หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนาคตของประเท...

อนาคตของประเทศ ในการเลือกตั้ง (2) โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

14.05.18 | 13:09 น.

คลิกอ่านตอนที่ 1 

กลุ่มคนที่เป็นคะแนนเสียงบล็อกใหญ่มากคือคนชั้นกลางระดับล่าง นอกจากมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดในสังคมแล้ว พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งยังค่อยๆ หันมาสู่การเลือกนโยบายมากขึ้น ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยและพรรคลูกหลาน ประสบความสำเร็จในการวางนโยบายที่ทำให้ได้คะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้เป็นบล็อก จึงชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นตลอดมา

ก่อนหน้าพรรคไทยรักไทย คนกลุ่มนี้ไม่เคยลงคะแนนเสียงเป็นบล็อก อย่างน้อยไม่เคยในการเลือกตั้งระดับชาติ แต่เลือกที่จะสร้างสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับบุคคลที่เป็นนักการเมืองระดับชาติ ผ่านหัวคะแนนประเภทต่างๆ ในท้องถิ่น โดยวิธีเช่นนี้ทำให้เขาได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรเท่าที่ ส.ส.ของเขาจะสามารถดึงมาได้

(นี่คือเหตุที่ ส.ส.ต้องการสังกัดพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลมากกว่าเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน เพราะสามารถดึงทรัพยากรรัฐเข้าสู่ท้องถิ่นได้มากกว่า เท่ากับประกันความมั่นคงในที่นั่ง ส.ส.ในท้องถิ่นของตน ส่วนใหญ่ของ ส.ส.ที่ชิงกระโดดเข้าสู่แรงดูดของคณะรัฐประหารในช่วงนี้คือ ส.ส.ประเภทนี้)

แต่นโยบายของพรรคไทยรักไทยและพรรคลูกหลาน ให้หลักประกันว่า คนกลุ่มนี้จะได้รับการอุดหนุนจากทรัพยากรกลางมากขึ้นกว่าที่เคยได้มาอย่างแน่นอน จึงทำให้ส่วนใหญ่หันมาลงคะแนนเสียงเป็นบล็อกแก่พรรค

Advertisement

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับอัปลักษณ์ที่ใช้บังคับอยู่เวลานี้ ทำให้พรรคการเมืองไม่อาจวางนโยบายได้อย่างอิสระเอง เพื่อให้แน่ใจว่าการอุดหนุนของรัฐจะยังมีอยู่แก่พวกเขาต่อไป คนชั้นกลางระดับล่างจะเลือกพรรคหรือเลือกบุคคล?

หากย้อนกลับไปดูกำเนิดและประวัติของคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองไทย จะพบว่ารัฐมีส่วนอย่างสำคัญ ไม่น้อยกว่าหรืออาจมากกว่าตลาดเสียอีกในกำเนิดและการเติบโตของคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่หลัง 14 ตุลาเป็นต้นมา รัฐภายใต้เผด็จการทหารเต็มใบ ค่อนใบ, ครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบล้วนให้ความสำคัญแก่การพัฒนาชนบท อย่างน้อยก็เพื่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเอง (ประชาชนส่วนใหญ่พอใจ และนักการเมือง-ข้าราชการได้กินนอกกินในจากโครงการ) คนชั้นกลางระดับล่างเติบโตมาจากการอุปถัมภ์ของรัฐ โดยตรงหรือโดยอ้อม (เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทุนย่อมเปิดตลาดของเกษตรกรให้กว้างขึ้นด้วย) ปัญหาของเขาก็คือจะเติบโตไต่เต้าต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อรายได้ส่วนใหญ่มาจากการรับจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรเสียแล้ว

เช่นจะจัดให้มีแหล่งเงินกู้ที่เหมาะกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของคนชั้นกลางระดับล่างอย่างไร ทำอย่างเป็นระบบหรือทำโดยการโยนเงินลงไปเป็นกองทุนหมู่บ้าน การทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและยืดหยุ่นได้ตามเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องทำได้ยากมาก (คุณทักษิณ ชินวัตร เคยพูดว่าจะขยายกองทุนหมู่บ้านขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นธนาคารในที่สุด แต่เท่าที่ทำจนสิ้นอำนาจ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพัฒนาขึ้นเป็นระบบได้)

