาษาละติน สถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังคงอยู่คือ โบสถ์เซนต์โยเซฟ
การเรียนภาษาโปรตุเกสในสยามขยายตัวออกไปต่อเนื่อง จนทำให้ขุนนางไทยระดับเสนาบดีบางคนสามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้ และบาทหลวงโปรตุเกสพูดภาษาไทยได้
ภาษาโปรตุเกสเลยกลายเป็นภาษาราชการในสยามสำหรับติดต่อกับชาวยุโรป ชาวฝรั่งเศส ชาวฮอลันดา ที่เข้ามาสยามในช่วงแรก ต้องใช้ภาษาโปรตุเกส
ข้อมูลเรื่องการใช้ภาษาสื่อสารในอยุธยาช่วงนี้น่าสนใจมากนะครับ

บาทหลวงตาชาร์ด (Guy Tachard) ของฝรั่งเศสที่ตามเข้ามาอยุธยาหลังโปรตุเกส ต้องประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อพบว่าการติดต่อกับชาวสยามต้องใช้ภาษาโปรตุเกส ชาวสยามส่วนหนึ่งสามารถเข้าใจบาทหลวงที่เทศน์เป็นภาษาโปรตุเกส
มิชชันนารีในสยาม สอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา ให้กับลูกหลานในสยามโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ
การให้การศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว ใช้หลักสูตรของโรงเรียนในยุโรป มีระดับ ประถม มัธยม และอุดมศึกษา มิชชันนารีฝรั่งไม่บังคับเรื่องการนับถือศาสนาของเยาวชนที่มาเรียน สยามมี “คนรุ่นใหม่” ที่มีความรู้ คณิตศาสตร์ ศิลปวิทยาการ ภาษาต่างประเทศ พร้อมที่จะทำงาน ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ
นี่เป็นพลังขับเคลื่อนให้อยุธยา เปรียบเสมือนดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง โดดเด่น รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้
คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางสยามชาวกรีก เป็นบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่ล่าม แปล ถ่ายทอดกิจการงานต่างประเทศทั้งปวงถวายสมเด็จพระนารายณ์ฯ ฟอลคอนเองสามารถ ฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาโปรตุเกสได้ดี ทำให้ฟอลคอนมีบทบาทโดดเด่นในราชสำนัก
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบาทหลวงตาชาร์ด เมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว บันทึกว่า
“ในบรรดาเสนาบดีสยาม มีอยู่ท่านหนึ่งที่พูดภาษาโปรตุเกสได้ดี และมีสติปัญญาไหวพริบว่องไว …ทูตลาลูแบร์ เรียกเสนาบดีสยามท่านนั้นเข้ามาดื่มกาแฟในห้องนอนของเขา แล้วนั่งคุยอยู่ตลอดวันทั้งวัน เป็นเวลาหลายวัน เขาต้องการให้เสนาบดีท่านนั้นตอบคำถามนับเป็นพันๆ ข้อของเขา เกี่ยวกับพระเจ้ากรุงสยาม เกี่ยวกับพระราชสำนัก และเรื่องราชการภายในพระราชอาณาจักรนี้…”
ความสามารถในการใช้ภาษาโปรตุเกสของเสนาบดีสยามในครั้งนั้นคือ การสร้างความเข้าใจ สร้างมิตรไมตรี และยังเป็นการแก้วิกฤตการณ์ให้บ้านเมืองได้ เสียดายที่มิได้กล่าวถึงชื่อเสนาบดีท่านนี้
อย่างไรก็ตาม ขุนนางมุสลิมสายโลหิตของขุนนางเฉก อะหมัด แขกเปอร์เซียผู้จงรักภักดีต่อพระนารายณ์ฯ
ก็ยังมีอิทธิพลในกิจการงานราชสำนัก จึงยังคงมีการใช้ภาษาเปอร์เซีย รวมถึงการค้าขายกับจีน ซึ่งมีการใช้ภาษาจีนในการติดต่อ
พ.ศ.2205 พระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ของฝรั่งเศส ส่งคณะมิสซังคณะใหญ่เข้ามาในสยาม การศึกษาของเด็กสยามเริ่มย้ายถ่ายโอนไปอยู่ในการอุปถัมภ์ของชนชาติฝรั่งเศส
