ในสมัยสงครามเย็นซึ่งกินเวลาหลายปี ตั้งแต่เหมา เจ๋อ ตง หรือที่สื่อมวลชนอ่านตามตัวเขียนภาษาอังกฤษ Mao Tse Tung ว่า เมา เซ ตุง อ่านอยู่อย่างนั้นจนเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนแปลสรรนิพนธ์ของประธานเหมาออกมาเป็นภาษาไทย และบัณฑิตย
สภาของจีนมีคณะนักภาษาศาสตร์ ที่บัญญัติคำไทยจากคำแปลคัมภีร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์โดย คาร์ล มาร์กซ์ และ เหมา เจ๋อ ตง ออกมาเป็นภาษาไทย และฝ่ายซ้ายไทยก็นำมาใช้จนกลายเป็นของธรรมดา ไม่เพียงแต่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้ศัพท์ไทย ที่บัญญัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่น อัตวิสัย ภาวะวิสัย แนวร่วม แนวร่วมมุมกลับ มวลชน แรงงานส่วนเกิน มูลค่าส่วนเกิน ทหารคือปลา ประชาคือน้ำ เป็นต้น
ทฤษฎี 3 โลก เป็นทฤษฎีหนึ่งที่คอมมิวนิสต์สายจีนยึดถือ เพื่อยอมรับการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทฤษฎี 3 โลกมีอยู่ว่า พลังมหาอำนาจในโลกนี้แบ่งออกเป็น 3 ค่าย 2 ค่ายเป็นค่ายของมหาอำนาจฝ่ายทุนนิยม มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหน้า มีอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศอาเซียนเก่า 6 ประเทศ รวมทั้งแคนาดาและประเทศในทวีปอเมริกาใต้เป็นลูกสมุน
อีกฝ่ายหนึ่งคือ ค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ อันมีสหภาพสังคมนิยมโซเวียต โดยมีประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกรวมทั้งคิวบา เวียดนามและประเทศบางประเทศในทวีปแอฟริกาเป็นพันธมิตรหรือบริวาร พรรคคอมมิวนิสต์จีนขณะที่ต่อสู้กับพรรคก๊ก มินตั๋ง ก็อยู่ในค่ายสหภาพสังคมนิยมโซเวียต ต่อมาก็เกิดความร้าวฉานระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดย เหมา เจ๋อ ตง และพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต นำโดย นีกีตา ครุสชอฟ
เหมากล่าวหาว่าโซเวียตเป็นคอมมิวนิสต์นอกคอก เป็นคอมมิวนิสต์เทียมเพราะใช้ “ลัทธิแก้” เพราะผ่อนคลายอนุญาตให้มีนายทุนน้อยเหลืออยู่ และประนีประนอมกับสหรัฐอเมริกาเกินไป ทั้งโลกที่ 1 และโลกที่ 2 เป็นโลกที่นำโดยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทหาร อย่างอเมริกาและรัสเซีย
ฝ่ายที่ 3 หรือโลกที่สาม คือโลกของประเทศด้อยพัฒนา ที่จีนขอให้สหประชาชาติเรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช้ด้อยพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ตกเป็นเบี้ยล่างและเคยเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกมาก่อน ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างหนักมาก่อน จึงอ่อนแอรวมกันไม่ติด ชนชั้นปกครองและชนชั้นนายทุนก็ร่วมกับประเทศเจ้าอาณานิยมกดขี่เอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้ยากไร้ “ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกต้องสามัคคีกัน” เพื่อล้มล้างระบอบศักดินาและนายทุน ปลดปล่อยตนเองจากระบอบกึ่งศักดินา กึ่งเมืองขึ้น โดยมีจีนที่เป็นประเทศใหญ่และมีพลเมืองมากเป็นผู้นำ ประชาชนในโลกที่ 3 ต้องสมัครสมานสามัคคีกัน
สรรนิพนธ์ของประธานเหมานั้น ใช้วาทะและโวหารที่กินใจคนรุ่นหนุ่มสมัยนั้นอย่างมาก อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดให้ได้ยินว่า ใครอายุ 20 ไม่เป็นคอมมิวนิสต์เป็นคนไม่มีหัวใจ แต่ถ้าอายุ 50 แล้วยังเป็นคอมมิวนิสต์เป็นคนไม่มีสมอง
