หน้าแรก คอลัมนิสต์ มิติใหม่ของกา...

มิติใหม่ของการจัดการ นโยบายสาธารณะที่ดี โดย : มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

11.05.18 | 14:19 น.

ในช่วงเวลาของการรอคอยการเลือกตั้ง ถ้าจะถามว่านโยบายสาธารณะที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร นักการเมืองและรัฐบาลคงตอบเหมือนกันว่า คือ นโยบายเพื่อประชาชน แต่เงื่อนไขแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดี เพราะนโยบายสาธารณะที่ดีต้องมองจากหลายมิติ ได้แก่ ความมีประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืน และต้องมาจากหลายกลุ่ม หลายมุม สำหรับประชาชนในเมือง/คนรากหญ้าและคนชายขอบ มิติที่สำคัญที่สุดอีกมิติหนึ่งน่าจะเป็นนโยบายสาธารณะที่มีการดำเนินการอย่างสุจริตและยุติธรรม

ประสิทธิภาพน่าจะเป็นมิติแรกของการวัดผลที่ได้จากการลงทุนสาธารณะ นโยบายสาธารณะที่ดีต้องเป็นนโยบายที่ใช้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่าผลประโยชน์ที่จะได้ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ต้องเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่านโยบายที่เป็นทางเลือกในลำดับถัดไป ตัวชี้วัดที่ประเมินนโยบายประเภทนี้มักจะเป็นตัวชี้วัดว่าด้วยรายได้ต่อหัวที่เกิดจากการลงทุน หรือประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ฯลฯ เช่น นโยบายรับจำนำข้าวหากวัดจากงบประมาณที่ใช้และคุณภาพข้าวที่สูญเสียก็นับเป็นตัวชี้วัดของนโยบายสาธารณะที่ล้มเหลว

นโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพนี้ยังต้องไม่หักล้างนโยบายอื่นๆ กล่าวคือ เป็นนโยบายที่ไม่ไปทำให้ผลลัพธ์ของนโยบายอื่นเป็นโมฆะหรือไม่เป็นผลหรือขัดแย้งกัน เช่น ไม่ไปสนับสนุนการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่มีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น มีนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนอยู่แล้ว แต่มีนโยบายสนับสนุนรถคันแรกที่เพิ่มการใช้พลังงาน และเพิ่มการปลดปล่อยคาร์บอนไปพร้อมๆ กัน

มิติถัดไป เป็นมิติของความยั่งยืน คือ นโยบายที่ไม่ยอมให้คนในรุ่นปัจจุบันเอาเปรียบลูกหลานในอนาคต เช่น นโยบายสาธารณะที่ดีต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เช่น การนำป่ามาใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉกไม่ว่านโยบายจะมีประสิทธิภาพเพียงใดและจะลดความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันได้แค่ไหน หากแต่นโยบายนั้นทำลายฐานทรัพยากรของคนรุ่นถัดไปแล้วก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ทำลายความยั่งยืนของสังคม

มิติที่ 3 เป็นมิติด้านสังคม คือ นโยบายสาธารณะที่ดีต้องเป็นนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจน อ่อนแอ และเปราะบาง นโยบายประชานิยมเป็นนโยบายเพื่อประชาชนก็จริง แต่ในความเป็นจริงคำว่า “ประชาชน” ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ต่างกัน บางครั้งแต่ละกลุ่มก็มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน บางนโยบายอาจเป็นนโยบายที่ดีและมีประสิทธิภาพแต่อาจมีผลกระทบต่อคนจน นโยบายสาธารณะที่ดีจึงควรต้องเป็นนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งใคร และไม่ทอดทิ้งกัน หรือมีมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ

Advertisement

มิติที่ 4 น่าจะเป็นมิติของการจัดการอย่างสุจริตและเป็นธรรม เป็นเรื่องน่าตกใจว่าในมิตินี้เรามีปัญหาที่ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า อเนจอนาถใจที่สุด กล่าวคือ เกิดการคอร์รัปชั่นในนโยบายที่เป็นที่พึ่งของคนจน เช่น คอร์รัปชั่นเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเอดส์ อย่างในกรณีศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ซึ่งนักศึกษาฝึกงาน น.ส.ปณิดา ยศปัญญา อายุ 23 ปี เป็นผู้ร้องเรียนและได้พบว่ามีการทุจริตในลักษณะเดียวกันไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังมีการพบการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ทำให้นโยบายไม่ทอดทิ้งใครในมิติที่ 3 กลายเป็นนโยบายหารายได้ของข้าราชการ ยังไม่นับการทุจริตในแวดวงสงฆ์อีกหลายกรณี ทำให้คนไทยรู้สึกว่าสังคมไทยแทบไม่มีที่ยึดเหนี่ยวแล้ว

และเมื่อจะหวังพึ่งรัฐบาลที่ควรใช้ความกล้าหาญในการสังคายนาให้ถึงที่สุดก็กลับไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

ดูเหมือนว่าประเทศไทยค่อนข้างมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสุขภาวะ แต่มีความเปราะบางด้านสังคมและการเมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเกิดจากปัญหาคุณภาพด้านการศึกษา การลดหลักประกันทางสังคมของคนที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบและปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาคอร์รัปชั่นซึ่งบั่นทอนสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะกลไกของราชการ เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าของปัญหาที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด

ปกติเรามักใช้ตัวชี้วัดเพื่อตรวจสอบการใช้นโยบายสาธารณะ ดังนั้น จึงต้องเลือกตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางนโยบาย และต้องดูว่าเป็นตัวชี้วัดที่ใช้วัดเกณฑ์หรือมิติทางนโยบายมิติไหน หากเป็นนโยบายประเภทที่ต้องการผลด้านความยุติธรรม หรือนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งใครตัวชี้วัดต้องเป็นตัวชี้วัดคนชายขอบไม่ใช่สุ่มตัวอย่างจากประชากรทั้งประเทศซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย

หากเราสนใจดัชนีชี้วัดสำหรับนโยบายสาธารณะที่ไม่ทอดทิ้งใคร ดัชนีภาพรวมอาจไม่ใช่ดัชนีที่สำคัญนัก แต่ต้องดูดัชนีที่สร้างขึ้นมาสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดมหภาคประเภทจีดีพีหรือแม้แต่ดัชนีความสงบสุข จะเป็นค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ ซึ่งรวมทั้งคนจนและคนรวย การที่ประเทศมีจีดีพีสูงไม่ได้หมายความว่าในประเทศนั้นไม่มีความยากจนข้นแค้นแสนสาหัส การที่บ้านเมืองสงบสุขไม่วุ่นวายไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มมีความสุข แต่อาจเป็นอาณาจักรแห่งความกลัวสำหรับคนบางกลุ่มก็ได้ ดัชนีที่ไม่ทอดทิ้งใครจะเป็นดัชนีที่วัดคนชายขอบ เช่น ในกรณีของการวัดรายได้จะใช้ดัชนีความยากจน เป็นตัวชี้วัด (ที่ไม่ทอดทิ้งคนจน) ที่ต้องใช้ประกอบกับจีดีพีหากเรามีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีความมั่นคงในชีวิต ส่วนในกรณีความสงบสุขต้องสร้างดัชนีใหม่ที่วัดความสุขของกลุ่มคนจน ดัชนีที่วัดความยุติธรรมต้องวัดการเข้าถึงความยุติธรรมของคนจน รวมถึงดัชนีที่วัดการเข้าถึงทรัพยากรของคนจนหรือดัชนีของคนชายขอบซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ถูกข่มเหงหรือลิดรอนสิทธิ (คนพิการ คนแก่ คนกลุ่มน้อย ฯลฯ)

การใช้ตัวชี้วัดในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศเพื่อนำทางสู่การสร้างนโยบายต้องมีความระมัดระวังอาจทำให้เกิดภาวะสับสนได้หากตัวชี้วัดนั้นครอบคลุมเฉพาะบางมิติ เช่นตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นทางสาธารณสุขทำให้ประเทศไทยดูดีในสายตานานาประเทศ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยแทบจะเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุดในเอเชียในด้านการใช้นโยบายผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

กล่าวโดยสรุปว่า การใช้ดัชนีเพื่อประเมินนโยบายต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน และต้องมีการสร้างดัชนีที่มีองค์ประกอบเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายนั้นๆ

ในขณะนี้สิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมากที่สุดก็คือ การกวาดล้างคอร์รัปชั่นที่กลายเป็นสนิมในเนื้อในตน แม้แต่แวดวงการศึกษา และศาสนาก็เสื่อมกันไปหมด ครูและตำรวจก็ทุจริตในการสอบเพื่อให้ได้งานทำ นักเรียนก็ลอกข้อสอบ ทางออกของประเทศไทยก็ต้องอาศัยโมเดลน้องปณิดามาช่วยกันทำความสะอาดนโยบายสาธารณะไทยกันคนละไม้คนละมือ ตัวชี้วัดอะไรก็ไม่ดีเท่าคนไทยรู้เท่าทันและช่วยกันจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นเอง

อย่าไปหวังว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมารับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ผู้เขียนเห็นว่า หากจะแก้ปัญหาควรเริ่มที่ตัวเราก่อนดีกว่า ถึงแม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ทุกอย่างจะใหญ่ได้ก็ต้องเริ่มจากเล็กๆ ก่อนทั้งนั้นค่ะ