กลับมาคุยกันเรื่อง “การศึกษาสำหรับเด็กสยาม” ที่ค่อนข้างมืดบอด อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
พ.ศ.2223 จากการประสานงานของขุนนางฟอลคอนที่รับผิดชอบพระราชภารกิจด้านการต่างประเทศ สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงตัดสินพระทัย จัดส่งคณะทูตชุดที่ 1 ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ 14 มีพระพิพัฒนาราชไมตรี เป็นราชทูต หลวงวิสารสุนทรเป็นอุปทูต และขุนนครศรีวิชัย เป็นตรีทูต โดยมีบาทหลวงเกม (Gayme) ชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาทำงานในอยุธยา และสามารถพูดภาษาไทยได้ดี ทำหน้าที่เป็นล่ามร่วมเดินทาง
คณะทูตชุดปฐมฤกษ์นี้ออกเดินทางจากอยุธยาโดยเรือสินค้าของฝรั่งเศสที่ชื่อโวดูส์ ไปแวะที่เมืองบันตัม ในหมู่เกาะชวา (อินโดนีเซีย) และได้พักคอยเรือโดยสารอยู่ที่เมืองบันตัม 6 เดือน
คณะทูตจากสยามเดินทางต่อเรือโดยสารเรือฝรั่งเศส อีกลำหนึ่งชื่อ “โซเลย์ดอริอองต์ (Soleil d’ Orient)” แล่นเรือออกเดินทางจากเมืองบันตัม ไปในมหาสมุทรอินเดีย
หลังจากนั้นเรือลำนี้ได้หายสาบสูญไปในมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ต่อมาได้มีคนยืนยันว่าเรือน่าจะอับปางลงที่บริเวณเกาะมาดากัสการ์ (Madagascar) ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
พ.ศ.2226 สมเด็จพระนารายณ์ฯจึงโปรดฯให้ตั้งคณะข้าราชการระดับล่าง ไปติดตามสถานการณ์ของคณะทูตชุดที่ 1 ที่หายไปในทะเลแบบไร้ร่องรอย ประกอบด้วย ขุนพิไชยวาณิช และขุนพิชิตไมตรี ในการไปครั้งนี้ โปรดฯให้นำนักเรียนไทยไปด้วย 4 คน เพื่อศึกษาต่อในฝรั่งเศส (ซึ่งไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนาม)
คณะที่ 2 ที่ไปติดตามหาคณะที่ 1 โชคดีเหลือหลายรอดตาย เรือแล่นไปถึงฝรั่งเศส คณะทูตชุดนี้มิได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพราะมิได้อัญเชิญพระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์ฯไปด้วย มีแค่หนังสือจากระดับเสนาบดีสยามติดไปเพื่อแนะนำตัวเท่านั้น
ข่าวเรื่องของเรือราชทูตชุดแรกอับปางสูญหายในทะเล แพร่สะพัดออกไปในอยุธยาราชธานี สร้างความตระหนกตกตื่นแก่บรรดาขุนนางทั้งหลายทั้งปวง
ในปี 2228 พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสส่งเชอวาลิเอร์ เดอโชมองต์ เป็นราชทูตชุดแรกจากฝรั่งเศส ถือเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครั้งแรก
พ.ศ.2229 สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงปรารภว่า ถึงแม้จะมีชาวต่างชาติบาทหลวงเข้ามา จัดการเรียนการสอนให้เด็กสยาม ซึ่งน่าจะยังไม่เป็นที่พอพระทัย พระองค์มีพระประสงค์จะส่งเด็กสยามไปเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส 12 คน โดยจัดไปทุกปี ขอให้จัดการคัดเลือกเด็กเพื่อไปเรียนหนังสือ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงลูกหลานของเสนาอำมาตย์ในวัง
เสียงร่ำไห้ระงมจากเสนาอำมาตย์ทั้งหลายดังไปทั่วราชสำนัก เพราะเสนาอำมาตย์กลัวลูกไปสูญหายตายตกทะเล ประการสำคัญที่สุดคือ บ้านเมืองฝรั่งเศส หน้าตาเป็นยังไง จะไปเรียนอะไร จะกิน จะอยู่อย่างไร และจะได้กลับมาเห็นหน้าพ่อแม่อีกไหม ?
พระนารายณ์ฯไม่พอพระทัยยิ่งนัก ที่พระประสงค์ดีของท่านถูกบ่ายเบี่ยง ในที่สุดรับสั่งให้บาทหลวงฝรั่งเศสไปจัดการคัดเลือกเด็กสยามที่มีความสามารถ 12 คน ไปเรียนในฝรั่งเศสให้จงได้
พระกรุณาของพระองค์ถึงขนาดมีรับสั่งให้บาทหลวงฝรั่งเศสเตรียมการหาครอบครัวชาวฝรั่งเศสเพื่ออุปการะเด็กสยาม ให้แยกกันอยู่ แต่เวลาไปเรียน ให้เรียนที่หลุยส์ เลอกรัง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะทรงพระราชทานให้
พระนารายณ์ฯทรงมีพระบรมราชโองการถึงบาทหลวงตาชาร์ดว่า “เรื่องเด็ก 12 คน ที่พระเจ้ากรุงสยามโปรดส่งให้ไปยังฝรั่งเศสนั้น ทรงมีพระราชประสงค์ให้เข้าเรียนในโรงเรียนหลุยส์ เลอกรัง และให้เล่าเรียนการทั้งปวงเหมือนกับผู้ดีชาวฝรั่งเศสทั่วไป จะส่งเด็กไปเล่าเรียนให้คงมีจำนวนนักเรียนอยู่ในประเทศฝรั่งเศส 12 คนเสมอไป”
บาทหลวงฝรั่งเศสที่รับพระราชกระแสจากพระนารายณ์ฯ ประสานงานได้สำเร็จเรียบร้อย คัดเลือกเด็กชาวสยามได้ 12 คน หาครอบครัวชาวฝรั่งเศสระดับขุนนางอุปการะได้ จัดการเดินทางจนถึงฝรั่งเศสพร้อมคณะราชทูตจากสยาม
18 มิถุนายน พ.ศ.2229 คณะของราชทูตโกษาปาน ประกอบด้วย ปาน เป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิศาลวาจา เป็นตรีทูต พร้อมทั้งบาทหลวงเดอ ลีออง และผู้ติดตาม รวมกว่า 40 ชีวิต ออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยา พร้อมด้วยนักเรียนนอกรุ่น 1 จำนวน 12 คน
ประเทศฝรั่งเศสในยุคพระเจ้าหลุยส์ 14 เจริญรุ่งเรืองไม่เป็นสองรองใครในโลก กรุงปารีสเป็นมหานครที่สวยงามที่สุดของโลก ถนนหนทาง การวางผังเมือง สวยเฉียบขาด แม่น้ำลำคลอง อาคารสถานที่ ปราสาทราชวัง มีระบบประปา มีน้ำพุตามจุดต่างๆ ในกรุงปารีส สุดแสนอลังการ ฝรั่งเศสโดดเด่นด้วยระบบการศึกษา เป็นเลิศทางด้านแฟชั่นการแต่งกาย การทหาร วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์
ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯของอยุธยาวันนั้น ฝรั่งเศสไปไกลขนาดมีมหาวิทยาลัยแล้ว ฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอันดับต้นของโลก (กรุณาดูภาพประกอบ)

บาทหลวงฝรั่งเศสที่นำเด็กชายสยาม 12 คนไปเรียนถึงฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2229 ตามพระประสงค์ของพระนารายณ์ฯ บันทึกชื่อไทยและเปลี่ยนเป็นชื่อฝรั่งเศสไว้ ดังนี้
1.ชื่อพี เปลี่ยนชื่อเป็น Pierre Emmanuel
2.ชื่อเพชร เปลี่ยนชื่อเป็น Jean Baptiste
3.ชื่ออ่วม เปลี่ยนชื่อเป็น Paul Artus
4.ชื่อชื่น เปลี่ยนชื่อเป็น Louis
5.ชื่อไก่ เปลี่ยนชื่อเป็น Francois Xavier
6.ชื่อมี เปลี่ยนชื่อเป็น Henri Olivier
7.ชื่อด่วน เปลี่ยนชื่อเป็น Phillipe
8.ชื่อสัก เปลี่ยนชื่อเป็น Francois
9.ชื่อเทียน เปลี่ยนชื่อเป็น Tiiomas
10.ชื่อวุ้ม เปลี่ยนชื่อเป็น Nicolas
ส่วนเด็กอีก 2 คนที่บาทหลวงฝรั่งเศสมิได้กล่าวถึง เพราะ 1 คนป่วยหนักจากการเดินทางเข้าร่วมพิธีรับศีลจุ่มไม่ได้ แต่รายชื่ออีก 1 คนอาจจะเสียชีวิตระหว่างทาง คณะทูตโกษาปานใช้เวลาเดินทางในท้องทะเล ฝ่าคลื่นลมราว 3 เดือน จนถึงแผ่นดินฝรั่งเศส
คณะของราชทูสยามขึ้นบกที่เมืองแบรสต์ (Brest) ชาวเมืองฝรั่งเศสในสมัยนั้นต่างตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของคณะทูตชาวสยามจากดินแดนตะวันออกผู้มาเยือน จึงตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนสยาม (Rue de Siam)