หากการเมืองที่มีการเลือกตั้งยังอยู่ คนชั้นกลางระดับล่างอาจเคลื่อนไหวไปในทางที่จะได้อำนาจในการต่อรองนโยบายกับรัฐมากขึ้น แต่เพราะการเมืองแบบนั้นสะดุดลง โดยยังไม่สามารถจัดองค์กรเพื่อการเคลื่อนไหวเช่นนั้นได้ จึงทำนายได้ยากมากว่า ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ คนชั้นกลางระดับล่างจะลงคะแนนเสียงให้พรรคที่ต่อสู้กับเผด็จการทหาร หรือจะลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้สมัครที่จะได้ร่วมรัฐบาล และมีศักยภาพจะดึงทรัพยากรรัฐเข้ามาอุดหนุนคนในท้องถิ่น

ที่เชื่อกันว่า การ “ดูด” ส.ส.เก่าจะไม่ให้ผลอย่างที่คณะทหารซึ่งครองอำนาจอยู่เวลานี้คาดหวัง ผมไม่ค่อยแน่ใจ เพราะอาจเป็นไปได้ทั้งการเทคะแนนให้พรรคที่ประกาศสู้กับ คสช. หรือทั้งการเทคะแนนให้ผู้สมัครที่ประกาศสนับสนุน คสช.

อนาคตของการเมืองไทย ขึ้นอยู่กับผลการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียว

คนอีกกลุ่มหนึ่งคือคนชั้นกลางผู้มีการศึกษาและอยู่ในเมือง ซึ่งเพิ่มสัดส่วนในหมู่ประชากรสูงขึ้นตลอดมา แม้ว่ายังห่างจากการเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่อาจกล่าวได้ว่า ก่อนสมัยพรรคไทยรักไทย เป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นบล็อกได้ พรรคการเมืองที่จะได้คะแนนจากคนกลุ่มนี้มีอยู่ไม่กี่พรรคในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง แต่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดในระยะหลัง ทำให้เสียงของคนชั้นกลางระดับนี้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวดังเดิมเสียแล้ว

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนมากที่สุด ดังนั้น จึงทำให้มีทัศนคติทางการเมืองที่ใกล้เคียงกัน แต่ในระยะประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักไม่ได้เป็นผู้กำหนดวาระทางสังคมและการเมืองอีกแล้ว คนชั้นกลางที่มีการศึกษาในเมืองสามารถสื่อทรรศนะของตนผ่านสื่อออนไลน์นานาชนิดได้ ดังนั้น คะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงน่าจะแตกแยกค่อนข้างสูง พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่คงได้คะแนนไปไม่น้อยจากคนกลุ่มนี้ แต่โอกาสที่จะได้ ส.ส.เขตจากเมืองมีไม่มากนัก เพราะท่ามกลางเสียงที่แตกแยก กลไกหาและสร้างคะแนนเสียงของพรรคเก่าน่าจะรวบรวมคะแนนเสียงได้เป็นกอบเป็นกำในแต่ละเขตมากกว่า

แต่คำทำนายนี้อาจผิด เพราะเรายังไม่อาจหยั่งสำนึกทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของคนกลุ่มนี้ได้กว้างและลึกพอ

คนกลุ่มที่เหลือกระจายอยู่ตามเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ (ไม่นับชาวมลายูมุสลิมในสามหรือสี่จังหวัดภาคใต้) แต่จำนวนไม่มากพอจะเลือก ส.ส.เขตของตนเองได้สักเขตเดียว อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับอัปลักษณ์กำหนดให้นำคะแนนเสียงของพรรคที่แพ้การเลือกตั้งในทุกเขตมารวมกัน เพื่อกำหนดที่นั่งของ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ดูเหมือนคะแนนเสียงของคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะไม่เทไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง แต่น่าจะเฉลี่ยไปในหลายพรรค ซึ่งในคณิตศาสตร์การเลือกตั้งมีค่าเท่ากับศูนย์

