หน้าแรก คอลัมนิสต์ การกระจุกตัวข...

การกระจุกตัวของภาษีและภาพลวงตา โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

4.05.18 | 13:02 น.

1.รัฐบาลกำหนดเป้าหมายนโยบาย “เติบโตโดยไม่ทอดทิ้งกัน” ความหมายดีและสำเนียงไพเราะ แต่รัฐบาลจะทำได้ดีจริงหรือไม่ จำเป็นต้องติดตาม ในโอกาสนี้ขอนำผลการศึกษาการกระจุกตัวของภาษีมาเล่าสู่กันฟัง ความจริงก็คือเศรษฐกิจกับภาษีนั้นไปทางเดียวกัน เศรษฐกิจดี-ภาษีก็งามตามไปด้วย ผู้เขียนและคณะสืบค้นข้อมูลว่าภาษีเก็บจากแต่ละจังหวัดมากน้อย ศึกษาว่าอัตรากระจุกตัวของภาษีมากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นประเด็นข้อสังเกตและวิจารณ์

2.ภาษีอากรของไทยนั้นจัดเก็บจากสินค้าและบริการเป็นอันดับหนึ่ง เก็บจากฐานรายได้อันดับที่สอง ภาษีบนฐานทรัพย์สินน้อยที่สุด เรามี 3 หน่วยงานหลักที่หารายได้เข้ารัฐ นั่นคือ กรมสรรพากรถือเป็นหน่วยงานชั้นนำของประเทศด้านจัดเก็บภาษี ประกอบด้วย 7 ประเภทสำคัญๆ ที่รู้จักกันดีคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ในปี 2558 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ 1.3 ล้านล้านบาท เกินกว่าครึ่งของรายได้รัฐบาล รองลงมาคือกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร คณะของเราอยากรู้ว่าภาษีของกรมสรรพากรจัดเก็บจากจังหวัดใด? จึงขอให้ผู้ช่วยวิจัยประมวลข้อมูลร้อยเรียงเป็นรายจังหวัด หลายๆ ปี เพื่อวิเคราะห์พลวัตและความเหลื่อมล้ำ (provincial panel data, 77 จังหวัด x จำนวนปี)

จากฐานข้อมูลนี้ นำมาสร้างเป็นดัชนีเพื่อวิเคราะห์เชิงลึกในประเด็นที่สนใจ ก) สัดส่วนภาษีจากจังหวัด A เทียบกับภาษีทั้งหมด วัดการกระจุกตัว ข) การเรียงลำดับ 1, 2, 3, … ตามความสำคัญ ค) ภาษีต่อประชากร หน่วย บาทต่อคนเราอยากรู้ว่า รายได้ภาษีกรมสรรพากรจัดเก็บระหว่างปี 2546-2558 เติบโตอย่างไร สถิติล่าสุด (ปี 2558) กรมสรรพากรจัดเก็บได้ 1.3 ล้านล้านบาท เราสืบค้นต่อไปว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงปี 2541-2558 ข้อสังเกตคือ มีสองช่วงที่รายได้ชะลอตัว ภายหลังวิกฤตการเงิน 2540 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2552-2553 ตามวิกฤต subprime ของสหรัฐอเมริกา ภาษีของกรมสรรพากรจัดเก็บมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของจีดีพี (GDP) ไทย