เด็กสยาม นักเรียนนอกรุ่น 1 ทั้ง 10 คน ได้ทำพิธีเข้ารีตรับศีลจุ่ม ณ มหาวิหารแซงต์ ซุลปิซ (Saint Sulpice) กรุงปารีส แยกย้ายไปอยู่กับครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่รับอุปการะ เมื่อพร้อม ก็เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนหลุยส์ เลอกรัง (Lycee Louis le Grand) ซึ่งในบันทึกระบุว่าเป็นการเรียนศาสนา วิชาทำน้ำพุ วิชาก่อสร้าง และวิชาช่างเงินช่างทอง ตามที่พระนารายณ์ฯ
มีพระประสงค์
บาทหลวงฝรั่งเศสบันทึกต่อไปว่า เด็กสยาม เป็นคนถ่อมตน สุภาพ เรียบร้อย เปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ถุงเท้า สวมหมวกขาวพันผ้าดอก ข้างบนมียอดแหลม และต่อมายังขอลูกประคำสำหรับคล้องคอตามแบบคริสต์
ส่วนคณะของทูตโกษาปานจากอยุธยาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229 ณ ห้องกระจก พระราชวังแวร์ซายน์ และเดินทางกลับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2230 นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์สยาม-ฝรั่งเศส
คณะทูตจากสยามได้เห็นองค์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตัวจริงเสียงจริง ได้เห็นบ้านเมืองของฝรั่งเศสที่เจิดจรัส มีเอกสารบันทึกไว้ว่า คณะทูตได้เดินทางชมเมืองต่างๆ ในฝรั่งเศสเลยไปไกลถึงเบลเยียม
คณะทูตอยุธยาได้รับการยกย่องชื่นชม พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดให้เขียนรูปเหตุการณ์เอาไว้จนถึงทุกวันนี้
นอกจากเด็กสยาม 12 คนแล้ว ยังมีบันทึกที่ไม่ค่อยเปิดเผยต่อสาธารณชนคือ มีเด็กชายอีก 3 คน ที่มากับคณะราชทูต มิได้มาเรียนหนังสือ แต่ถูกส่งมาอยู่ในฝรั่งเศส
คนแรกคือ หลานของเจ้าชายแขกมากัสซาร์ (แขกมักกะสัน-กลุ่มมุสลิมที่ก่อกบฏชิงราชบัลลังก์ในอยุธยา ซึ่งต้องโทษประหารชีวิตแต่ให้เนรเทศไปฝรั่งเศส) ซึ่งมาถึงแล้ว ต่อมาหายตัวไปในฝรั่งเศส
ส่วนคนที่ 2-3 คือลูกชายของขุนนางวิชาเยนทร์ หรือฟอลคอนกับท้าวทองกีบม้า ที่หนีตาย เพราะกำลังถูกปองร้ายโดยกลุ่มของพระเพทราชาในลพบุรี ซึ่งบาทหลวงฝรั่งเศสนำเด็กไปมอบให้กับขุนนางเชื้อพระวงศ์ของฝรั่งเศสเลี้ยงดู ต่อมาป่วยเสียชีวิต 1 คน (อาจจะไม่ตรงกับข้อมูลบางสำนัก)
เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ภาคภูมิใจ ตามบันทึกของอธิการแห่งซัวซี (Abbe de Choisy) ต้องขอนำมาบอกเล่า คือความอัจฉริยะของหนุ่มสยามอายุ 22 ปี มีนามว่า อันโตนิโอ ปินโต ที่บาทหลวงฝรั่งเศสประทับใจ พ่อเป็นโปรตุเกส แม่เป็นชาวสยาม ปินโตพูดภาษาละติน โปรตุเกส ฝรั่งเศสและภาษาไทย เขาเฉลียวฉลาดที่สุดตั้งแต่เรียนหนังสือในสยาม บาทหลวงฝรั่งเศสตั้งใจนำปินโตไปศึกษาต่อด้านการศาสนาในฝรั่งเศส ระหว่างเดินทางมาในเรือ ปินโตป่วย เมาคลื่นตลอดทาง เมื่อถึงกรุงปารีสได้พักฟื้นคืนสติ บาทหลวงคณะการต่างประเทศจบจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne) ในปารีสเรียกปินโต ไปทดสอบความรู้ เป็นด่านแรกก่อนขึ้นเวทีแบบปุจฉา วิสัชนาต่อสาธารณชนในฝรั่งเศส
มองซิเออร์บูซตร์และผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกอีก 3 คน สนทนากับปินโต หนุ่มสยาม ถามปัญหา สนทนา เรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด การทดสอบนานกว่า 2 ชั่วโมง ทำให้ปราชญ์ทั้ง 4 คนทึ่งในสติปัญญา ไหวพริบ ปฏิภาณ และรับรองว่า ปินโต มีความพร้อมสูงสุดที่จะขึ้นโต้วาที เพราะจะมีบาทหลวง ปราชญ์ และชาวปารีสแห่กันมาฟังการปุจฉาวิสัชนา และผลการปุจฉาวิสัชนา