ทฤษฎี 3 โลกของเหมา เจ๋อ ตง มีอิทธิพลต่อชาวโลกไม่แพ้นักปราชญ์ทางการเมืองคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหน ความหมายก็คือทุกประเทศต้องเลือกอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่งในทางปฏิบัติ แม้แต่ประเทศสแกนดิเนเวียและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เคยประกาศเป็นกลางระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ประเทศต่างๆ ถ้าไม่เป็นคอมมิวนิสต์ก็ต้องเป็นประเทศทุนนิยม ไม่เป็นทุนนิยมโดยนายทุนก็เป็นทุนนิยมโดยรัฐ เพราะอำนาจรัฐมิได้ถูกกุมโดยชนชั้นกรรมาชีพ สังคมนิยมเป็นลัทธิแก้ มิใช่ลัทธิที่จะปลดโซ่ตรวนปลดปล่อยแอกจากคอของประชาชนเหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง พฤติกรรมของมนุษย์มิได้เป็นสิ่งที่บังคับกันได้อย่างที่ โจเชฟ สตาลิน และเหมา เจ๋อ ตง วาดภาพเอาไว้ โดยใช้รากฐานจากความคิดของ คาร์ล มาร์ก บิดาของลัทธิคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตก็ทนต่อความตกต่ำทางเศรษฐกิจและความยากจนไม่ได้ ศาสตราจารย์ลิเบอร์แมน เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียคนแรก ที่เสนอให้ใช้กลไกตลาดสำหรับสินค้าที่ประชาชนต้องใช้ประจำวัน เช่น อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค แทนที่จะต้องเข้าคิวยาวๆ รอซื้อ เนื่องจากของทุกชนิดไม่พอขายและมีคุณภาพต่ำ ชาวไร่ชาวนาผลิตแค่พอกินไม่มีส่วนเกินนำส่งสหกรณ์ของรัฐ ในที่สุดก็ต้องเลิก อนุญาตให้มีการผลิตเป็นของส่วนตนได้ การผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภคบริโภค จึงเพิ่มขึ้นจนล้นตลาด
เหมาบริภาษผู้นำสหภาพโซเวียตอย่างรุนแรงว่าเป็นผู้ทำลายอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ในขณะที่ประเทศจีนยังยากจน ต้องปันส่วนอาหารและเสื้อผ้า ถ่านหิน ในฤดูหนาว เมื่อ เหมา อายุมากและ โจว เอินไหล ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว เจียงชิงและพรรคพวกอีกสามคนคือ หวัง หงเหวิน เหยา เหวินหยวน จาง ชุนเฉียว เข้ายึดอำนาจโดยอาศัยบารมีของเหมา แต่ในที่สุดก็ถูกโค่นล้มโดย เติ้ง เสี่ยว ผิง
ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ทั้งในแง่ตัวบุคคลและอุดมการณ์ รวมทั้งทฤษฎีในจีน และเกิดการล่มสลายของค่ายสหภาพสังคมนิยมโซเวียต อาณาจักรรัสเซียซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์ ทฤษฎี 3 โลกก็ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนสภาพออกไปเป็นอย่างมาก
นโยบายการค้าเสรีของค่ายตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา เพราะเชื่อว่าศักยภาพในการผลิตของอเมริกานั้นเหนือกว่าใครทั้งโลก ผลักดันบทบาทความตกลงว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร หรือ GATT จนกลายเป็นองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อประโยชน์ของอเมริกา ลดการให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับพันธมิตรในสมัยสงครามเย็น เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและสิงคโปร์ เรียกร้องการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ยกเลิกกำแพงภาษีตามนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ตามนโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า
แต่การมิได้เป็นอย่างนั้น เนื่องจากฐานะความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตของคนอเมริกานั้นสูงที่สุดในโลกโดยเฉลี่ย คนอเมริกันจึงมีค่าแรงสูง ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสู้ประเทศจีนไม่ได้ จีนจึงเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกับอเมริกามากที่สุด เงินที่เกินดุลซึ่งเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ไหลกลับเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เท่ากับว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นหนี้จีนมากที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐจะเป็นหนี้ต่างประเทศมากที่สุดในโลก สหรัฐก็ยังคงเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก รายได้ของคนอเมริกันจึงเป็นรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น นิมิตรสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ การส่งออกอาวุธไปประเทศต่างๆ ที่ทำสงครามกัน รายได้จากการส่งดาวเทียม การขายเทคโนโลยีอวกาศ แม้ว่าหนี้สินของรัฐบาลอเมริกันต่อรายได้ประชาชาติจะสูง แต่ทรัพย์สินทั้งที่ก่อให้เกิดรายได้และที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทรัพย์สินที่จับต้องได้และทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ก็ยังมีสูง และยังเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตราบใดที่ยังครองความเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก หลังจากการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การบังคับให้ประเทศต่างๆ เปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนก็มีผลเปลี่ยนไป แทนที่อเมริกาจะเป็นผู้ได้ดุลการค้าและการลงทุน เพราะตนมีเทคโนโลยีสูงกว่า มีกลไกทางการค้าระหว่างประเทศ โดยองค์การค้าระหว่างประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้กัน ขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนให้ประเทศเล็กประเทศน้อยในภูมิภาครวมตัวกันเป็นตลาดเดียว เพื่อสามารถรองรับการลงทุนโครงการใหญ่ๆ ซึ่งอเมริกาน่าจะได้เปรียบประเทศอื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เครื่องมือเครื่องกลเครื่องจักรใหญ่ๆ อเมริกาก็สู้เยอรมนีและญี่ปุ่นไม่ได้
เมื่อจีนพัฒนาขึ้นก่อนที่จีนจะเลือกนำเข้าเครื่องจักรของใคร จีนจะขอแกะดูและมีสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งนั้น รวมทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของบริษัท ซีเมนส์ ของเยอรมนี ซึ่งจะมี 6 ตัว จีนซื้อ 1 ตัว อีก 5 ตัวจีนจะทำเองโดยลอกแบบตัวแรก หากบริษัทซีเมนส์ของเยอรมนีไม่ยอมจีนก็จะไปเลือกบริษัทอื่น เข้าหลัก “เงินอยู่กับใครคนนั้นใหญ่” จีนในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองหรือเงินดอลลาร์มากที่สุดในโลก จีนจึงเป็นใหญ่ ใครๆ ก็ต้องเอาใจจีน ขอเข้าไปลงทุนในจีน หรือขอให้จีนซื้อสินค้าของตน หรือไม่ก็ขอให้จีนมาลงทุนโครงการใหญ่ในประเทศของตน
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างอันดีของทฤษฎีนี้ อำนาจทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศตามมากับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อเมริกาที่เคยผลักดันการค้าการลงทุนเสรีระหว่างประเทศ เป็นผู้จัดระเบียบการค้าการลงทุนระหว่างประเทศหรือ World Economic Order ก็จะประกาศถอยออกจากเวทีการเจรจาและการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาเรื่องโลกร้อนที่ปารีสหรือ Paris Accord หรือ การรวมกลุ่มการค้าข้ามมหาสมุทร หรือการเจรจาการค้ากับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจต่างๆ จีนจึงเป็นฝ่ายรุก อเมริกาจึงกลายเป็นฝ่ายรับในภาวะสงครามทางการค้าหรือ Trade war ที่เข้ามาแทนสงครามเย็น หรือ Cold War ในสมัยก่อน
เกียรติภูมิของสหรัฐถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ คิม จอง อึน ผู้นำรุ่นลูกของเกาหลีเหนือ ในเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ วิสัยไกล เมื่อประธานาธิบดีมุน แจ อิน แห่งเกาหลีใต้ที่มีนโยบายผ่อนปรนกับเกาหลีเหนือ จนสามารถเชิญ คิม จอง อึน มาพบกันที่ ปัน มุน จอม ที่เส้นขนานที่ 38 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตทั้งสองประเทศได้ และลงนามในสนธิสัญญาเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตัดหน้าการจะพบกันหรือการเจรจาหยุดทดลองอาวุธนิวเคลียร์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จอง อึน ได้ ทั่วโลกเชื่อว่าเป็นอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนือและใต้ จนอเมริกาหมดที่ยืนในคาบสมุทรเกาหลี ทรัมป์เสียหน้าอย่างหนัก อเมริกาเดินเกมการเมืองแพ้จีนหลุดลุ่ย
ทฤษฎี 3 โลกของเหมาจึงยังใช้ได้อยู่ คือ อเมริกา จีน และรัสเซีย แต่จีนไม่ได้อยู่ในโลกที่ 3 เสียแล้วในทางเศรษฐกิจ แต่ผงาดมาอยู่ในโลกที่ 1 ไล่ตามอเมริกาและรัสเซียมาอย่างติดๆ และจะทันอเมริกาในปี 2020 นี้แล้ว
ส่วนไทยเราจะอยู่ในโลกไหนดี