3.ความเหลื่อมล้ำภาษี โครงการของเราไม่ได้สนใจภาพรวมเท่านั้น แต่ยังอยากรู้ว่าภาษีเก็บจากจังหวัดใด? ตารางที่ 1 แสดง 10 จังหวัดชั้นนำของประเทศสร้างภาษีให้กรมสรรพากรมากที่สุด 9 ใน 10 จังหวัดอยู่ในเขตภาคกลาง จังหวัดภูเก็ตเป็นต่างจังหวัดเดียวเข้าแทรกเข้าท็อปเท็น ในลำดับที่ 6 สำหรับกรุงเทพฯ มูลค่าภาษีเกินกว่า 8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 เราอภิปรายกันต่อเหตุใดจึงอัตราการกระจุกตัวสูงปานนั้น? เพื่อให้ได้ภาพครบถ้วน จำเป็นต้องกล่าวถึงจังหวัดที่เก็บภาษีได้น้อยว่ากระจายอยู่ในพื้นที่ใด? ได้ความว่า 5 ลำดับสุดท้ายของจังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สตูล บึงกาฬ อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน มูลค่าของภาษีที่เก็บระหว่าง 200-400 ล้านบาท โดยขอไม่ระบุรายละเอียด

Advertisement

4.ตัวเลขของการกระจุกตัวของภาษีนั้นเป็นภาพลวงตา กรุงเทพฯไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มร้อยละ 60 ของทั้งประเทศอย่างแน่นอน (ดูข้อมูลจีดีพีของสภาพัฒน์) แต่การที่ตัวเลขภาษีแสดงเช่นนี้เพราะระเบียบของกรมสรรพากรเปิดโอกาสให้หน่วยธุรกิจชำระแบบ “รวมเสียภาษี” หรือ “แยกเสียภาษี” ขยายความคือ สถานประกอบการที่มีสาขาในต่างจังหวัด มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่เกิดในต่างจังหวัด แต่ว่าสำนักงานใหญ่ชำระภาษีในกรุงเทพฯตัวเลขภาษีรายจังหวัดจึงบิดเบือนไม่สอดคล้องกับความจริง ความจริงในเรื่องนี้คนต่างจังหวัดมีความรู้สึกอึดอัดมาเป็นเวลานาน ได้แสดงความเห็นเชิงวิจารณ์ไว้ในหลายเวทีด้วยกัน ผู้เขียนเคยได้รับฟังข้อวิจารณ์ในการประชุมของคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทำหน้าที่จัดสรรภาษีแบ่งและเงินอุดหนุน ถามว่าเรื่องนี้จะแก้ปัญหากันอย่างไร? มี 2 ทางเลือก หนึ่ง ยกเลิกระเบียบของกรมสรรพากรให้อนุญาตให้เลือก “รวมจ่ายภาษี” หรือ “จ่ายภาษีในจังหวัดที่เกิดการผลิตหรือธุรกรรมทางเศรษฐกิจ” ในการทำธุรกิจยุคใหม่ทุกสถานประกอบการบันทึกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ร้านค้าย่อย ปั๊มน้ำมัน การออกใบเสร็จรับเงินระบุสถานที่ชัดเจน ดังนั้น การจำแนกว่าธุรกรรมเกิดในจังหวัดใด? จึงไม่น่าเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ สอง ปฏิรูปภาษีใหม่ตามข้อเสนอ “จังหวัดจัดการตนเอง” หมายถึงกฎหมายระบุให้มีภาษีของส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น (tax sharing) ซึ่งมีตัวอย่างในหลายประเทศ ผู้เขียนนึกถึงญี่ปุ่นและจีน ประเทศจีนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ภาษีหลายประเภทจัดเก็บโดยมณฑล ไม่ใช่ส่วนกลาง เก็บแล้วแบ่งให้ส่วนกลาง ความจริง-ส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีไม่ได้มีกฎตายตัวว่า ส่วนกลางต้องจัดเก็บ-ขึ้นอยู่กับว่าใครเก็บมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ตัวอย่างของจีนนั้นเพราะเป็นประเทศขนาดใหญ่ มณฑลเขาใกล้ชิดกับประชาชนและภาคการผลิตมากกว่าส่วนกลาง

เป็นอย่างนี้มานาน นักลงทุนชาวต่างประเทศที่เข้าไปประกอบกิจการต้องการลดหย่อนภาษีติดต่อสำนักงานส่งเสริมการลงทุนระดับมณฑล