หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่มาของความข...

ที่มาของความขัดแย้งทางเชื้อชาติในพม่า กรณีของชาวกะฉิ่น โดย : ลลิตา หาญวงษ์

11.05.18 | 14:29 น.
ทหารกะฉิ่นจากหน่วย Kachin Rangers กับทหารอเมริกัน, ค.ศ.1944 (ภาพจาก www.stripes.com)

ชาวกะฉิ่นเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยในแถบภูเขาสูงทางตอนเหนือสุดของพม่า พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมทิเบต ซึ่งมีอิทธิพลทั้งในทิเบต บางส่วนของมณฑลยูนนานในจีน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย จนจรดปลายเหนือสุดของประเทศพม่า กลุ่มชาติพันธุ์กะฉิ่นมีวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาที่แตกต่างจากชาวพม่า ชาวกะฉิ่นส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ หลังจากมิชชันนารีชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งเข้าไปตั้งที่มั่นเผยแพร่ศาสนาในรัฐกะฉิ่นมาตั้งแต่ปี 1876 (พ.ศ.2419)

ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา พื้นที่ในเขตกะฉิ่นเป็นสมรภูมิการรบที่สำคัญที่สุดในพม่า เพราะทั้งพลเรือนหลายแสนคนและกองทัพของจักรวรรดิบริติชอินเดียถอยทัพครั้งใหญ่จากฐานที่มั่นในพม่าตอนล่างขึ้นไปถึงรัฐกะฉิ่น โดยมีจุดหมายปลายทางที่อินเดีย ผู้คนกว่า
4,268 คน เสียชีวิตระหว่างการเดินทางครั้งสำคัญนี้ ในปี 1942 (พ.ศ.2485) สนามบินมยิตจีนา เมืองหลวงของรัฐกะฉิ่นรองรับผู้ลี้ภัยสงครามหลายหมื่นคน เพราะเป็นสนามบินเพียงแห่งเดียวในพม่าที่ยังไม่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกยึด

รัฐกะฉิ่นคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่กำลังรวบรวมกองกำลังทั้งในจีน พม่า และอินเดีย เพื่อเข้าโจมตีญี่ปุ่นที่กำลังยึดครองพม่า ถนนสติลเวลล์ (Stilwell Road) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อถนนลีโด (Ledo Road) ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือเข้ากับมณฑลยูนนานในจีนใต้ผ่านรัฐกะฉิ่น กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มระดมชาวกะฉิ่นซึ่งคุ้นเคยทางและเป็นนักรบชั้นดีเข้ามาเป็นกองทหารอาสาสมัคร (Volunteer Force) กองทัพของกะฉิ่นที่อยู่ฝ่ายเดียวกับอังกฤษ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับกองทัพพม่าภายใต้ชื่อ BIA (Burma Independence Army) ของนายพลออง ซาน ที่ในช่วงแรกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับญี่ปุ่น โดยหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นจะมอบเอกราชที่พม่าปรารถนาให้

จะเห็นได้ว่ากองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรช่วยฝึกอบรมให้ชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะที่เป็นชาวคริสต์ ได้แก่ กะฉิ่นและกะเหรี่ยง จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครของตนเอง ในเวลาเดียวกับที่ฝั่งพม่าก็จัดตั้ง BIA ที่ได้รับเงินสนับสนุนและการฝึกจากญี่ปุ่น (ต่อมาจะพัฒนาเป็นกองทัพพม่า หรือ “ตั๊ดม่ะด่อ”) แม้กองกำลังของกะฉิ่นและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ จะใช้ชื่อว่า “กองกำลังอาสา” แต่แท้จริงแล้ว ผู้นำกะฉิ่นได้รับค่าตอบแทนจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่ามากโขในขณะนั้น และทำให้พวกเขานำมาใช้เป็นทุนตั้งต้นเพื่อลงทุนในธุรกิจค้าฝิ่นและค้าอาวุธ และบำรุงกองทัพหลังสงครามสิ้นสุดไปแล้ว ปัญหาทางเชื้อชาติมีขึ้นให้เห็นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ในช่วงท้ายสงคราม ออง ซาน และพวกติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษอย่างลับๆ และเจรจาเพื่อว่า BIA จะช่วยเหลืออังกฤษ แต่มีเงื่อนไขว่าอังกฤษจะต้องมอบเอกราชให้กับพม่าเมื่อสงครามสงบ สถานการณ์ระหว่างพม่ากับอังกฤษพัฒนาขึ้นทันที

แต่สำหรับชนกลุ่มน้อยที่มีกองกำลังเป็นของตนเองกลับอยู่ในสถานการณ์ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กับพม่า

Advertisement

รัฐบาลอาณานิคมที่บอบช้ำอย่างหนักจากสงครามมีความคิดให้กองกำลังของกะฉิ่นหลายกลุ่มหลอมเป็นส่วนหนึ่งของ BIA ในฐานะที่ BIA เป็นกองทัพ “แห่งชาติ” พม่า ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ย่อมไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลและกองทัพพม่า ปัญหาที่สำคัญในขณะนั้นคือจะปลดประจำการกองกำลังกะฉิ่นอย่างไร และจะให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในยุคหลังสงครามและเมื่อพม่าได้รับเอกราชอย่างไร

