เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 รัฐบาลได้ประกาศแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน, รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ, ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ, คณะรัฐมนตรี, และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามลำดับ, ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
แผนการปฏิรูปประเทศได้ร่างขึ้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2560-2579) ที่กำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนต้องทำตามเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
สำหรับในด้านเศรษฐกิจ, การปฏิรูปมี 3 แนวทาง กล่าวคือ (1) การเพิ่มความสามารถของการแข่งขันของประเทศ, (2) ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมและ (3) การปฏิรูปด้านสถาบันเศรษฐกิจ, ทั้งนี้เพื่อมุ่งให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน, มีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ระดับฐานราก และเร่งความเร็วในการเติบโต
การเพิ่มความสามารถของการแข่งขันของประเทศจะกระทำด้วยการพัฒนาศักยภาพของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์, เทคโนโลยีและนวัตกรรม, โครงสร้างพื้นฐาน, ตลอดจนกฎและระเบียบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด, ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงหมายถึงอุตสาหกรรมหลัก เช่น การท่องเที่ยว, บริการ, อาหาร, และเกษตร, และอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิอุตสาหกรรมชีวภาพ, ยานยนต์ไฟฟ้า, เครื่องไฟฟ้าอัจฉริยะ, ดิจิทัล, บริการการศึกษาและบริการสาธารณสุข
ส่วนในด้านความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมก็คือการให้โอกาสแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ใช้แรงงานให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ, ปฏิรูปการประกันสังคม, และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน
การปฏิรูปสถาบันด้านเศรษฐกิจได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษในแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวนี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า, พ.ร.บ.โรงงาน, พ.ร.บ.สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา, พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ตลอดจน พ.ร.บ.
วิธีการงบประมาณ, พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ, และ พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจระบบเกษตรพันธสัญญา ฯลฯ
นอกจากนั้นก็จะเป็นการปรับปรุงบทบาทและกลไกการพัฒนาสถาบันต่างๆ อาทิ การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ, การปฏิรูปเรื่องของข้าวทั้งระบบ, และที่สำคัญก็คือการปฏิรูปความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท, โดยในส่วนของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะเพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเสริมสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันทางเทคโนโลยี, ขณะที่จะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทโดยการให้ชนบทเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น ฯลฯ
ในภาพรวมๆ แผนกการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจตามที่ได้สรุปข้างต้น ก็เป็นประเด็นสำคัญต่างๆ ซึ่งควรจะต้องได้รับการปฏิรูป หากได้วิเคราะห์เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสถาบันซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในกรณีของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้รับความเอาใจใส่ในฐานะที่เป็นปัจจัยหลักของการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น มีบทบาทและขอบเขตเกินไปไกลกว่าการปฏิรูป
อย่างไรก็ตาม “แผนการปฏิรูป” กับ “การขับเคลื่อนการปฏิรูป” ก็เป็นคนละเรื่องเดียวกัน การมี “แผนการปฏิรูป” เป็นเพียงการบอกกล่าวให้ทราบคร่าวๆ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ควรจะทำ ขณะที่จะกระทำอย่างไรและจะต้องมีสิ่งใดบ้าง ก่อนที่จะกระทำนั้นเป็นปัญหาที่หนักหน่วงกว่ามาก
นอกจากนั้น ก็พึงตระหนักว่าเศรษฐกิจไม่อาจขับเคลื่อนได้ด้วยจินตนาการหรือแม้กระทั่งด้วยกฎหมาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องการพลังให้หลักคิดและจิตสำนึก
แผนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้ร่างขึ้นและผ่านความเห็นชอบนั้นสันนิษฐานว่าหลักที่ใช้คิดในการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นหลักคิดที่ถูกต้อง อีกทั้งไม่มีความบกพร่องในจิตสำนึกต่างๆ และเช่นนั้นก็ไม่ต้องมีการปฏิรูปอันใด
การขาดการปฏิรูปในหลักคิดและจิตสำนึกเป็นจุดอ่อนของแผนการปฏิรูปดังกล่าว เพราะหากมิได้ปฏิรูปหลักคิดและจิตสำนึกแล้ว เศรษฐกิจไทยก็จะไม่มีวันที่จะมั่นคงและยั่งยืนได้ อีกทั้ง “เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย” ก็จะมิใช่ “เศรษฐกิจไทย” ต่อไปชั่วกัลปาวสาน
ส่วนความมั่งคั่งนั้นเป็นจินตนาการที่สวนทางกับความพอเพียง
เศรษฐกิจแห่งประเทศไทยเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ปราศจากรากแก้ว และเป็นสวนพฤกษชาติที่สะพรั่งด้วยต้นไม้ที่ปลูกในกระถางที่ยกมาประดับในช่วงเทศกาล ยกเว้นพืชผลทางการเกษตรและบริการแล้ว ทุกๆ สิ่งที่มองว่าเป็นเศรษฐกิจไทย จะเป็นของต่างประเทศเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะผลิตภายในประเทศไทยหรือนำเข้า
เกือบจะไม่มีสิ่งใดที่มี “เชื้อชาติไทยหรือสัญชาติไทย”
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าไทยเราไม่มีหลักคิดและจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง อีกทั้งไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีการขาดหลักคิดและจิตสำนึกในการพึ่งตนเองมีผลทำให้เศรษฐกิจแห่งประเทศไทยมิใช่ “เศรษฐกิจไทย” โดยแท้จริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดเป็นภาพลวงตาไทย ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ตัวเลขการส่งออก ตัวเลขการลงทุน ฯลฯ
การที่จะผลิตสิ่งใดเองที่มี “สัญชาติไทย” จะต้องพิสูจน์ได้ว่าสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือโดยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าสินค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ไม่มีการผลิตสินค้าใดเอง เพราะจำเป็นจะต้องใช้เวลาและประสบการณ์ที่นานพอสมควรจึงจะแข่งขันกับบรรดาผู้ที่มาก่อนได้
หลักที่ใช้คิดในการก้าวหน้าให้ทันโลกคือการใช้สินค้าเทคโนโลยีของต่างประเทศ แทนที่จะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจจะต้องเริ่มจากการปฏิรูปหลักคิดและจิตสำนึกในเรื่องการพึ่งตนเอง

