คอลัมน์เดินหน้าชน เลิกชิน-ราคาน้ำมัน : โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

 

วันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประกาศราคาขายปลีกน้ำมัน ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร ยกเว้น อี85 ขึ้น 20 สตางค์/ลิตร โดยมีผลย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เป็นการประกาศราคาขายปลีกน้ำมันแนวทางใหม่ หลังจาก “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” รมว.พลังงาน มีนโยบายที่จะไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันแจ้งข่าวการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันขายปลีกล่วงหน้า 1 วัน จากที่เคยปฏิบัติกันมา เพราะอาจเป็นการชี้นำตลาด และไม่เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

เนื่องจากที่ผ่านมา การแจ้งข่าวการปรับขึ้นหรือลดลงของราคาน้ำมันล่วงหน้า จะเห็นว่าผู้ค้าน้ำมันตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ปรับราคาในอัตราที่เท่ากัน ในช่วงเวลาเดียวกันคือ จะมีผลในเวลา 05.00 น.ในวันรุ่งขึ้น เหมือนจะฮั้วกัน ที่อาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

กระทรวงพลังงาน โดย สนพ.จึงขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันทุกราย งดให้ข่าวการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันขายปลีกผ่านสื่อช่องต่างๆ ก่อนจะมีการปรับราคา

ขณะที่ สนพ.จะไม่มีการประกาศโครงสร้างราคาน้ำมันในแต่ละวันแล้ว ผู้ค้าน้ำมันจะต้องเป็นคนกำหนดราคาเพื่อแข่งขันในตลาดกันเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงจากราคาของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจกันอย่างแท้จริง

รวมทั้งประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบและป้องปรามการกระทำดังกล่าว เพื่อให้กลไกการตลาดในธุรกิจค้าน้ำมันทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากกว่า

จากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณ ราคา ณ โรงกลั่น ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงนั้น หากมีการแข่งขันด้านราคากันอย่างจริงจัง จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดได้เพิ่มอีก 20-25 สตางค์/ลิตร ด้วยซ้ำ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สนพ. อธิบายเพิ่มเติมว่า การกำหนดแนวทางดังกล่าวเพื่อเพิ่มดีกรีการแข่งขันมากขึ้น แม้ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะแข่งขันกันมาก แต่ส่วนใหญ่จะไปแข่งกันเรื่องโปรโมชั่น เช่น แถมน้ำดื่ม หรือสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันเสียมากกว่า แต่ไม่ค่อยมีการแข่งขันเรื่องราคา

ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีผู้ค้าบางรายประกาศราคาล่วงหน้า ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง ผู้ค้ารายอื่นก็จะรอ แล้วค่อยปรับราคาตาม ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่

สนพ.จึงเห็นว่าผู้ค้าน้ำมันควรหันมาแข่งด้านราคาจะดีกว่า โดยจะขอความร่วมมือจากทุกบริษัททดลองงดให้ข่าวการปรับราคาล่วงหน้า แล้วมาดูผลว่าจะช่วยกระตุ้นให้การแข่งขันด้านราคาได้จริงหรือไม่

แต่เชื่อว่า หากผู้ค้าน้ำมันทุกรายร่วมมือกันปฏิบัติตาม ไม่มีการนั่งรอแล้วปรับราคาตาม จะช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง

หากไปถามผู้บริโภค อยากให้ลดราคาน้ำมัน หรืออยากได้ของแถมน้ำขวด แทบร้อยทั้งร้อยขอลดราคาน้ำมันกันทั้งนั้น

แต่อย่างว่า เมื่อมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมความเคยชินเดิมๆ ที่เมื่อรับรู้ก่อนล่วงหน้าว่าราคาขายปลีกน้ำมันจะปรับขึ้น ก็รีบไปเติมก่อน หากปรับลดลง ก็ไว้รอเติมภายหลัง ทำให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ให้รู้ล่วงหน้า ถึงกับออกมาโวยวายว่าเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสาร

ทั้งๆ ที่การไม่รู้ราคาล่วงหน้าจะส่งผลดีมากกว่า หากจะมีการปรับขึ้นก็อาจไม่สูงเกินไป หากจะปรับลดก็อาจลงได้เพิ่มขึ้น จากการแข่งขันของธุรกิจตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง

ช่วงแรกๆ อาจหงุดหงิดบ้าง ที่จะต้องปรับพฤติกรรมใหม่ แต่ในราคายาวผลประโยชน์โดยรวมจะตกกับประชาชนแน่นอน

ค่อยๆ เลิกคุ้นชินกับการรับรู้ราคาขายปลีกน้ำมันล่วงหน้า แล้วเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่ากันเถอะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คมคำ วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2561
บทความถัดไปเชียงใหม่ค้าน โอนย้าย ‘ไนท์ซาฟารี-ศูนย์ประชุมฯ’ วอน รบ.ทบทวนมติ ครม.