แม้จะเพิ่งเข้าสู่เดือนที่ 5 ของปี แต่ก็เริ่มมีกระแสพูดถึงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ว่าอาจไปออกที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ได้
หลังจากสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีดีขึ้นมาก เมื่อมีการพบปะระหว่าง นายคิม จอง อึน แห่งเกาหลีเหนือ กับ นายมุน แจ อิน ของเกาหลีใต้ไปแล้วในนัดประวัติศาสตร์ เมื่อ 27 เม.ย. เป็นไปอย่างชื่นมื่นถึงขั้นข้ามไปเหยียบแผ่นดินของอีกฝั่งหนึ่งได้
แต่นายมุนกล่าวยกความดีความชอบให้นายทรัมป์ว่าเป็นผู้ผลักดันจนเกิดความคืบหน้ามาถึงจุดนี้ จึงสมควรจะได้รางวัลสันติภาพระดับโลก
นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมองว่า ประธานาธิบดีสายพิราบของเกาหลีใต้เข้าใจพูดให้นายทรัมป์ได้เครดิตทั้งหมดนี้ไป เพราะจะได้ไม่ไขว้เขวออกนอกลู่ทางสันติภาพ คือถ้าชมให้ตัวลอยแล้วไม่ต้องสู้รบกัน ถึงอย่างไรก็ย่อมดีกว่า
อย่างน้อยตอนนี้เกาหลีทั้งสองฝ่ายมีปฏิญญาที่ระบุชัดว่า จะยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดในบริเวณใกล้เขตปลอดทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป อีกทั้งเดือน พ.ค.นี้ เกาหลีเหนือจะปิดเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแสดงถึงความเอาจริงเอาจังที่จะปลดอาวุธ
จากนั้นในเดือนสิงหาคมปีนี้ สองเกาหลีจะร่วมกันแข่งขันมหกรรมเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซียด้วยกัน เป็นต้น
แนวทางที่มาทางบวกนี้เป็นข่าวดีสำหรับประชาคมโลกโดยรวม อย่างน้อยก็ช่วยลดทอนความขัดแย้งใหญ่ๆ ลงได้บ้าง ขณะที่ยังมีสงครามใหญ่คาราคาซังอยู่ในซีเรียและเยเมน เพราะเป็นสงครามตัวแทนระหว่างชาติมหาอำนาจที่ยังไม่มีใครถอย แม้เวลาจะผ่านมา 6-7 ปีแล้ว
ในขณะที่สงครามเกาหลียุติไปเมื่อ 65 ปีก่อน ยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังเกิดเหตุขุ่นเคืองขัดแย้งมาเป็นระยะ การเข้าโหมดสันติภาพช่วงนี้ จึงมีคำถามยอดฮิตว่า จะคืนดีกันจริงจังหรือไม่ เกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือ
หากดูจากประวัติศาสตร์โลกถือว่าสันติภาพจริงเป็นไปได้ เพราะอะไรก็ตามที่ดิ่งลงไปต่ำสุดแล้วก็จะค่อยๆ ขยับขึ้นมา อะไรที่เสื่อมสุดแล้วก็จะปรับตัวเข้าสู่การฟื้นตัว ส่วนปัญหาและความขัดแย้งจะเวียนกลับมาใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมได้บทเรียนและเข็ดกับความเลวร้ายเดิมหรือไม่
ยุโรปและอเมริกาเหนือเคยผ่านยุคที่มีการล่าแม่มด ใส่ร้าย ทรมาน และฆ่าเผาเหยื่อเป็นหมื่นเป็นแสนชีวิตมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1450-1750 ก่อนจะตามมาด้วยยุคเรืองปัญญาในศตวรรษที่ 18 ผู้คนในสังคมหันมาใช้เหตุผลมากกว่าความเชื่อ
หรือกรณีของญี่ปุ่นและเยอรมนี ถึงวันนี้ไม่มีวี่แววว่าจะตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นมาก่อสงครามโลกอีก มีแต่จะพัฒนาไปในทิศทางอื่น เช่น ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ใช้หุ่นยนต์ช่วยคนไม่ใช่ฆ่าคน
อาการเข็ดเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สังคมไม่ย้อนกลับไปสู่ยุคย่ำแย่แบบเดิมอีก แต่ถ้าไม่เข็ด หรือเข็ดไม่จริง เหตุการณ์แย่ๆ และความเสื่อมแบบเดิมจะหวนกลับมาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ข้อความสุดท้ายนี้ใช้หมายรวมถึงประเทศไทยด้วย
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

