หน่วยงานความมั่นคง คงกำลังเร่งหาข่าวและคงต้องเตรียมรับมือกันยกใหญ่ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวจากคนที่เรียกร้องการเลือกตั้ง ตระเตรียมกิจกรรมทวงถามวันคืนอำนาจให้กับประชาชนกันหลายระลอกในช่วงเดือนนี้
รวมทั้งแน่นอนว่า ครบรอบ 4 ปี วันรัฐประหาร 22 พฤษภาคม ของคณะ คสช. ก็ต้องเตรียมรับมืออีกเช่นกัน
โดยการยึดอำนาจของคณะทหาร เมื่อปี 2557 และการที่บ้านเมืองเรายังไม่มีการเลือกตั้งจนบัดนี้ เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแน่นอน
ไม่เท่านั้น มีอีกวันที่จะต้องมีคนออกมาเคลื่อนไหวทวงถามความคืบหน้าและความเป็นธรรมอีกเช่นกัน ก็คือ 19 พฤษภาคม อันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 99 ศพ
ผ่านมาแล้ว 8 ปี สำหรับเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่ ศอฉ.เคลื่อนกำลังเข้ายึดราชประสงค์ สลายการชุมนุมของเสื้อแดงได้อย่างเสร็จสิ้นราบคาบ
ก่อนจะทิ้งท้ายเหตุการณ์ในเย็นและค่ำของวันนั้น ด้วยการสังหารอีก 6 ศพ ภายในวัดปทุมวนาราม
แล้วใครที่ลงมือสังหารหมู่อีก 6 ศพ โดยเหยื่อเป็นชาวบ้านที่หลบในวัดและเจ้าหน้าที่อาสาพยาบาล เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย
ได้มีการทำสำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพ และศาลอาญาได้มีคำสั่งชี้ผลไต่สวนออกมาแล้วว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ถูกยิงด้วยกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ประจำการบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัด กับอีกชุดที่ยิงจากพื้นราบบริเวณหน้าวัด
แต่จากสำนวนไต่สวนชันสูตรศพ ที่นอกจาก 6 ศพวัดปทุมฯแล้ว ยังมีอีก 11 ราย ที่ศาลได้ชี้แล้วเช่นกันว่า ตายด้วยกระสุนปืนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ หรือจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตามคำสั่ง ศอฉ.
อันที่จริงรวมทั้งหมด 17 รายนี้ ควรจะต้องดำเนินการทางคดีขั้นตอนต่อไป
แต่ด้วยการต่อสู้ในประเด็นข้อกฎหมายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ ผอ.ศอฉ. ทำให้ประเด็นคดีอาญาได้ตกไปจากศาลอาญาแล้ว กลายเป็นคดีที่ เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งจะต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ แต่บัดนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร
คนตาย 99 ศพ และ 17 ศพ ที่ศาลชี้แล้วว่าตายด้วยกระสุนเจ้าหน้าที่ แต่เรื่องก็จบลงเพียงแค่นี้ ยังไม่มีคดีเรื่องของคนถูกฆ่าตายกลางเมือง อยู่ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
แล้วจะให้ญาติพี่น้องเพื่อนมิตรคนตาย นอนร้องไห้อยู่ในบ้านเฉยๆ หรือ
แถมยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ
นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ พลิกขั้วการเมืองขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ในปี 2551 โดยการเจรจาลับกันที่ไหน ทำไมเขาถึงเรียกว่ารัฐบาลในค่ายทหาร ก่อนที่จะมาโหวตกันในสภาส่งนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ให้ขึ้นเป็นนายกฯได้
ในปี 2553 ในการสลายการชุมนุมเสื้อแดง ก็ใช้บริการทหาร แทนที่จะใช้ตำรวจปราบจลาจลตามมติรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ที่สรุปหลังพฤษภาทมิฬ 2535 ว่าต้องเลิกใช้ทหารปราบม็อบแล้วเด็ดขาด
โดยรัฐบาลอ้างว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในม็อบ ก็เลยอนุญาตให้ใช้ทหารพร้อมกระสุนจริงได้ แต่ลงเอย 99 ศพ ไม่มีผู้ก่อการร้ายแม้แต่รายเดียว
ในปี 2557 นายสุเทพปลุกการชุมนุมชัตดาวน์ และนายอภิสิทธิ์พร้อมแกนนำประชาธิปัตย์ก็ไปร่วมเป่านกหวีด พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ กลับไม่เลือกหนทางนี้ ลงเอยทหารก็เข้ามายึดอำนาจ จนได้รัฐบาล คสช.ปกครองมาจนวันนี้
หลายเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม กับนายอภิสิทธิ์-สุเทพและกองทัพ ผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอด
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

