หน้าแรก คอลัมนิสต์ บนโลกออนไลน์ ...

บนโลกออนไลน์ ไม่ได้มีแค่‘ยาวไปไม่อ่าน’ 5 วิธีที่เรา‘อ่าน’หน้าจอ โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

7.05.18 | 12:39 น.

“ยาวไปไม่อ่าน” คือสิ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ เมื่อพูดถึงการอ่านข้อความขนาดยาวบนโลกออนไลน์ เรามักได้ยินประโยคนี้พร้อมกับประโยคต่อมาที่ว่า “คนสมาธิสั้นลงเรื่อยๆ” ที่ถูกปะไว้เป็นเหตุผล ข้อสรุปของการเขียนบนโลกออนไลน์ จึงกลายเป็น “เขียนอะไรสั้นๆ คนจะได้อ่าน” “เว้นบรรทัดเยอะๆ คนจะได้ไล่สายตา” หรือ “เขียนอะไรเป็นข้อๆ ให้คนอ่านง่าย” ราวกับนี่เป็นสูตรสำเร็จสูตรเดียว

ความนิยมที่พุ่งขึ้นของบทความ Long Form (บทความขนาดยาว) ที่เมื่อวัดด้วยเมตริกต่างๆ แล้วก็มีคนอ่านไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าบทความสั้นๆ ประเภทฮาวทูเลย ดูเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่สามารถนำมาโต้แย้งทฤษฎี “ยาวไปไม่อ่าน” ได้ดี มันราวกับจะบอกเราว่า จริงๆ แล้วบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าบทความจะมีขนาดยาวหรือสั้น หากมัน “ดี” พอ ก็จะมีคนอ่านมันทั้งสิ้น

ปัญหาคือคำว่า “ดี” นั้นแตกต่างกันไปตามคำนิยามของแต่ละคน สำหรับบางคน “ดี” คือมันมีข้อมูลที่นำไปใช้ได้ทันที ในขณะที่บางคน “ดี” แปลว่า ชวนให้ฉุกคิด หรือชวนให้มองโลกในมุมที่แตกต่าง

ไม่นานมานี้มีงานวิจัยชื่อ “Identifying Modes of User Engagement with Online News and Their Relationship to Information Gain in Text” (การจำแนกวิธีการอ่านข่าวออนไลน์ของผู้ใช้ และความสัมพันธ์ต่อข้อมูลที่ได้รับจากตัวบท) จากสถาบันสังคมศาสตร์ที่วัดค่าได้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อาจช่วยเผยคำตอบให้เราได้บ้างบางส่วน ว่าบทความที่ “ดี” (อันหมายถึง ดีและจะทำให้ผู้ใช้อ่านมากขึ้น หรืออ่านนานขึ้น) นั้นควรมีลักษณะอย่างไร

คุณ Nir Grinberg นักวิจัยของโครงการนี้ ใช้ข้อมูลผ่านการวิเคราะห์บทความข่าวหลากประเภท (ข่าวการเงิน, เทคโนโลยี, ฮาวทู, วิทยาศาสตร์, ผู้หญิง, กีฬา และบทความจากแม็กกาซีน) จำนวน 66,821 ชิ้น ร่วมกับข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ (นั่นคือ ลักษณะการอ่าน) 4,405,527 คน รวม 7,716,742 เพจวิว โดยข้อมูลนี้เขาได้มาจากบริการ Chartbeat ที่เป็นบริการทำหน้าที่ติดตามลักษณะการอ่าน ผ่านข้อมูลการเลื่อนหน้าจอร่วมกับระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่บนหน้าเว็บไซต์หนึ่งๆ ซึ่งจะทำให้รู้ว่า ผู้อ่าน อ่านจนจบบทความไหว และอ่านด้วยความเร็วมากน้อยเพียงไร

