หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขั้วที่สาม พร...

ขั้วที่สาม พรรคพลังดูด โมเดลการเมืองยุคปฏิรูป

3.05.18 | 13:00 น.

สิ่งที่พรรคการเมืองขั้วที่ 3 กำลังเร่งระดมผู้คนให้เข้ามารวมกลุ่มในนามพรรคพลังประชารัฐและพรรคพลังท้องถิ่นไทย โดยไม่ใช้บริการพรรคเก่า 2 ขั้วเดิม ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย กำลังจะกลายเป็นโมเดลทางการเมืองต่อยอดจากโมเดลแม่น้ำห้าสาย เพื่อส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยืนอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดต่อไปอีก

นอกจากเป็นสัญญาณว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจอยู่ในสนามการเมืองประชาธิปไตยแบบไทยๆ ต่อไปค่อนข้างแน่นอนแล้ว

วิธีการที่ใช้ ทุกกระบวนท่า ทุกกระบวนวิชาเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจก่อนอื่นเป็นสำคัญ ยังเป็นการพิสูจน์หลักการที่ว่า เป้าหมายชอบธรรม วิธีการต้องชอบธรรมด้วย ถ้าไม่ยึดมั่นเสียแล้วมีโอกาสพังได้ในบั้นปลาย ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่

การใช้วิธีระดมสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อทำให้ฝ่ายถูกดูดต้องยอมจำนน แม้ปากจะบอกว่าเป้าหมายชอบธรรม เป็นไปเพื่อประชาชนก็ตาม คำถามมีว่าวิธีการที่ใช้นั้น ชอบธรรมหรือไม่

คำตอบตัดสินกันที่เป้าหมายที่แท้จริง เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน หรือเพื่อผลประโยชน์ของคนดูดและคนถูกดูด มากกว่า

Advertisement

สองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน จริงหรือไม่

ปรากฏการณ์ที่กำลังดำเนินไปนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันสัจธรรมคำกล่าวที่ว่า การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ เรื่องของต่อรองโดยแท้ ไม่มีมิตรแท้ศัตรูที่ถาวร อีกครั้ง

ทุกฝ่ายล้วนอ้างว่าสิ่งที่ทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนทั้งสิ้น แม้กระทั่งการดูดก็เพื่อประชาชน

ดูดเพื่อให้เกิดโอกาสการสานงานต่อ หรือเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกเช็กบิลย้อนหลัง โดยเฉพาะการฟ้องร้องดำเนินคดีจากการใช้อำนาจพิเศษจัดการฝ่ายตรงข้าม คนกลางๆ ที่บริสุทธิ์ที่โดนพิษคำสั่งมาตรา 44 หลายรายเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่สังคมควรรังเกียจ วันนี้กลับกลายเป็นคนที่น่าดูดเข้ามาร่วมวงไพบูลย์

เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ให้หัวขบวนกลุ่มพลังการเมืองอย่างพุทธะอิสระตั้งคำถามว่า การมุ่งกวาดต้อนคนพาลมาเป็นพวกแล้วจะต่างอะไรกับทักษิณ ได้อย่างไร ยังไม่มีคำตอบใดๆ จากพลพรรคพลังดูด

และยิ่งพูดออกมาเต็มปากเต็มคำว่า “การ ดูด ส.ส.มีมายาวนานแล้ว ไม่ใช่มาบอกแต่ คสช.ดูด ผมก็อยู่ตรงนี้ ผมก็เป็นรัฐบาล ผมอยู่ตรงกลางที่ต้องอำนวยการให้เกิดการเลือกตั้งให้ได้ เป็นหน้าที่ของผม ฉะนั้น การดูดกันมันมีทุกพรรคมายาวนานแล้ว อาจเป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทย”

ท่าที คำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อการดูดที่ว่านี้ จึงสะท้อนแนวโน้มว่าการตอบรับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นอีกไม่นานหลังจากนี้

พรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นคนรุ่นใหม่ อย่างพรรคอนาคตใหม่ หรือ พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านในอนาคตทั้งหลาย อย่างพรรคเกรียนหรือพรรคอื่นๆ จะเดินต่อไปอย่างไรล่ะครับ เมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวระลอกใหญ่ของพรรคขั้วที่สามเช่นนี้

การเดินสายเปิดเวทีสาธารณะ ระดมความเห็นเกี่ยวกับแนวทางนโยบายด้านต่างๆ เป็นต้นว่า
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปลดล็อกอำนาจบริหารจัดการจากส่วนกลางและภูมิภาค ให้ท้องถิ่นมีบทบาทอำนาจหน้าที่เพื่อแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ ผลักดันและขับเคลื่อนพระราชบัญญัติเชียงใหม่มหานครเพื่อเป็นต้นแบบหรือนำร่องการบริหารจัดการตนเอง จะเกิดประโยชน์อะไร ในเวทีการแข่งขันที่ใช้วิธีการไล่ดูดคน เป็นหลัก

พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือพรรคเก่าก็ตาม นอกจากต้องจัดทำนโยบายให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยแล้ว ยังต้องศึกษานวัตกรรม แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ความยาวกว่า 400 หน้า เป็นแนวทางที่พรรคขั้วที่สามใช้ในการบริหารจัดการประเทศ หากก้าวขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจได้สำเร็จ

พรรคใหม่ พรรคเก่าจึงต้องทำการบ้านสองเท่า ยกร่าง ปรับปรุงของตัวเองใหม่ กับ ศึกษา จุดอ่อน จุดแข็งพิมพ์เขียวที่พรรคแกนนำขั้วที่สามทำสำเร็จรูปไว้แล้ว เพื่อสื่อสาร ประกาศจุดยืนต่อสังคมในเวทีหาเสียง

ที่น่าสนใจติดตามไม่แพ้กันนี้ ก็คือ ข้อเสนอของคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสภา นักเคลื่อนไหวด้านพลังงานที่ว่า เมื่อไหร่พี่น้องเสื้อเหลือง เสื้อแดงจะจับมือ ก้าวข้าม คสช. + ทักษิณ + คอร์รัปชั่น ก้าวพ้นจากข้อจำกัดทางการเมืองเดิมๆ และหันมาร่วมมือกันต่อสู้กับคอร์รัปชั่น ต่อผู้มีอำนาจโดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายใด

ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจาก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งพรรคเกรียน ขอนัดจิบกาแฟคุยกัน

ความเคลื่อนไหวของหัวขบวนกลุ่มพลังการเมืองหลังนี้ น่าสนใจว่า จะพัฒนาเป็นขั้วที่สี่ แนวร่วมฝ่ายค้าน เพื่อทัดทานพลังดูดขั้วที่สาม ได้หรือไม่ ต้องติดตาม