จากปรากฏการณ์การขายทุเรียนหมอนทองของไทย 8 หมื่นลูกภายใน 1 นาที ผ่านเว็บไซต์ทีมอลล์ (Tmall) แหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์ เครือ “อาลีบาบากรุ๊ป”
หลัง “แจ๊ก หม่า” ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบาและคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯและทีมเศรษฐกิจของไทย และลงนามในเอ็มโอยูกับรัฐบาลไทย ถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และการจัดตั้งสมาร์ทดิจิทัลฮับ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
แม้จะมีข้อข้องใจใครได้ ใครเสียมากกว่ากัน แต่ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการค้าออนไลน์ หรือ “อี-คอมเมิร์ซ” นั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงและมิอาจชักช้าอีกต่อไป
การผลักดัน ส่งเสริม “อี-คอมเมิร์ซ” ให้พัฒนา เติบโตและขยายวงกว้างออกไป ภาครัฐจำต้องเข้าไปสนับสนุนเต็มที่ ทั้งโครงข่าย กฎระเบียบ การอำนวยความสะดวก รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อเข้ามาสู่การค้าออนไลน์ ทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และสากล
ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วย โดยให้ผู้ประกอบการค้าออนไลน์จดทะเบียนเพื่อยืนยันความมีตัวตน และหากเกิดข้อพิพาทก็สามารถติดตามช่วยเหลือ แก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของอี-คอมเมิร์ซไทยให้กับผู้ซื้อ
นอกจากนี้ ภาครัฐยังช่วยอำนวยความสะดวก ด้านขั้นตอน กฎระเบียบ การนำเข้า-ส่งออก และระบบรับชำระเงินออนไลน์ข้ามประเทศ
โครงข่ายโลจิสติกส์รองรับการค้าออนไลน์ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะพื้นที่ “อีอีซี” ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานโลจิสติกส์ของภูมิภาค ในการเชื่อมโยงและการขนส่งไปสู่ประเทศที่ 3 ได้ดีขึ้น โดยจะมีปลดล็อกขั้นตอนพิธีการศุลกากร เช่น จัดตั้งเขตปลอดภาษีอากร ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การค้าขายออนไลน์
ส่วนการพัฒนาโครงข่ายเพื่อสนับสนุนการค้าออนไลน์ เดินหน้าติดตั้งเน็ตประชารัฐ หรือโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ติดตั้งไปแล้วร่วม 6 หมื่นหมู่บ้าน เหลืออีกประมาณ 1.5 หมื่นหมู่บ้าน
รวมทั้ง จะมีการติดตั้งระบบขายหน้าร้าน หรือ Point of Sale (POS) ใน 28,000 หมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ชาวบ้านและชุมชนสามารถขายสินค้าเกษตร สินค้าโอท็อป รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผ่านอี-คอมเมิร์ซ
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการวางเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงไทย-ฮ่องกง-จีน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ที่จะเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างกัน
แค่เฉพาะตลาดจีนแห่งเดียว ที่คาดกันว่าอีกไม่นานจะนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเป็นมูลค่า 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากสินค้าและบริการของไทย สามารถเจาะเข้าไปได้มากขึ้น จะมีเม็ดเงินเข้าประเทศไทยไม่น้อย
ไม่เพียงแค่ทุเรียนหมอนทอง แต่ยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดทั้งมังคุด ลำไย ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวจีน รวมถึงข้าวหอมมะลิ และอื่นๆ
รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของไทย ที่ยังมีอีกหลายแห่ง ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาได้
อี-คอมเมิร์ซ เป็นประตูการค้ายุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของเกษตรกร ผลิตภัณฑ์โอท็อปของชุมชน และสินค้าต่างๆ ของเอสเอ็มอีไทย ให้เข้าถึงตลาดในประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ตลาดจีน ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
โลกการค้ายุคใหม่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว หากยังชักช้า อืดอาด จะตามไม่ทันและตกขบวนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจถดถอยไป ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องรุกคืบ “อี-คอมเมิร์ซ” โดยเร็ว