เมื่อขึ้นโต้วาที หัวข้อเรื่องทางเทวศาสตร์ ณ อาสนวิหาร นอร์ตดาม และที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (มหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ 2 ของโลก) ในปารีส หนุ่มปินโต จากสยามสร้างความประทับใจต่อสาธารณชนในปารีสแบบกระหึ่มห้อง ซึ่งต่อมาเขาได้รับการสนับสนุนให้ไปศึกษาและทำงานในระดับสูงสุดกับพระสันตะปาปาที่กรุงโรม
เพชรอยู่ที่ไหนย่อมเป็นเพชร 3 เดือนต่อมา ณ กรุงโรม มองซิเออร์ปินโต ชาวสยามไปโต้วาทีวิทยานิพนธ์เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งบาทหลวงชั้นคาร์ดินัล พร้อมทั้งปราชญ์ในโรมที่มานั่งฟังปินโต ต่างปรบมือสรรเสริญ ยอมรับชาวสยามผู้นี้ในความเป็นอัจฉริยะ ตั้งแต่ตั้งสถาบันแห่งนี้มา ยังไม่เคยมีชาวต่างชาติคนใดจะแตกฉานเท่ากับชาวสยามผู้นี้เลย
พระสันตะปาปาแห่งกรุงโรมบวชให้ปินโต อายุ 22 ปี เป็นบาทหลวงเป็นกรณีพิเศษก่อนที่ปินโต เดินทางกลับไปฝรั่งเศส ซึ่งพระสันตะปาปาเองยังเห็นว่า ที่จริงแล้วชาวสยามคนนี้น่าจะได้เป็นบาทหลวงชั้น “พระสังฆราชผู้แทนพระสันตะปาปา” (Vicaire Apostolique) เสียด้วยซ้ำ

ไม่มีบันทึกว่า ปินโต ชาวสยาม ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไรในฝรั่งเศส แต่เชื่อว่ารุ่งโรจน์และรุ่งเรือง
เด็กสยาม 11 คน เรียนในฝรั่งเศสได้ราว 5 ปี ก็มีข่าวจากเมืองสยามว่า พระเพทราชาทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ และต่อมาสมเด็จพระนารายณ์ฯสวรรคต พระเพทราชาไม่นิยมชมชอบ คิดกำจัดฝรั่งต่างชาติเป็นทุนเดิมมานานแล้ว เกิดการสู้รบ บาดเจ็บล้มตาย เพื่อขับไล่ชาวฝรั่งเศสทั้งหมดออกจากสยาม
เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ฯสวรรคต ก็ไร้ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเด็กๆ เหล่านี้อีกต่อไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงส่งเด็กนักเรียนนอกรุ่น 1 นี้ทั้งหมดกลับสู่กรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์สยามกับฝรั่งเศสเป็นอันสิ้นสุด
เมื่อกลับมาแล้ว ไม่มีใครทราบว่านักเรียนนอกรุ่น 1 นี้ เป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่า ยุคสมัยนั้นเป็นช่วงเวลาการชิงชังฝรั่งเศส ซึ่งทุกคนก็ต้องหลบหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องกับฝรั่งเศส
ในช่วงที่พระเพทราชาครองราชย์ บรรดาภาพพระเจ้าหลุยส์ฯ ภาพวาดอื่นๆ รวมทั้งเครื่องราชบรรณาการจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ฝากมากับราชทูตโกษาปานจำนวนมาก ถูกนำไปเผาทิ้งทั้งหมด
เป็นพระวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ ที่ทรงวางรากฐานการศึกษาแก่พสกนิกรในแผ่นดิน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เกิดโรงเรียน ตำราเรียน ระบบการศึกษา มีคนรู้หนังสือ เกิดการบันทึกขีดเขียน สื่อสารกับชาวต่างชาติได้….แม้จะไม่ต่อเนื่องยั่งยืน
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
ข้อมูลจาก : ขอบคุณเอกสาร บทบาทของภาษาโปรตุเกสในประวัติศาสตร์อยุธยา โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือโบราณคดีไทย

