หน้าแรก คอลัมนิสต์ สถานีคิดเลขที...

สถานีคิดเลขที่ 12 : เลือกตั้งวันพุธ โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

9.05.18 | 12:10 น.

สัปดาห์นี้เพื่อนบ้านของไทยคือ มาเลเซียจัดการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 9 พ.ค. ตรงกับวันพุธ

ฤกษ์ยามกลางสัปดาห์นี้ก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงตั้งแต่ต้น เพราะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีที่การเลือกตั้งไม่ได้ตรงกับวันสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตย์ จึงถูกวิจารณ์ว่าฝ่ายรัฐบาล นายนาจิบ ราซัก เจตนาจะให้คนไปใช้สิทธิให้น้อยลง จากพลเมือง 28.7 ล้านคน

แน่นอนว่าการจัดเลือกตั้งหลายๆ ครั้งและหลายๆ ประเทศถูกมองว่าจัดออกมาเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบที่สุด ตามธรรมชาติทางการเมืองว่าพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลก็อยากจะเป็นฝ่ายบริหารต่อไป คงไม่มีใครบอกว่าพอดีกว่า อิ่มตัวแล้ว ขอพักไปเป็นฝ่ายค้านบ้าง

อย่างไรก็ตาม การจัดเลือกตั้งให้ตนเองได้เปรียบนั้นไม่ได้ล็อกความต้องการได้ทุกครั้ง ยิ่งในกระแสที่ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือไม่เอารัฐบาลชุดเดิมอีกแล้ว คะแนนเสียงจะไปเทอีกฝ่ายแบบท่วมท้นจนทำเล่นแร่แปรธาตุไม่ได้

ความเข้มข้นในการเลือกตั้งของมาเลเซียครั้งนี้คือการหวนคืนสนามของสิงห์เฒ่า มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เคยเป็นผู้นำประเทศมายาวนาน และรู้จุดอ่อนจุดแข็งของพรรครัฐบาลที่ตนเองเคยสังกัดอยู่ อีกทั้งยังเคยสำแดงเดชสยบทายาททางการเมืองของตนเองที่ผลักดันมากับมือ อย่าง อันวาร์ อิบราฮิม มาแล้ว

Advertisement

การประมือกับ นาจิบ ราซัก ที่เคยเป็นเด็กปั้นมาก่อน และเป็นเด็กปั้นที่ปีกกล้าขาแข็งแล้วด้วย ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จับตาจากผู้คนภายนอกด้วย

แต่การติดตามข่าวเลือกตั้งมาเลเซียของคนไทยดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มข้นใกล้ชิดเท่าใดนัก แม้ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ชิดกัน

อาจเพราะการเลือกตั้งในชาติเพื่อนบ้านนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรา หรืออาจเพราะบรรยากาศทางการเมืองของเราเองก็ไม่เป็นใจให้อยากจะไปติดตามหรือศึกษาการเมืองของประเทศอื่นมากนัก ทำนองว่าตัวเองก็ยังเอาตัวเองไม่รอด

หรือเป็นไปได้ว่าการเชื่อมโยงด้านข่าวสารระหว่างชาติร่วมภูมิภาคนั้นเป็นไปลักษณะอ้อมโลก คือต้องรอรับข่าวสารจากสื่อมวลชนตะวันตกมากกว่าที่จะมาจากสื่อภายในภูมิภาคด้วยกัน

อย่างกรณีวิกฤตโรฮีนจาในพม่า หรือกรณีหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ในกัมพูชาถูกเปลี่ยนมือ ข่าวความเคลื่อนไหวเหล่านี้มาจากสื่อตะวันตกเป็นหลักเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การที่คนในสังคมอาเซียนจะค่อยๆ เรียนรู้ติดตามข่าวสารให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่รอจังหวะที่ประชาชนจะ “คลิก” กันมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรม

อย่างที่ว่ากันว่าคนเราจะเป็นคนแปลกหน้ากันไปเรื่อยๆ หากไม่มีจังหวะที่ลงนั่งแล้วคุยกัน

ถ้าสมมุติว่าวันนี้มีชาวมาเลย์มานั่งคุยกับชาวไทยถึงการเลือกตั้ง คงจะมีเรื่องที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่ไม่น้อย คนมาเลย์อาจจะพูดให้ฟังว่าการเลือกตั้งวันพุธเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ส่วนคนไทยอาจจะบอกว่า แต่อย่างน้อยคุณก็ได้เลือกตั้งนะ โชคดีกว่าเราตั้งเยอะ

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์