อนุสนธิจากการที่เกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่านในประเทศคิวบา โดยมีการแต่งตั้งประธานาธิบดีคนใหม่คือ นายมิเกล ดิแอส คาเนล เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่ประธานาธิบดีของคิวบาไม่ได้มาจากตระกูล “คาสโตร” ซึ่งเป็นตระกูลที่นำการปฏิวัติมาตั้งแต่ พ.ศ.2502
คิวบาเป็นประเทศเล็กๆ ในละตินอเมริกาที่เป็นเกาะประกอบด้วยเกาะคิวบา ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลแคริบเบียน และเกาะเล็กๆ ใกล้เคียงมีเนื้อที่ 42,426 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 11.2 ล้านคน ตั้งอยู่ในภูมิภาคทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติก คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากมลรัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา 150 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางราวๆ กทม.-ลพบุรี จึงมีชาวคิวบาสามารถหลบหนีเดินทางมาสหรัฐอเมริกาโดยเรือเล็กเป็นจำนวนมาก
สำหรับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเกาะคิวบาเริ่มจากชาวสเปนผู้แสวงหาอาณานิคมได้เดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2035 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะมีชาวอินเดียนแดงที่จะบังคับใช้เป็นทาสน้อยคน ไม่ใคร่มีทรัพยากรธรรมชาติ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติขับไล่ชาวสเปนออกจากเฮติซึ่งอยู่ในเกาะที่ไม่ไกลนักจากคิวบาเมื่อ พ.ศ.2333 คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ
คิวบาเป็นดินแดนสุดท้ายในทวีปอเมริกาที่เป็นอาณานิคมของสเปนอยู่ถึง 400 ปี จนกระทั่งมีขบวนการเรียกร้องเอกราชของคิวบา โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ครั้นเรือรบของกองทัพเรืออเมริกันเกิดระเบิดในอ่าวของกรุงฮาวานาเมืองหลวงของคิวบาเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2440 จึงเป็นข้ออ้างให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับสเปนเกิดเป็นสงครามสเปน-อเมริกา ผลของสงครามทำให้คิวบาได้รับเอกราชและอาณานิคมอื่นของสเปน เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ในทวีปเอเชียก็ต้องตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา
หลังจากได้รับเอกราช คิวบาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาโดยสิ้นเชิง ในบางช่วงเช่น พ.ศ.2460-2466 คิวบาถูกสหรัฐยึดครองและเข้ามาบริหารประเทศคิวบาโดยตรง ทั้งนี้ เพราะสหรัฐอเมริกามีรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลของคิวบา อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดลงเมื่อฟิเดล คาสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีเผด็จการ ฟุลเคนเซียว บาติสตา ลูกไล่ของอเมริกาได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2501
ฟิเดล คาสโตร บริหารประเทศด้วยระบอบสังคมนิยมเมื่อ พ.ศ.2502 และยึดทรัพย์สมบัติของชาวอเมริกันที่ทำธุรกิจในคิวบาจึงถูกสหรัฐอเมริกาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและปิดกั้นทางการค้า และสนับสนุนชาวคิวบาในสหรัฐอเมริกาทั้งการเงินและอาวุธรวมทั้งฝึกการรบให้ก่อกบฏเพื่อล้มล้างรัฐบาลของคาสโตร โดยการช่วยเหลือในการยกพลขึ้นบกที่เกาะคิวบา เมื่อ 15 เมษายน พ.ศ.2504 แต่ถูกฝ่ายรัฐบาลของคาสโตรล้อมปราบอย่างราบคาบ รัฐบาลของคาสโตรจึงหันไปสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและจีนแทน

คิวบาเป็นเพียงประเทศเดียวในบริเวณภูมิภาคนี้ที่สามารถท้าทายอำนาจการครอบงำของสหรัฐอเมริกาได้ตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา และยังสามารถคุกคามสหรัฐอเมริกาได้ในพ.ศ.2505 ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา โดยร่วมมือกับสหภาพโซเวียตติดตั้งขีปนาวุธที่สามารถยิงเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ทุกจุด การเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาที่สงครามเย็นอยู่ในช่วงความตึงเครียดจนเกือบจะกลายไปเป็นสงครามปรมาณูเลยทีเดียว
ขณะที่ฟิเดล คาสโตร เป็นผู้นำประเทศคิวบานั้นเขามีอายุเพียง 33 ปี โดยคาสโตรสามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างยาวนานร่วม 5 ทศวรรษ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สหรัฐอเมริกามหาศัตรูก็มีประธานาธิบดีถึง 10 คน และคาสโตรถูกลอบสังหารถึง 638 ครั้ง แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จ ตั้งแต่การบุกยิงประชิดตัว แอบผสมยาพิษในซิการ์ที่คาสโตรสูบ จนถึงให้ชู้รักแอบใส่พิษแบคทีเรียในผ้าเช็ดหน้า ถ้วยชา กาแฟ โดยองค์การซี.ไอ.เอ.ของสหรัฐอเมริกา