นอกจากผลประโยชน์เฉพาะตนและเฉพาะกลุ่มแล้ว คนเรายังลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพราะอุดมการณ์ด้วย เป็นแต่เพียงว่าจำนวนคนที่เปิดให้อุดมการณ์ชี้นำจะมีมากหรือน้อย และสัดส่วนของอุดมการณ์ในกระบวนการตัดสินใจจะมีมากหรือน้อยเท่านั้น

อาจกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งใดที่อุดมการณ์จะมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งเท่ากับครั้งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้านี้ คงต้องยกให้แก่การกระทำของชนชั้นนำที่ร่วมมือกันล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และสถาปนารัฐบาลทหารขึ้นถืออำนาจสืบมากว่า 4 ปี นับเป็นคุณูปการในทางกลับ

ผลก็คืออุดมการณ์ที่ถูกตีความให้เป็นประโยชน์แก่อำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ถูกตั้งคำถามจากสังคมในวงกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย ในช่วงสงครามเย็น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประสบความสำเร็จพอที่จะทำให้เกิดการตั้งคำถามแก่อุดมการณ์เก่ามาแล้ว แต่ พคท.ไม่เคยลงแข่งขันทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง (และยังถูกกีดกันมาจนถึงทุกวันนี้)

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า อุดมการณ์จะมีสัดส่วนในการตัดสินใจทางการเมืองสูงขึ้นอย่างมาก คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเลือกพรรคใดก็ได้ที่อาจรักษาอุดมการณ์เก่าไว้ และคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเลือกพรรคใดก็ได้ที่อาจนำอุดมการณ์ใหม่เข้ามา หรืออย่างน้อยก็ให้ความหมายใหม่แก่อุดมการณ์เก่า

(โดยส่วนตัว ผมอยากประเมินว่า คนในวงการเมืองประเมินความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ต่ำเกินไป ดังจะเห็นได้ถึงการโจมตีพรรคของคนรุ่นใหม่ด้วยอุดมการณ์เก่า และคำปฏิเสธหรือออกตัวของพรรคคนรุ่นใหม่เมื่อต้องเผชิญกับการถูกโจมตีด้วยอุดมการณ์เก่า)

การเมืองไทยมาถึงจุดที่เป็นทางสองแพร่ง

หากพรรคที่ประกาศสนับสนุน คสช.ได้คะแนนเสียงที่รวมกับวุฒิสมาชิกแล้ว อาจจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็หมายความว่าการเมืองไทยเลือกจะเดินไปสู่หนทางที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไว้ดังเดิมต่อไป และหากพรรคที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ต่อต้าน คสช.ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะขัดขวางมิให้ คสช.สืบทอดอำนาจได้ (ท่ามกลางกฎกติกาที่ไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ) ย่อมหมายความว่าหนทางเดิมที่การเมืองไทยดำเนินมาตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 ไม่อาจดำรงอยู่ได้อีกแล้ว

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมือง แต่เป็นการเลือกอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเลือกอย่างไร ก็น่ายินดีที่เราได้เลือกผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่สงครามกลางเมือง

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในประเทศไทยในระยะ 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นไปทั้งในทางลึกและทางกว้างเสียจนยากมาก ที่จะไม่เกิดการเปลี่ยนผ่าน แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านในทันที แต่หากทุกฝ่ายรักษากติกาการเลือกตั้งที่แม้ไม่เป็นธรรมนี้ไว้ โอกาสที่การเปลี่ยนผ่านโดยสงบก็ยังเป็นไปได้อยู่ เพียงแต่ให้น่าสงสัยว่าชนชั้นนำซึ่งมีกองทัพอยู่ในมือ จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว เป็นไปโดยสงบหรือไม่เท่านั้น