แน่นอนว่าชนกลุ่มน้อยในพม่าย่อมต้องการอิสรภาพของตนเอง และไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ผู้ปกครองอังกฤษบางคนเองก็เข้าใจสถานการณ์ดี และไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าเช่นกัน เอช.เอ็น.ซี. สตีเวนสัน (H.N.C. Stevenson) ผู้บริหารเขตเทือกเขาที่อังกฤษส่งเข้าไปในรัฐกะฉิ่น เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการเจรจาที่เมืองปางหลวงครั้งแรก ระหว่างผู้แทนฝั่งอังกฤษ พม่า และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในปี 1946 (พ.ศ.2489)

สตีเวนสันเชื่อมั่นว่าพม่าในยุคหลังเอกราชจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อพม่าให้อิสระทางการเมืองและการปกครองกับชนกลุ่มน้อย แต่ยิ่งเวลาผ่านไป สตีเวนสันก็เข้าใจว่ารัฐบาลอังกฤษมิได้สนใจอนาคตของชนกลุ่มน้อยอย่างแท้จริง เพราะต้องการสละพม่า และต้องการฐานสนับสนุนจากกลุ่มผู้นำพรรคชาตินิยม AFPFL ภายใต้การนำของออง ซาน พม่าเองก็ต้องการที่มั่น 2 แห่งในรัฐกะฉิ่น ได้แก่ เมืองมยิตจีนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น และเมืองบาโม ซึ่งเป็นเมืองชายแดนอยู่ติดกับจีน

ก่อนจะถึงการประชุมปางหลวงครั้งที่ 2 ในปี 1947 ผู้นำกะฉิ่นทราบมาว่าผู้นำพม่าและฉานได้เจรจากัน และมีมติว่าพม่าจะให้อิสระในการปกครองตนเองกับเจ้าฟ้าฉาน และจะแต่งตั้งเจ้าฟ้าฉาน เจ้าฉ่วย ไต้ก์ (Sao Shwe Thaike) เป็นประธานาธิบดีของพม่า พม่ายังเจรจากับผู้นำของกะเหรี่ยงและสัญญาว่าจะให้ชาวกะเหรี่ยงมีพื้นที่ปกครองตนเองได้หลังพม่าได้รับเอกราช รัฐบาลพม่าก็สัญญากับผู้นำกะฉิ่นว่ารัฐกะฉิ่นก็จะได้เอกราชอย่างที่ต้องการเช่นกัน เจตจำนงนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญพม่าปี 1947 บทที่ 10 ที่ว่าด้วย “สิทธิในการแยกตัว”

แต่ถึงกระนั้น ทัศนคติของชนกลุ่มน้อยในระดับรากหญ้า ที่มีต่อรัฐบาล AFPFL ไม่ดีขึ้น และคนในกองทัพพม่าเองก็ไม่ต้องการรับคนในกองทัพของกะฉิ่นและกะเหรี่ยงมาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพม่า เพราะมองชนกลุ่มน้อยทั้งสองว่าเป็น “ผู้ทรยศ” ที่เป็นหุ่นเชิดให้อังกฤษ

ทัศนคตินี้จะกลายเป็นความเกลียดชังและนำไปสู่สงครามกลางเมืองแทบจะในทันทีที่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948

แม้พม่ากับกะฉิ่นจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ก่อนพม่าได้เอกราช แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้นำกะฉิ่นกับรัฐบาลพม่าง่อนแง่นมาโดยตลอด และยิ่งทำให้ขบวนการชาตินิยมกะฉิ่นเข้มแข็งขึ้น นำไปสู่การก่อตั้ง KIA หรือกองทัพเพื่อเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army) ขึ้นมาในปี 1961 เพียงไม่กี่เดือนก่อนรัฐประหารครั้งสำคัญของนายพลเน วิน และความสัมพันธ์นี้จะแย่ลงตามลำดับจนกองทัพกะฉิ่นยินยอมลงนามในสัญญาสงบศึกกับรัฐบาลพม่าในปี 1994 แต่ผลประโยชน์และอคติทางเชื้อชาติที่บ่มเพาะกันมายาวนานทำให้ภายใต้ “การสงบศึก” นี้ ยังมีการสู้รบและการยื้อแย่งทรัพยากรอยู่ตลอด และจะประทุเป็นความขัดแย้งระหว่างพม่ากับกะฉิ่นครั้งใหญ่ในปี 2011 (พ.ศ.2554) เมื่อกองทัพพม่าฉีกสัญญาสงบศึกทิ้งและเริ่มโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพกะฉิ่น ทำให้มีผู้ลี้ภัยสงครามจำนวนมากไหลทะลักเข้าไปยังชายแดนจีนและอินเดีย ความรุนแรงนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน

ในสัปดาห์หน้าเราจะมาพูดถึงพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างกะฉิ่นกับพม่าต่อ แต่เป็นในบริบทที่ใกล้กับปัจจุบันมากขึ้น