โดยแท้ที่จริงชาวคิวบาส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากในสมัยที่คาสโตรปกครองประเทศ คิวบาภายใต้รัฐบาลคาสโตรเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง และมีระบบการศึกษาที่ดีไม่แพ้กัน จนเป็นที่อิจฉาของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ แม้ว่าคิวบาซึ่งมีรายได้ต่อหัวน้อยเมื่อเทียบกับประเทศรอบข้างแต่มีความเสมอภาคสูง ไม่เหลื่อมล้ำอย่างน่าชังเหมือนบรรดาประเทศทุนนิยม
ชาวคิวบามีอัตราการเสียชีวิตของทารกและช่วงชีวิตของคนที่ยืนยาวเทียบเท่ากับประเทศยุโรปตะวันตก ในแต่ละปีมีนักศึกษาแพทย์หลายพันคนจบการศึกษาในคิวบา และรัฐบาลคิวบาส่งพวกเขาไปยังประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข อุตสาหกรรมไบโอเทคของคิวบาจัดได้ว่าทันสมัยระดับโลก ซึ่งได้ช่วยชีวิตคนนับล้านผ่านการผลิตวัคซีนและยาให้กับหลายประเทศที่จำเป็น ทั้งเป็นการผลิตที่มีต้นทุนต่ำมาก เมื่อเทียบกับการผลิตของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายแห่งในโลก ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสนี้ต้องยกคุณความดีให้กับการมองการณ์ไกลของคาสโตร ซึ่งบางครั้งทำให้คนคิวบาเองไม่พอใจ โดยพวกเขาบ่นว่า ความช่วยเหลือที่มอบให้กับประเทศอื่นนั้น เท่ากับโยกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับคนในประเทศไปให้กับคนนอกประเทศ
นอกเหนือจากผู้สนับสนุนอย่างท่วมท้นคาสโตรในคิวบาแล้ว ยังมีผู้นิยมคาสโตรอยู่ในแอฟริกาและละตินอเมริกาด้วย อิทธิพลและตัวอย่างของคาสโตรสร้างแรงบันดาลใจให้บรรดาประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าประเทศทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาโดยการแทรกแซงของคิวบาในสงครามที่ประเทศแองโกลาถือว่าได้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ คาสโตรเป็นผู้วางแผนให้กองกำลังของคิวบาปราบทหารของกองทัพแอฟริกาใต้ได้ชัยชนะเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ทำให้กองทัพแอฟริกาใต้ถอนกำลังออกจากแองโกลาเท่านั้น แต่ยังทำให้นามิเบียได้รับเอกราชด้วย อดีตประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้นายเนลสัน แมนเดลา ได้กล่าวว่า อิสรภาพของเขาจากการถูกคุมขังและการยุตินโยบายเหยียดผิวเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในแองโกลาที่คิวบาเข้าไปช่วยรบนั่นเอง
ฟิเดล คาสโตร ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีคิวบาใน พ.ศ.2551 เมื่ออายุได้ 82 ปี และสุขภาพเสื่อมโทรมลงโดยแต่งตั้งนายราอูล คาสโตร น้องชายอายุ 77 ปี ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน
อย่างไรก็ตาม ประเทศคิวบาจัดว่าเป็นประเทศที่ยากจนตามมาตรฐานโลกที่ใช้จีดีพีเป็นดัชนีชี้วัด เนื่องจากถูกสหรัฐอเมริกาปิดกั้นทางการค้าและประเทศคิวบาก็มีการคอร์รัปชั่นอยู่ทั่วไป ซึ่งการคอร์รัปชั่นนี้มีอยู่ในทุกระบอบการเมืองเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวสีดำหรือสีขาวก็ต้องขโมยกินปลาย่างเหมือนกัน” แต่เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศในละแวกแคริบเบียนด้วยกันแล้วถือว่าคิวบามีระดับคอร์รัปชั่นต่ำที่สุด
จนกระทั่งอดีตประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่าคิวบาปัจจุบันก็มิได้มีพิษสงมากนักจึงเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบาใหม่และยกเลิกการปิดกั้นทางการค้ากับคิวบาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ยุติความเป็นปรปักษ์กันกว่า 50 ปีลง และโอบามาก็ไปเยือนคิวบาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 นับเป็นการเยือนคิวบาเป็นครั้งแรกในรอบ 88 ปีของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาต่อเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเกือบที่สุดที่เดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทางเครื่องบิน หลังจากนั้น 8 เดือน ฟิเดล คาสโตร ก็เสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน

แม้จะมีเปลี่ยนผ่านในคิวบาโดยมีการแต่งตั้งประธานาธิบดีคนใหม่คือนายมิเกล ดิแอส คาเนล สืบเนื่องต่อจากประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ก็ตามแต่นายราอูล คาสโตร ก็คงรักษาตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งคิวบาและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ทรงอำนาจที่แท้จริงอยู่นั่นเอง
ปัจจุบันคิวบาเป็น 1 ใน 5 ประเทศคอมมิวนิสต์ในโลก (อีก 4 ประเทศคือ จีน เวียดนาม ลาว และเกาหลีเหนือ) และคิวบาเป็นเพียงประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

