เพลงเถาเป็นวัฒนธรรมของคนชั้นขุนนางข้าราชการในราชธานีสมัย ร.4-5 มีร้องเอื้นมากลากยาว ไม่ใช่วัฒนธรรมของราษฎรสามัญชนชาวบ้านที่ร้องเนื้อเต็มมาแต่ครั้งกรุงเก่า หรือก่อนหน้านั้น ถ้าไม่รับความจริงก็ต่อยอดเล่นยาก (ภาพจาก เฟซบุ๊กกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร)
การศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมในไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับศิลปกรรม (จิตรกรรม, ประติมากรรม, ฯลฯ) จนถึงนาฏกรรม และคีตกรรม (ร้องรำทำเพลง) ถูกแยกส่วนกันเอง และแยกจากวรรณกรรมแล้ว ยังถูกตัดขาดจากความเป็นท้องถิ่นทั้งในไทยเอง และในภูมิภาคอุษาคเนย์ ท้ายสุดก็ตัดขาดจากโลก
ศิลปวัฒนธรรมไทยจึงอยู่โดดๆ ลอยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของโลก และของภูมิภาคอุษาคเนย์ แล้วหลงทางยกตนข่มท่านว่าดีกว่าใครในโลก หรือไม่เหมือนใครในโลก ซึ่งเท่ากับมาจากต่างดาว
แท้จริงแล้ว ไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาทั้งเชิงพื้นที่ และผู้คน เป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ตั้งแต่ยุคหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบต่อมาจนสมัยหลังๆ ถึงปัจจุบัน
ศิลปวัฒนธรรมในไทย หรือความเป็นไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คนชั้นนำครอบงำว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยไม่เหมือนใครในโลก
หากแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ หรือไม่รับความจริงตรงนี้ ก็ยากจะต่อยอดศิลปวัฒนธรรม ตามที่มีผู้แนะทางไว้ในการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัย ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ครั้งที่ 2) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2561 หน้า 10)
ยิ่งการเรียนการสอนนาฏศิลป์ และดนตรีไทย เต็มไปด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย (ด้วยข้ออ้างฟังไม่ขึ้น) ที่นักเรียนนักศึกษาต้องคลานเข่าเข้าหาครูอาจารย์ ก็ยากจะต่อยอดศิลปวัฒนธรรมให้ตามทันไทยแลนด์ 4.0 เพราะยังตกยุคอยู่ 0.4

