หน้าแรก คอลัมนิสต์ อิหร่าน : รัฐ...

อิหร่าน : รัฐศาสนาที่ปกครองโดยนักบวช เริ่มมีรอยร้าวแล้ว โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

9.05.18 | 14:09 น.

อิหร่านหรือสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นหนึ่งในอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยการตั้งราชอาณาจักรก่อนเกิดมีพระพุทธศาสนาร่วม 2,065 ปี ปัจจุบันอิหร่านเป็นประเทศใหญ่ที่สุดอันดับที่สองในตะวันออกกลาง มีประชากร 78.4 ล้านคน โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอารยันมิได้เป็นชาวอาหรับเหมือนบรรดาประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง อิหร่านมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์มาช้านานเนื่องจากที่ตั้งอยู่ในกลางระหว่างสองทวีปคือยูเรเชียพอดี

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2466 เมื่อพลจัตวาเรซา ข่าน ได้ยึดอำนาจจากกษัตริย์แห่งราชวงศ์กอญันและตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ปาห์เลวีทรงพระนามว่า “พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์เลวี” เมื่อปลายปี พ.ศ.2468 และได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากเปอร์เซียเป็นอิหร่านอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2477

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงอิหร่านมีพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์เลวี ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์เลวี ขึ้นครองราชย์อันเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนอิหร่านกำลังตื่นตัวเรื่องชาตินิยมทำให้นายโมฮัมหมัด โมซาเดก ผู้นำขบวนการชาตินิยมอิหร่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีและนายโมซาเดกได้เข้ายึดบริษัทน้ำมันของอังกฤษมาเป็นของรัฐ ทำให้นานาชาติมีมาตรการตอบโต้บอยคอตน้ำมันอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านจึงได้ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอังกฤษทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2496 พระเจ้าชาห์ ได้เสด็จออกนอกประเทศเปิดโอกาสให้เกิดรัฐประหารโดยคณะนายทหารเข้าจับกุมนายกรัฐมนตรีโมซาเดกและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด พระเจ้าชาห์จึงเสด็จกลับอิหร่านและทำการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมตะวันตก โดยอิหร่านได้ทำการเปิดสัมพันธไมตรีกับการทูตกับอังกฤษใหม่ และมีการเจรจาตกลงกับบริษัทน้ำมันของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมาพระเจ้าชาห์ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้นจนกระทั่งพาประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ใน พ.ศ.2506 พระเจ้าชาห์ ได้เริ่มโครงการสำคัญหลายอย่างเพื่อพัฒนาอิหร่าน เช่น การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเลือกตั้ง การให้สิทธิแก่สตรี การตั้งหน่วยการศึกษา การจัดตั้งหน่วยอนามัย การพัฒนาการเกษตร การโอนป่าเป็นของรัฐ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลอิหร่านเรียกโครงการเหล่านี้ว่า “การปฏิวัติขาว” ทำให้รัฐบาลอิหร่านมีฐานอำนาจที่กว้างขึ้นได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะแรกเพราะทำให้อิหร่านเจริญขึ้น แต่ก็ทำให้ประชาชนไม่พอใจและลุกฮือต่อต้านพระเจ้าชาห์ เนื่องจากผลจากการปฏิวัติขาวปรากฏว่าคนในราชวงศ์และผู้ที่ใกล้ชิดได้รับที่ดินมหาศาล

Advertisement

นอกจากนี้ ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อจากตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาในอิหร่าน ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายศาสนาไม่พอใจอย่างยิ่งและผลของการพัฒนาประเทศนั้นเม็ดเงินกลับตกอยู่ในตระกูลคนรวยเพียงไม่กี่ตระกูล รวมถึงพระญาติวงศ์ของพระเจ้าชาห์ที่มีธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บรรดาบริษัทต่างชาติต่างก็เชื้อเชิญพระราชวงศ์และข้าราชการชั้นสูงที่มีอำนาจการเมืองและการทหารเข้าเป็นคณะกรรมการในบริษัทของตนด้วยเพื่ออภิสิทธิ์ทางการเมือง

แต่ชาวอิหร่านส่วนใหญ่กลับมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ไร้การศึกษา ขาดแคลนยารักษาโรค รวมไปถึงนโยบายของพระเจ้าชาห์ที่ทรงสนับสนุนชาติอิสราเอลตามสหรัฐอเมริกายิ่งทำให้ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ไม่พอใจมาก

ดังนั้น ด้วยเหตุที่ประชาชนต่อต้าน นโนบายของพระองค์ พระเจ้าชาห์ได้ตั้งตำรวจลับชื่อว่าซาวัคที่ทำหน้าที่เหมือนเกสตาโปของนาซีเพื่อแทรกซึมในวงการต่างๆ เพื่อจับกุมฝ่ายตรงข้ามของพระองค์ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา อาจารย์ นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ เหล่าตำรวจลับซาวัคได้ทำการจับกุมและทรมานผู้คนเป็นนิตย์เป็นที่หวาดกลัวของประชาชนจนถึงจุดระเบิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2521 ได้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงในโรงภาพยนตร์ที่เมืองอะบาดาน มีผู้เสียชีวิต 387 คน โดยตำรวจไม่สามารถหาผู้กระทำผิดได้ก็ทำให้ประชาชนเคียดแค้นรัฐบาล และเกิดการประท้วงตามเมืองต่างๆ