Advertisement

จากข้อมูลนี้ กรินเบิร์กสามารถแบ่งลักษณะการอ่านออกมาได้ 5 ประเภท โดยจำแนกตามคลัสเตอร์ของตัวแปรต่างๆ (ความลึกในการเลื่อน, เวลาที่ไม่เลื่อน [อยู่นิ่ง], ปฏิกิริยามีส่วนร่วม [engagement], ความเร็วในการเลื่อน เป็นต้น) การอ่าน 5 ประเภทนั้นคือ การอ่านแบบสแกน, การอ่านแบบอ่าน (read), การอ่านแบบอ่านข้อความยาวๆ (Read-long), การเปิดเฉยๆ (Idle) และการอ่านตื้น (Shallow – หมายถึงว่าเลื่อนไปได้ไม่เท่าไรแล้วปิด) เมื่อเขานำการอ่าน 5 ประเภทนี้ไปพล็อตคู่กับประเภทของบทความ ก็จะได้ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่นว่า บทความประเภทข่าวกีฬานั้นมีแนวโน้มที่คนจะอ่านแบบสแกนมากที่สุด บทความประเภทฮาวทูมีแนวโน้มที่คนจะเปิดเฉยๆ มากที่สุด บทความแม็กกาซีนมีแนวโน้มที่คนจะอ่าน (ยาว) มากที่สุด (แต่ก็มีโอกาสที่คนจะอ่านตื้นมากที่สุดเช่นกัน คือมีคนเลื่อนเร็วๆ แล้วปิดประมาณ 2% ซึ่งมากเมื่อเทียบกับบทความแบบอื่นที่มีสถิติประมาณ 0-1%)

ปัญหาสำคัญของนักเขียน คอลัมนิสต์และบรรณาธิการออนไลน์คือ “แล้วเราจะเพิ่มอัตราการอ่าน (ยาว) ให้มากขึ้นได้อย่างไร” ในบทความหรือเว็บไซต์ของตนเอง

กรินเบิร์กเสนอว่า เราอาจใช้แนวคิด “ทฤษฎีการเก็บสะสมข้อมูล” (theory of Information Foraging) มาผสมผสานกับเรื่องนี้ได้ เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า “Semantic Information Gain” (SIG) หรือ “การได้ข้อมูลเชิงความหมาย” มาจับ SIG สามารถวัดได้โดยการวิเคราะห์ความหมายของบทความ แล้วดูว่าแต่ละย่อหน้านั้น “ขับเคลื่อน” ประเด็นไปสู่บทสรุปอย่างไร (พูดง่ายๆ SIG คือการจัดวางประเด็นไว้ในตำแหน่งต่างๆ ในบทความ) บางบทความที่มี “บทคัดย่อ” สรุปเนื้อหาไว้ตอนต้น จะมีลักษณะ SIG ที่แตกต่างจากบทความที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนประเด็นแล้วไปสรุปเอาที่ย่อหน้าสุดท้าย หลังการทดลองกับข้อมูลในเชิงสถิติ กรินเบิร์กบอกว่า ข้อมูล SIG สามารถพยากรณ์ลักษณะการอ่านของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ชี้ลงไปว่าลักษณะ SIG แบบใดที่ดีที่สุด กรินเบิร์กเพียงเสนอว่าข้อมูล SIG เป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่บรรณาธิการหรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมได้เท่านั้น เพราะแต่ละเว็บไซต์ก็มีกลุ่มผู้อ่านและประเภทเนื้อหาแตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่า เราสามารถวิเคราะห์ “ลักษณะการอ่าน” ได้จาก “วิธีการเคลื่อนประเด็น” ของบทความ กรินเบิร์กให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ NiemanLab ว่า “สำหรับเว็บไซต์ข่าวการเงินและกีฬาแล้ว ดูเหมือนว่าการเก็บประเด็นสำคัญไว้ท้ายๆ จะทำให้คนอ่านจนจบมากกว่า ในขณะที่กับเว็บไซต์แม็กกาซีน ถึงคุณจะบอกประเด็นสำคัญตอนต้น คนก็ยังอ่านจนจบได้อยู่ดี (การบอกประเด็นหลักไม่มีส่วนสำคัญนักต่อลักษณะการอ่าน)”

เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถคิดถึง, และในอนาคตอาจคำนวณอย่างเป็นระบบได้, ทุกครั้งที่ผลิตงานเขียนสู่สายตาผู้คน

คุณสามารถดูงานวิจัยตัวเต็มได้ที่ http://www.nirg.net/papers/grinberg_www18.pdf