โดยมีนักบวชอยาตุลเลาะห์ โคไมนี ผู้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศเนื่องจากต่อต้านพระเจ้าชาห์ได้ไปอยู่ฝรั่งเศสทำการอัดเสียงการต่อต้านพระเจ้าชาห์ลงตลับเทปทำการเผยแพร่แก่นักศึกษาประชาชนชาวอิหร่านอย่างกว้างขวาง จากเหตุการณ์ตายหมู่ที่เมืองอะบาดาน ประชาชนในกรุงเตหะรานเมืองหลวงของอิหร่านได้รวมตัวกันประท้วงพระเจ้าชาห์ เผาธงชาติ ถือป้ายข้อความ “ชาห์ต้องลาออก” และ “โคไมนีต้องปกครองอิหร่าน” มีสตรีแต่งกายด้วยชุดดำสวมคลุมศีรษะจำนวนมากเข้าร่วมขบวนด้วยโดยได้ปะทะกับทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงระลอกแล้วระลอกเล่าตามหัวเมืองอื่น กรรมกรนับแสนคนนัดหยุดงาน พนักงานรัฐวิสาหกิจ บรรดาอาจารย์ นักศึกษาต่างเข้าร่วมกันประท้วง โดยโคไมนีแม้จะอยู่ที่ฝรั่งเศส ก็ได้เรียกร้องให้มุสลิมทั่วโลกหันมาสนใจการต่อสู้ของประชาชนชาวอิหร่าน

การประท้วงใหญ่เกิดขึ้นอีกที่เมืองมาชาดมีการลุกฮือเผาบ้านตลอดจนกิจการต่างๆ ของชาวตะวันตก ทหารได้ปราบปรามทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายนับร้อย ความตึงเครียดที่กดดันทำให้พระเจ้าชาห์ทำตามคำแนะนำของสหรัฐอเมริกาโดยการเสด็จออกนอกประเทศพร้อมครอบครัว เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2522 โดยที่พระองค์มิได้สละบัลลังก์แต่อย่างใด ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โคไมนีได้เดินทางกลับสู่อิหร่านโดยสายการบินฝรั่งเศส มีประชาชนไปต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยประชาชนฝ่ายโคไมนีได้เข้าควบคุมกรุงเตหะรานไว้ได้ด้วยการบุกเข้ายึดที่ทำการรัฐบาล ตึกรัฐสภา และสถานีตำรวจไว้ได้หมด

ต่อมารัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากโคไมนีก็เข้ารับหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศ และนำอิหร่านเข้าสู่การปกครองของรัฐอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีผู้นำสูงสุดคืออิหม่ามโคไมนี เป็นผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณมีอำนาจครอบคลุมทั้งการเมืองและการปกครองทั้งหมด

โคไมนีจึงได้ดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างเร่งด่วนโดยปิดมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นเวลา 3 ปี เพื่อชำระนโยบายทางวัฒนธรรมและระบบการศึกษาทั้งระบบเพื่อให้เหมาะสมกับเป็นรัฐศาสนา (theocracy) อาทิ บังคับให้สตรีต้องคลุมหน้าในที่สาธารณะทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น และสร้างระบบการศึกษาที่ปลูกฝังความเชื่อว่าบรรดานักบวชที่ปกครองบ้านเมืองไม่สามารถที่จะทำความผิดอะไรได้เนื่องจากเป็นผู้บริสุทธิ์

ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องการเมืองการปกครองของอิหร่านมีรัฐบาล 2 ระดับ คือ ระดับปกติที่ปกครองประชาชนในชีวิตประจำวันมีประมุขคือประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนและคณะรัฐมนตรีที่บริหารงานกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งต้องได้ความเห็นชอบจากรัฐสภาและผู้นำสูงสุด แต่มีรัฐบาลระดับพิเศษขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแบบโปลิตบูโรที่ควบคุมรัฐบาลระดับปกติอีกที โดยมีผู้นำสูงสุดเป็นนักบวชที่เป็น
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจเต็มสามารถปลดประธานาธิบดีและรัฐมนตรีทุกคนได้

พูดง่ายๆ คือรัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดีก็มีหน้าที่ทำตามคำสั่งผู้นำสูงสุดซึ่งตลอดประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติมีผู้ดำรงตำแหน่งนี้เพียงสองคนเท่านั้น คืออยาตุลเลาะห์ รูฮุลลอฮ์ โคไมนี ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.2522 จนถึงแก่กรรมในตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.2532 และอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อมาถึงปัจจุบันรวมเวลาถึง 29 ปีแล้ว ซึ่งตำแหน่งผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชที่แวดล้อมผู้นำสูงสุดนั้นถือว่าทำอะไรไม่ผิดเลยอันเป็นผลจากระบบการศึกษาที่ปลูกฝังความเชื่อนี้ในบรรดาประชาชน

การจลาจลครั้งใหญ่ๆ 4 ครั้งที่เกิดขึ้นในอิหร่านเมื่อ พ.ศ.2542, 2546, 2549 และเมื่อ พ.ศ.2552 ล้วนแล้วแต่เป็นการจลาจลที่เกี่ยวกับการเมืองในระดับรัฐบาลของประธานาธิบดีเท่านั้น ไม่เคยก้าวล่วงไปถึงรัฐบาลระดับผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชที่แวดล้อมผู้นำสูงสุดเลย นอกจากนี้ การจลาจลทั้ง 4 ครั้งนี้จะเริ่มต้นในกรุงเตหะราน นครหลวงของอิหร่านโดยนักศึกษาและคนชั้นกลางในเมืองเป็นแนวหน้าเท่านั้น แต่การจลาจลครั้งใหญ่ทั้ง 4 ครั้ง ก็ถูกกำลังทหารของผู้นำสูงสุดเข้าปราบปรามจนราบคาบ

แต่การจลาจลข้ามปีครั้งใหม่การชุมนุมประท้วงรัฐบาลอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่เมืองมัชชาด เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิหร่าน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศในตอนแรกว่าต้องการสะท้อนความไม่พอใจต่อรัฐบาลซึ่งล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

รวมถึงไม่พอใจที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นซึ่งตรงข้ามกับที่ทางรัฐบาลอ้างตัวเลขทางเศรษฐกิจว่าอิหร่านกำลังก้าวหน้าโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงขึ้นกว่าในอดีตแต่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ข้าวของกลับแพงขึ้น ซึ่งจุดระเบิดของการจลาจลข้ามปีครั้งล่าสุดนี้เกิดจากราคาไก่เนื้อและไข่ไก่มีราคาสูงขึ้นกะทันหันถึง 50% เลยทีเดียว สวนทางกับนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งของนายฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกกลับมาดำรงตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

โดยผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านหันมาสนใจต่อปัญหาปากท้องในประเทศอย่างจริงจัง และให้เลิกแทรกแซงทางการทหารในอิรัก เลบานอน และเยเมนเสียทีเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมหาศาล การชุมนุมได้ขยายพื้นที่ออกไปอีกหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเตหะรานจนมีคนตายไปแล้ว 23 คน และถูกจับกุมอีกกว่า 1,000 คน แต่ยังมีผู้ชุมนุมเรียกร้องให้อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านก้าวลงจากตำแหน่งด้วย เพราะผู้ชุมนุมเห็นว่าอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผูกขาดอำนาจเผด็จการทั้งยังเป็นประมุขแห่งรัฐที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลทั้งด้านการเมืองและศาสนาซึ่งทุจริตฟอนเฟะทั้ง 2 วงการ โดยเฉพาะในวงการนักบวชซึ่งล้วนแต่มั่งคั่งร่ำรวยทั่วทุกคน

น่าคิดนะครับเนื่องจากการจลาจลข้ามปีของอิหร่านครั้งนี้เป็นรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับการจลาจลทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากการจลาจลครั้งก่อนๆ มีแต่คนชั้นกลางออกมาประท้วงเรื่องเสรีภาพและการเมืองโดยไม่เคยก้าวล่วงออกไปโจมตีผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชเลย แต่การจลาจลข้ามปีของอิหร่านครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นทางบรรดาหัวเมืองต่างๆ ก่อน โดยผู้ออกมาประท้วงล้วนแล้วแต่เป็นคนระดับรากหญ้าประท้วงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องโดยแท้ และมีการด่าว่าโจมตีรัฐบาลระดับโปลิต
บูโรคือผู้นำสูงสุดซึ่งเป็นนักบวชและบรรดานักบวชที่ห้อมล้อมตัวผู้นำสูงสุดที่ใช้งบประมาณในทางการทหารอย่างมหาศาลโดยไม่คำนึงถึงปากท้องของคนระดับรากหญ้าเลย

โปรดอย่าลืมว่าคนรากหญ้าทั้งหลายคือผู้คนที่สนับสนุนรัฐบาลแบบโปลิตบูโรที่ควบคุมรัฐบาลระดับปกติอีกที โดยมีผู้นำสูงสุดเป็นนักบวชที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเมื่อครั้งมีการจลาจลครั้งใหญ่ 4 ครั้งก่อนรัฐบาลนักบวชก็ได้ใช้คนรากหญ้าเหล่านี้มาช่วยในการปราบปรามการจลาจลอีกด้วย

แต่คราวนี้คนรากหญ้ากลับจลาจลเสียเองถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างเด็ดขาดก็ตาม แต่รอยร้าวของผู้สนับสนุนรัฐบาลนักบวชของอิหร่านเริ่มแสดงให้เห็นรอยร้าวที่กว้างขึ้นอย่างแจ้งชัดแล้ว